
เหตุใดเชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง?
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
เชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบ รอฮิมะฮุลลอฮฺ เป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลต่อการเผยแผ่เตาฮีดในประวัติศาสตร์อิสลามยุคหลัง ขณะเดียวกัน ชื่อของท่านก็ผูกพันกับข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องอะกีดะฮฺ การตักฟีรหรือการตัดสินบุคคลว่าออกจากอิสลาม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างการเผยแผ่ศาสนากับอำนาจทางการเมือง การสนับสนุนและการคัดค้านท่านจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประเมินผลงานของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจศาสนาและการอ่านประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันด้วย
คำถามที่ว่า “เหตุใดหลายคนจึงพยายามจ้องจับผิดท่าน?” จึงต้องตอบอย่างระมัดระวัง เพราะหากเริ่มต้นด้วยการถือว่าผู้วิจารณ์ทุกคนมีเจตนาร้าย เราก็อาจตกอยู่ในความไม่เป็นธรรมแบบเดียวกับที่กำลังคัดค้าน การศึกษาประเด็นนี้อย่างจริงจังต้องแยกให้ออกระหว่างข้อโต้แย้งทางวิชาการ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน และการกล่าวหาที่มีเป้าหมายทำลายชื่อเสียง ทั้งสามอย่างอาจปรากฏอยู่ในการถกเถียงเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ควรถูกตัดสินรวมกัน
การเรียกร้องที่กระทบความเชื่อและวิถีปฏิบัติเดิม
แกนสำคัญของการเผยแผ่ของเชค คือการเรียกร้องให้มุ่งอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว และคัดค้านการปฏิบัติบางประการเกี่ยวกับหลุมศพและบุคคลที่ผู้คนยกย่อง ซึ่งท่านวินิจฉัยว่าเป็นการตั้งภาคีหรือเป็นหนทางนำไปสู่การตั้งภาคี การคัดค้านดังกล่าวทำให้ท่านเผชิญความขัดแย้งกับผู้ที่ยึดถือการปฏิบัติเหล่านั้น ตลอดจนผู้มีอำนาจในสังคมขณะนั้น
ข้อขัดแย้งลักษณะนี้มีความละเอียดอ่อน เพราะผู้ปฏิบัติอาจเข้าใจว่าสิ่งที่ตนทำเป็นการให้เกียรติคนดีหรือแสวงหาความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ
ขณะที่ผู้คัดค้านเห็นว่าการกระทำนั้นล่วงละเมิดสิทธิในการได้รับการเคารพภักดีซึ่งเป็นของอัลลอฮฺโดยเฉพาะ ความต่างจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ความชอบส่วนบุคคล แต่อยู่ที่การจำแนกความหมายของอิบาดะฮฺ การดุอาอ์ การขอความช่วยเหลือ และขอบเขตของการให้เกียรติผู้ทรงคุณธรรม
ด้วยเหตุนี้ การอธิบายว่าผู้คัดค้านทั้งหมดเพียงต้องการปกป้องผลประโยชน์จึงเป็นข้อสรุปที่กว้างเกินหลักฐาน บางคนอาจยึดติดกับสิ่งที่สืบทอดมา แต่บางคนก็มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความหมายของตัวบทหรือการนำหลักการไปใช้กับกรณีเฉพาะ การตอบข้อโต้แย้งเหล่านี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์หลักฐาน ไม่ใช่การวินิจฉัยเจตนาของคู่สนทนา
เมื่อการเผยแผ่สัมพันธ์กับอำนาจทางการเมือง
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้อถกเถียงดำรงอยู่อย่างยาวนาน คือความร่วมมือระหว่างเชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบ กับมุฮัมมัด บิน สะอูด ความร่วมมือนี้ทำให้การเผยแผ่คำสอนและการขยายอำนาจทางการเมืองมีความเกี่ยวพันกัน และเป็นองค์ประกอบสำคัญของประวัติศาสตร์รัฐซาอุดียุคแรก
ความเกี่ยวพันดังกล่าวทำให้การประเมินเชคต้องเผชิญคำถามหลายระดับ ได้แก่ ความถูกต้องของหลักคำสอน ความเหมาะสมของคำวินิจฉัยในสถานการณ์หนึ่ง และความชอบธรรมของการกระทำทางการเมืองหรือการทหาร ผู้ศึกษาจำเป็นต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละระดับ โดยไม่ถือว่าทุกการกระทำของรัฐคือคำสอนของเชคมูฮัมหมัด และไม่ตัดความรับผิดชอบของท่านออกล่วงหน้าหากมีหลักฐานเกี่ยวข้อง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยจึงมีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือการนำเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้ชื่อขบวนการเดียวกันมาเป็นข้อกล่าวหาต่อท่านทั้งหมด อีกด้านหนึ่งคือการปฏิเสธคำถามทางประวัติศาสตร์ทุกข้อด้วยเหตุผลว่าท่านเป็นผู้เรียกร้องสู่เตาฮีด ทั้งสองวิธีทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงด้อยลง
ประเด็นการตักฟีรต้องอ่านมากกว่าข้อความที่เลือกมา
ข้อกล่าวหาเรื่องการตักฟีรเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความละเอียดเป็นพิเศษ เพราะการตัดสินว่าการกระทำหนึ่งเป็นกุฟรฺ กับการตัดสินว่าบุคคลเฉพาะออกจากอิสลาม เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกันแต่มีรายละเอียดต่างกัน การศึกษาทัศนะของนักวิชาการจึงต้องพิจารณาทั้งหลักทั่วไป เงื่อนไข อุปสรรค และการประยุกต์ใช้จริง
ในจดหมายถึงมุฮัมมัด บิน อีด เชคปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าท่านตักฟีรด้วยความคาดเดา หรือตักฟีรผู้ไม่รู้ที่หลักฐานยังไม่ถูกชี้แจงแก่เขา ข้อความนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ผู้ประเมินทัศนะของท่านต้องนำมาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม จดหมายฉบับเดียวไม่อาจใช้แทนการศึกษาข้อความทั้งหมดเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ ผู้สนับสนุนต้องอธิบายข้อความอื่นที่ถูกตั้งคำถาม ส่วนผู้วิจารณ์ก็ต้องอ่านคำชี้แจงของท่านและพิสูจน์ข้อกล่าวหาให้ตรงประเด็น การยกประโยคที่รุนแรงโดยละบริบท หรือยกประโยคปฏิเสธข้อกล่าวหาเพื่อตัดบทคำถามทั้งหมด ต่างเป็นวิธีที่ไม่เพียงพอทางวิชาการ
คำยกย่องจากนักวิชาการร่วมยุคและรุ่นหลัง
การศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดต้องรับฟังทั้งเสียงคัดค้านและเสียงยอมรับ เชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบได้รับคำยกย่องจากนักวิชาการหลายยุค โดยเฉพาะด้านการเผยแผ่เตาฮีดและการเรียกร้องให้ยึดอัลกุรอานกับสุนนะฮฺ คำยกย่องเหล่านี้ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าท่านถูกต้องทุกเรื่อง แต่เป็นหลักฐานว่าภาพของท่านในวงวิชาการมิได้มีเพียงด้านที่ฝ่ายคัดค้านนำเสนอ
อิมามมุฮัมมัด บิน อิสมาอีล อัศศ็อนอานีย์ ผู้ประพันธ์ *สุบุลุสสะลาม* เป็นนักวิชาการร่วมยุคที่แสดงความชื่นชมต่อท่านผ่านบทกวี โดยกล่าวว่า
مُحَمَّدُ الْهَادِي لِسُنَّةِ أَحْمَدَ
فَيَا حَبَّذَا الْهَادِي وَيَا حَبَّذَا الْمَهْدِي
“มุฮัมมัด ผู้ชี้นำสู่สุนนะฮฺของอะห์มัด ช่างประเสริฐยิ่ง ทั้งผู้ชี้นำและผู้ได้รับทางนำ”
บทกวีนี้สะท้อนการตอบรับในทางบวกต่อข่าวการเผยแผ่ของเชค โดยคำว่า “อะห์มัด” หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ
อย่างไรก็ดี การอ้างอัศศ็อนอานีย์ต้องกล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่องงานวิจารณ์ที่ระบุว่าเป็นของท่านในภายหลังด้วย โดยเฉพาะประเด็นการตักฟีรและการใช้กำลัง มีทั้งผู้ยอมรับและผู้โต้แย้งความถูกต้องของการอ้างงานดังกล่าว จึงไม่ควรนำบทกวีชมเชยมาสรุปว่าท่านเห็นด้วยกับเชคทุกประเด็นตลอดชีวิต และไม่ควรตัดสินประเด็นการเปลี่ยนท่าทีโดยไม่ศึกษาหลักฐานเฉพาะเรื่อง
ส่วนอิมามมุฮัมมัด บิน อะลี อัชเชากานีย์ ผู้ประพันธ์ นัยลุลเอาฏอร ซึ่งมีชีวิตร่วมช่วงกับเชค ได้กล่าวถึงจดหมายของเชคที่ส่งมาถึงเยเมนในภายหลังว่า
«وَهِيَ رَسَائِلُ جَيِّدَةٌ مَشْحُونَةٌ بِأَدِلَّةِ الْكِتَابِ وَالسُّنَّةِ»
“เป็นจดหมายที่ดี เปี่ยมด้วยหลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ”
ในหมู่นักวิชาการรุ่นหลังที่ยึดแนวทางสลัฟ เชคอับดุลอะซีซ บิน บาซ ได้จัด เชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบไว้ในหมู่นักวิชาการแห่งสุนนะฮฺ และอธิบายว่าการเผยแผ่ของท่านเป็นการเรียกร้องสู่หลักศรัทธาตามแนวทางสลัฟ มิใช่การก่อตั้งมัซฮับที่ห้า
อิบนุบาซยังระบุว่าในด้านฟิกฮฺ ท่านยึดมัซฮับหัมบะลีย์ และเลือกทัศนะอื่นเมื่อเห็นว่ามีหลักฐานที่มีน้ำหนักกว่า
เชคมุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์ ก็ยกย่องบทบาทของท่านในการเผยแผ่เตาฮีด โดยประเมินว่าท่านมีฐานะสำคัญอย่างยิ่งในด้านนี้ภายหลังอิบนุตัยมียะฮฺ
แต่ในคำบรรยายเดียวกัน อัลอัลบานีย์ได้วิจารณ์ข้อจำกัดบางด้านเกี่ยวกับหะดีษและแนวทางศึกษาฟิกฮฺ พร้อมย้ำว่าไม่ควรยกย่องบุคคลเกินคุณสมบัติที่มีอยู่จริง
คำกล่าวของอัลอัลบานีย์มีนัยสำคัญต่อวิธีศึกษาประเด็นนี้ เพราะแสดงให้เห็นจากการปฏิบัติจริงว่า นักวิชาการสามารถยอมรับคุณูปการอันใหญ่หลวงของบุคคลหนึ่ง พร้อมกับวิจารณ์ข้อจำกัดของเขาได้
การวิจารณ์ที่มีหลักฐานจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปฏิเสธแนวทางสลัฟ และการยกย่องก็ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การรับรองทุกทัศนะของผู้ได้รับคำยกย่อง
เส้นแบ่งระหว่างการวิจารณ์กับการจ้องจับผิด
เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ใช้แยกการวิจารณ์ออกจากการจ้องจับผิดควรเป็นวิธีปฏิบัติต่อหลักฐาน มากกว่าการคาดเดาความรู้สึกภายในของผู้พูด
การวิจารณ์ทางวิชาการจะระบุข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน ตรวจสอบต้นฉบับ อ่านบริบท รับฟังคำอธิบายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมปรับข้อสรุปเมื่อพบหลักฐานใหม่ ส่วนการจ้องจับผิดมักปรากฏในรูปของการเลือกเฉพาะข้อความที่ให้ผลร้าย ละเลยข้อมูลที่หักล้างข้อกล่าวหา หรือเปลี่ยนข้อผิดพลาดเฉพาะเรื่องให้กลายเป็นคำตัดสินตัวบุคคลทั้งหมด
มาตรฐานนี้ต้องใช้กับฝ่ายสนับสนุนด้วย หากผู้ปกป้องเลือกอ้างเฉพาะคำชม ปิดบังข้อทักท้วง หรือถือว่าผู้ตั้งคำถามเป็นศัตรูของเตาฮีดตั้งแต่แรก การปกป้องนั้นก็ขาดความเข้มแข็งทางวิชาการเช่นเดียวกัน ความถูกต้องของข้อเสนอหนึ่งไม่อาจพิสูจน์ด้วยจำนวนผู้ยกย่อง และความผิดพลาดบางข้อก็ไม่เพียงพอที่จะลบคุณูปการทั้งหมดของผู้เสนอ
หลักความยุติธรรมในอิสลามเรียกร้องให้เรารักษามาตรฐานเดียวกัน แม้กำลังกล่าวถึงผู้ที่รักหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วย
อัลลอฮฺทรงห้ามมิให้ความเกลียดชังต่อกลุ่มชนหนึ่งนำไปสู่การละทิ้งความยุติธรรมในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 8 หลักการนี้ย่อมใช้กับการเขียนประวัติศาสตร์ การวิจารณ์นักวิชาการ และการตอบโต้ข้อกล่าวหาด้วย
ด้วยเหตุนี้ คำตอบต่อคำถามว่าเหตุใดเชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง จึงประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งความต่างทางความเชื่อ ข้อถกเถียงเรื่องการตักฟีร ประวัติศาสตร์การเมือง และวิธีถ่ายทอดข้อมูลที่อาจไม่ครบถ้วน เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธว่ามีการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม แต่ต้องพิสูจน์ความไม่เป็นธรรมนั้นเป็นกรณีไป
การให้เกียรติท่านอย่างมั่นคงที่สุด คือการนำเสนอผลงานตามความเป็นจริง ชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยหลักฐาน และยอมรับข้อผิดพลาดที่พิสูจน์ได้
เชคมุฮัมมัด บิน อับดิลวะฮาบเป็นนักวิชาการที่ควรได้รับความยุติธรรม ทั้งในสิ่งที่ท่านกล่าว สิ่งที่ท่านทำ และสิ่งที่ผู้อื่นนำไปอ้างในนามของท่าน ความรักที่ตั้งอยู่บนความรู้ย่อมรักษาเกียรติของนักวิชาการได้ดีกว่าการปกป้องที่ไม่ยอมให้มีคำถาม