การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  25836

การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์


          วันอาคิเราะฮ์  คือวันกิยามะฮ์ เป็นวันที่มนุษย์ชาติจะถูกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อตัดสินตอบแทนผลบุญที่ได้กระทำ  ที่เรียกเช่นนี้เพราะไม่มีวันอื่นอีกหลังจากนั้น และเป็นวันที่ชาวสวรรค์จะได้เข้าไปพำนักในสวนสวรรค์ของพวกเขาตลอดกาล และชาวนรกจะได้เข้าไปพำนักในนรกตลอดกาล

การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ประกอบด้วยสามประการ  

    
ประการที่ ๑ ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ คือคนตายจะถูกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งเมื่อสังข์ถูกเป่าเป็นครั้งที่สอง มวลมนุษย์ชาติจะยืนขึ้นต่อหน้าพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล ในสภาพเท้าเปล่า เปลือยกาย 
ดังอัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า


“วันซึ่งเราจะม้วนชั้นฟ้า ประหนึ่งการม้วนแผ่นกระดาษสำหรับการบันทึก ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก  เราจะให้มันกลับเป็นขึ้นมาอีก เป็นสัญญาผูกพันกับเรา  แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน”  อัล อัมบิยาอฺ  ๑๐๔

      
การฟื้นคืนชีพ  เป็นที่ประจักษ์ชัดจริงอย่างแน่นอน ซึ่งถูกระบุในอัล กุรอาน และในฮะดีษ   

อัลลอฮ์    ทรงตรัสว่า

        
“ หลังจากนั้น แท้จริงพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน  แล้วแท้จริงพวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ในวันกิยามะฮ์”  อัล มุมินูน ๑๕ – ๑๖

         
ท่านนะบี   ได้กล่าวว่า
 

“มนุษย์จะถูกนำมาชุมนุมรวมกันในสภาพเท้าเปลือยล่อนจอน”


          บรรดานักปราชญ์มุสลิมได้มีมติเอกฉันท์ ในความแน่นอนของวันกิยามะฮ์ ซึ่งเป็นไปอย่างสอดคล้องกับวิทยาปัญญาของมนุษย์  ดังที่อัลลอฮ์   ทรงทำให้มนุษย์เป็นตัวแทนสืบทอดบนพื้นพิภพ ด้วยการจัดเตรียมรางวัลผลตอบแทนไว้สำหรับพวกเขา   ที่ปฏิบัติตามแบบฉบับของเราะซูล 

ดังอัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า 

                 
“พวกเจ้าคิดว่าแท้จริง เราได้ให้พวกเจ้าบังเกิดมาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่ กลับไปหาเรากระนั้นหรือ”   อัล มุมินูน  ๑๑๕


ทรงตรัสแก่นะบี   ของพระองค์ว่า 
 
         
“ แท้จริงพระผู้ทรงประทานอัล กุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมต้องนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิม จงกล่าวเถิด(มุอัมมัด) พระเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่ง ว่าผู้ใดอยู่ในการหลงผิดที่ชัดแจ้ง”   อัล เกาะศอศ  ๘๕
 
     
ประการที่ ๒ ศรัทธาต่อการตัดสิน การตอบแทนที่จะมีขึ้น บรรดาบ่าวจะถูกตัดสินในการกระทำของเขาทั้งดีและชั่ว ดังมีหลักฐานยืนยันดังนี้
พระองค์ทรงตรัสว่า

           
“ แท้จริงยังเราเท่านั้นคือการกลับมาของพวกเขา แล้วก็แท้จริงหน้าที่ของเรานั้นคือการชำระพวกเขา”  อัลฆอชิยะฮฺ ๒๕ -๒๖    

             
“ และเราจะตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใด  และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการพอเพียงแล้ว สำหรับเราที่เป็นผู้ชำระสอบสวน"     อัล อัมบิยาอ์  ๔๗
                                                                                                                                        


ท่านอิบนุ อุมัร รอฏิยัลรอฮุอันฮุ ได้รายงานว่าท่านนะบี   ได้กล่าวว่า


(( إن الله يدني المؤمن فيضع عليه كنفه - أي ستره- ويستره ، فيقول : أتعرفه ذنب كذا ؟
أتعرفه ذنب كذا ؟ فيقول : نعم أي رب حتى إذا قرره بذنوبه ، ورأى أنه قد هلك قال : قد سترتها عليك في الدنيا ، وأنا أغفره لك اليوم ، فيعطى كتاب حسناته ، وأما الكفار والمنافقون فينادى بهم على رؤوس الخلاق هؤلاء الذين كذبوا على ربهم ، ألا لعنة الله على الظالمين )) متفق عليه . وصح عن النبي صلى الله عليه وسلم (( أن من هم بحسنة فعملها ، كتبها الله عنده عشر حسنات إلى سبعمائة ضعف إلى أضعاف كثيرة ، وأن من هم بسيئة فعملها ، كتبها الله سيئة واحدة ))


“แท้จริงอัลลอฮ์   จะทรงตอบแทนรางวัลแก่บ่าวผู้ศรัทธา ทรงวางกั้นเป็นกำบังแก่เขา คือปกปิดเขา พระองค์จะทรงตรัสแก่เขาว่า  เจ้าทราบไหมบาปเช่นนี้? เจ้าทราบไหมบาปเช่นนี้? เขาจะกล่าวว่า ครับใช่  คือพระผู้อภิบาล จนกระทั่งเขาได้ยืนยันถึงบาปกรรมของเขา และทรงเห็นว่าเขาได้ประสพแก่ความหายนะแล้ว พระองค์จึงตรัสว่า เจ้าได้ปิดบังมันบนพื้นพิภพ วันนี้ข้าอภัยให้เจ้าแล้ว ดังนั้นทรงได้ประทานความดีงามในบันทึกของเขา  ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธ และผู้กลับกลอก พวกเขาจะถูกร้องเรียกยังเจ้าแห่งสรรพสิ่งถูกสร้าง บรรดาผู้ซึ่งได้ปฎิเสธต่อพระผู้อภิบาลของเขา  ความกริ้วโกรธของอัลลอฮ์   ไม่ใช่สำหรับบรรดาผู้อธรรมดอกหรือ? ท่านนะบี   ได้ยืนยันถึงความถูกต้องในข้อนี้ว่า ผู้ใดก็ตามที่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นต่อการทำความดีและเขาได้กระทำสิ่งนั้น อัลลอฮ์   จะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งความดีงามอันนั้นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า หรือมากกว่าหลายเท่าและผู้ใดปลงใจที่จะกระทำความชั่วร้ายและเขาได้ทำมัน อัลลอฮ์   จะทรงบันทึกความชั่วของเขาเพียงหนึ่งเท่า”
 
       
          บรรดานักปราชญ์มุสลิมได้ยืนยันถึงการตัดสินสอบสวนและการประทานรางวัลสำหรับการงานของมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามสติปัญญาที่ว่าพระองค์อัลลอฮ์   ทรงประทานคัมภีร์ ทรงส่งบรรดาเราะซูล และทรงกำหนดใช้ให้ปวงบ่าวยอมรับต่อบทบัญญัติที่ได้นำมาปฏิบัติตามในสิ่งที่ดีงาม ทรงได้กำหนดการทำสงครามต่อผู้ที่ต่อต้าน ทรงทำให้เลือดเนื้อ ลูกหลาน บรรดาภรรยา สตรีของพวกเขา และทรัพย์สินเป็นที่อนุมัติ  หากว่าไม่มีการตัดสินสอบสวน การตอบแทนต่อการกระทำเหล่านี้จะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง  อัลลอฮ์   ผู้ทรงอภิบาล ทรงปลดเปลื้องสิ่งเหล่านั้น  ดังที่พระองค์ทรงตรัสในเรื่องนี้ว่า

      
“ดังนั้นแน่นอน เราจะถามบรรดาที่(เราะซูล)ได้ถูกส่งมายังพวกเขา และแน่นอนเราจะถามบรรดาเราะซูลทั้งหลายด้วย แล้วแน่นอนเราจะนำมาบอกเล่าแก่พวกเขาด้วยความรู้(หลักฐาน)และเราไม่เคยหายไปไหน”     อัล อะอฺรอฟ   ๖ -๗
     
        
          สวนสวรรค์และขุมนรกเป็นเป้าหมายปลายทางอันแน่นอน สวนสวรรค์เป็นที่พำนักอันอิ่มเอิบ ร่มเย็นที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่ยำเกรง ผู้ซึ่งศรัทธาต่อข้อกำหนดทางศาสนาอิสลาม  เป็นผู้นอบน้อมเชื่อฟังปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ มีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์   และเราะซูล   ของพระองค์ ในสวนสวรรค์จะมีเครื่องอำนวยความสุขนานาชนิด ซึ่งสายตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน  สมองไม่เคยคิด และปราศจากภยันตรายใดๆต่อจิตใจมนุษย์ 
อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า  

    
“แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง  การตอบแทนของพวกเขา ณ ที่พระเจ้าของพวกเขาคือ สวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ณ เบื้องล่างของมัน  มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้น ตลอดกาล  อัลลอฮ์ทรงปิติต่อพวกเขา และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์ นั่นคือสำหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกเขา”    อัล บัยยินะฮ์ ๗ – ๘

           
“ ดังนั้นจึงไม่มีชีวิตใด  รู้สิ่งที่ซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ ”  อัซ ซัจญดะฮ์ ๑๗


          ขุมนรกเป็นสถานที่สำหรับลงโทษ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์   ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้อธรรม ผู้ดื้อดึง และฝ่าฝืนต่อบรรดาเราะซูล ของพระองค์ ในขุมนรกจะมีการลงโทษ การทรมานอย่างแสนสาหัส ไม่มีสิ่งใดที่จะปลดเปลื้องจากมันได้  พระองค์ทรงตรัสว่า
 
            
“และพวกเจ้าจงเกรงกลัวไฟนรกที่ถูกเตรียมไว้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเถิด” อาละอิมรอน   ๑๓๑

   
“และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริงเราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาพวกอธรรม ซี่งกำแพงของมันล้อมกรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงเดือดลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย”  อัลกะฮ์ฟ   ๒๙

         
“แท้จริง อัลลอฮ์ทรงสาปแช่ง บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และได้เตรียมไฟที่ลุกโชติช่วงไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอกกาล  พวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ วันที่ใบหน้าของพวกเขาจะถูกพลิกกลับไปกลับมาในไฟนรกพวกเขาจะกล่าวว่า โอ้ความระทมทุกข์ของเรา  หากเราได้เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ และเราได้เชื่อฟังปฏิบัติตามเราะซูลก็จะดี”      อัล อะหฺซาบ ๖๔–๖๖
 
       
หลังจากการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ เราต้องศรัทธาต่อสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังความตาย เช่น

(ก) การทดสอบในหลุมศพ  คือการสอบสวนคนตายหลังจากการฝัง   เกี่ยวกับพระเจ้าของเขา ศาสนา และนะบีของเขา  พระองค์อัลลอฮ์   จะทรงทำให้คำกล่าวของบรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นมั่นคง  เขาจึงจะกล่าวว่า “พระเจ้าของข้าคือ อัลลอฮ์    ศาสนาของข้าคือ อิสลาม และนะบีของข้าคือ มุฮัมมัด   ” และพระองค์จะทรงทำให้บรรดาผู้อธรรมหลงผิด ดังนั้น ผู้ปฏิเสธจะกล่าวว่า เอ่ เอ้ ฉันไม่รู้ พวกกลับกลอกจะกล่าวว่าฉันไม่ทราบ ได้ยินเขาว่าเช่นนี้  เช่นนั้น ฉันจึงได้ตามไป

(ข) การลงโทษในหลุมนรกและความโปรดปรานของมัน
 บรรดาผู้อธรรมจากบรรดาพวกกลับกลอกและบรรดาผู้ปฏิเสธ จะได้รับการลงโทษในหลุมนรก ดังอัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า
 
       
“.....และหากเจ้าได้เห็น ขณะที่บรรดาผู้อธรรมอยู่ในภาวะคับขันแห่งความตาย และมลาอิกะฮ์แบมือของพวกเขา (โดยกล่าวว่า) จงให้ชีวิตของพวกท่านออกมา วันนี้พวกท่านจะได้รับการตอบแทน ซึ่งการลงโทษอันอัปยศ  เนื่องจากพวกท่านกล่าวให้ร้ายแก่อัลลอฮ์ โดยปราศจากความจริง และเนื่องจากการที่พวกท่านหยิ่งยโสต่อบรรดาโองการของพระองค์”  อัล อันอาม  ๙๓
        
อัลลอฮ์   ทรงตรัสเกี่ยวกับครอบครัวของฟิรอาวน์ว่า
          

“ไฟนรกนั้นพวกเขาจะถูกนำมาให้เห็นทั้งในยามเช้า และยามเย็น และในวันกิยามะฮ์นั้น จะมีเสียงกล่าวว่า จงให้บริวารของฟิรอาวน์ เข้าไปรับการลงโทษอันสาหัสยิ่ง”   ฆอฟิร์  ๔๖            


รายงานในเศาะเฮี้ยะมุสลิมจากฮะดีษเซด์ บินษาบิต ว่าท่านนะบี   กล่าวว่า

(( فلو لا أن لا تدافنوا لدعوت الله أن يسمعكم من عذاب القبر الذي أسمع منه ، ثم قبل بوجهه فقال:تعوذوا بالله من عذاب النار )) قالوا : نعوذ بالله من عذاب النار . فقال : (( تعوذوابالله من عذاب القبر )) . قالوا : نعوذ بالله من عذاب القبر ، قال : (( عوذوا بالله من الفتنم ما ظهر منها وما بطن )) . قالوا : نعوذ بالله من الفتن ما ظهر منها وما بطن . قال : (( تعوذوا بالله من الفتنة الدجال )) . قالوا : نعوذ بالله من فتنة الدجال .       


“มาตรแม้นว่าหากพวกท่านไม่ไปฝังเขา  ฉันก็จะวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์   ให้ท่านได้ยินการลงโทษของหลุมศพที่ฉันกำลังได้ยิน จากนั้นท่านได้หันหน้าไปยังพวกเขาพลางกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการลงโทษแห่งหลุมศพ” พวกเขากล่าวว่าเราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการลงโทษของไฟนรกท่านนะบี   จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์    ให้พ้นจากการลงโทษแห่งหลุมศพ” พวกเขาจึงกล่าวว่า “เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการลงโทษแห่งหลุมศพ” ท่านนะบี   จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการทดสอบที่เปิดเผยและเร้นลับ” พวกเขาจึงกล่าวว่า “เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์    ให้พ้นจากการทดสอบที่เปิดเผยและเร้นลับ”  ท่านนะบี   จึงกล่าวว่า “ พวกท่านจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการทดสอบของอัด ดัญญาน” พวกเขาจึงกล่าวว่า “เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากการทดสอบของอัด ดัญญาน” ความโปรดปรานและความผาสุขเป็นของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ดำรงไว้ซึ่งความสัจจะ”

 ดังอัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า

         
“แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่าอัลลอฮ์ คือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มลาอิกะฮ์จะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านจงอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าสลดใจ  แต่จงต้อนรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้”  ฟุศศิลัต  ๓๐

              
“และเมื่อวิญญาณได้มาถึงคอหอย (กำลังจะตาย) แล้วพวกเจ้าจะสามารถยับยั้งไว้ได้หรือ และในขณะนั้นพวกเจ้ากำลังมองดูกันอยู่ และเรานั้นอยู่ใกล้ชิดเขายิ่งกว่าพวกเจ้า แต่ทว่าพวกเจ้ามองไม่เห็น (มลาอิกะฮ์) หากพวกเจ้ามิได้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด และไม่มีพระเจ้าเป็นผู้มีอำนาจเหนือพวกเจ้าแล้ว ไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่ให้วิญญาณกลับมาสู่ร่างอีก หากพวกเจ้าพูดจริง  สำหรับผู้ที่หาว่าเขา (ผู้ตาย) เป็นผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์  ดังนั้น ความอิ่มเอิบสดชื่น และสวนสวรรค์อันเป็นที่โปรดปรานจะได้แก่เขา”  อัล วากิอะฮ์ ๘๓ – ๘๙
 
              
ได้มีรายงานจากท่านอัล บัรรออ์ บิน อาซิบ รอฏิยัลรอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า


أن النبي صلى الله عليه وسلم قال في المؤمن إذا أجاب الملكين في قبره : (( ينادي مناد من السماء أن صدق عبدي ، فأفرشوه من الجنة ، وألبسوه من الجنة ،   و افتحو له بابا إلى الجنة ، قال فيأتيه من روحها وطيبها ، و يفسخ له في قبره مد بصره )) رواه أحمد وأبو داود في حديث طويل .

“ท่านนะบี   กล่าวถึงผู้ศรัทธาว่าเมื่อเขากล่าวตอบ มลาอิกะฮ์ทั้งสองในหลุมศพ จะมีเสียงเรียกจากฟากฟ้าว่าบ่าวของข้าได้กล่าวสมจริงแล้ว  ดังนั้นเขาจะได้รับการปูพรม(หรือตบแต่ง)จากสวนสวรรค์  เขาจะได้รับการสวมใส่จากสวนสวรรค์ ประตูสวรรค์จะถูกเปิดให้แก่เขา บรรดาเครื่องหอมจะถูกนำมายังเขา  และหลุมศพของเขาจะถูกทำให้กว้างขึ้นไกลสายตา”
รายงานโดยอิมามอะห์มัด อิมามดาวูดในรายงานฮะดีษที่ยาว


ภาคผลที่ประเสริฐต่อการศรัทธาในวันอาคิเราะฮ์มีดังนี้

1. เร่งเร้าให้มีความปรารถนาที่จะทำความดีงาม  เชื่อฟังและปฏิบัติตาม  และมุ่งหวังที่จะได้รับผลบุญตอบแทนในวันนั้น

2. หวาดหวั่นเกรงกลัวที่จะกระทำการฝ่าฝืน ยอมรับและพึงพอใจ เนื่องจากเกรงกลัวถึงการลงโทษที่จะมีมาในวันนั้น

3. ทำให้มุมิน – ผู้ศรัทธา ไม่วิตกกังวลต่อสิ่งที่พลาดพ้นไปจากเขา ในโลกนี้ ด้วยเหตุว่าเขามุ่งหวังจากความโปรดปรานแห่งอาคิเราะฮ์ และจากผลการตอบแทนของสิ่งดีงามที่ได้ทำไว้

4. ผู้ปฏิเสธการศรัทธาได้โต้แย้งว่าชีวิตหลังความตายนั้นเป็นไปไม่ได้ การกล่าวอ้างเช่นนี้ถือเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการปฏิเสธว่ากฎข้อกำหนดทางศาสนบัญญัติ หลักฐานด้านความรู้สึก และด้านสติปัญญาเป็นสิ่งที่ถูกยกเลิก

หลักฐานกฎข้อบังคับทางศาสนบัญญัติ                

ดังอัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า
 
       
“ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวอ้างว่า พวกเขาจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก  จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระเจ้าของข้าพระองค์   พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกท่านจะได้รับแจ้งตามที่พวกท่านได้ประกอบกรรมไว้ และนั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์”  อัตตะฆอบุน  ๗

                                                                    
ในข้อนี้มีความส้อดคล้องกันระหว่างพระคัมภีร์ที่ถูกประทานมาทุกเล่ม       

หลักฐานด้านความรู้สึกสัมผัส   
           
          พระองค์อัลลอฮ์   ทรงแสดงให้ปวงบ่าวของพระองค์เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงการฟื้นคืนชีพหรือการให้คนตายเกิดขึ้นใหม่ในโลกนี้ ดังปรากฏเป็นหลักฐานห้าตัวอย่างใน ซูเราะห์ อัลบะเกาะเราะฮ์

           หนึ่ง. เมื่อประชาชาติของท่านนะบีมูสา อลัยฮิสลาม  ได้กล่าวแก่ท่านว่า “เราจะไม่ศรัทธาต่อท่านจนกว่าพวกเราจะได้เห็นอัลลอฮ์โดยเปิดเผย”  ทันใดนั้นอัลลอฮ์   ทรงบันดาลให้พวกเขาตาย  หลังจากนั้นทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นใหม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้พระองค์ทรงตรัสแก่ วงศ์วานของอิสรออีลว่า
          

“และจงรำลึกถึง ขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า โอ้มูซา! เราจะไม่ศรัทธาต่อท่านเป็นอันขาด จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮ์โดยเปิดเผย แล้วสายฟ้าผ่าได้คร่าพวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้ามองดูกันอยู่    ภายหลังเราได้ให้พวกเจ้าคืนชีพ  หลังจากที่พวกเจ้าได้ตายไปแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ”                อัล บะเกาะเราะฮ์  ๕๕ – ๕๖                                                                  


          สอง. เรื่องราวของการรบราฆ่าฟันที่เกิดขึ้นระหว่างวงศ์วานอิสรออีล ซึ่งได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน และพระองค์จึงได้ทรงบัญชาใช้ให้พวกเขาเชือดวัว  ทันใดนั้นพวกเขาได้ฟาดตีเขาด้วยส่วนหนึ่งของมัน  เพื่อที่จะบอกให้พวกเขาทราบว่าใครคือผู้ฆ่าเขา ในเรื่องนี้พระองค์ทรงตรัสว่า

                       
 “และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเจ้า ฆ่าคนคนหนึ่ง แล้วพวกเจ้าต่างปกป้องตัวเองในเรื่องนั้น  และอัลลอฮ์นั้นจะเป็นผู้เปิดเผยสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดไว้ แล้วเราได้กล่าวว่า พวกเจ้าจงตีเขาด้วยบางส่วนของวัวตัวนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงให้ผู้ที่ตาย มีชีวิตขึ้นมาและจะทรงให้พวกเจ้าเห็นสัญญานต่างๆ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้เข้าใจ”  อัลบะเกาะเราะฮ์  ๗๒ – ๗๓


          สาม.   เรื่องราวของชนกลุ่มหนึ่ง  ที่หนีความตายออกจากบ้านของพวกเขา ที่พวกเขามีจำนวนนับเป็นพันๆคน อัลลอฮ์   ได้ทรงทำให้พวกเขาตาย  แล้วทรงทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ ในเรื่องนี้ พระองค์ทรงตรัสว่า


“ พวกเจ้ามิได้มองดู บรรดาผู้ที่ออกจากบ้านของพวกเขาดอกหรือโดยที่พวกเขามีจำนวนเป็นพันๆคน    ทั้งนี้เพราะกลัวความตาย แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ประกาศิตแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงตายเสียเถิด ภายหลังพระองค์ทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นใหม่  แท้จริงอัลลอฮ์ นั้นเป็นผู้มีบุญคุณแก่มนุษย์  แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากไม่ขอบพระคุณ”   อัลบะเกาะเราะฮฺ  ๒๔๓


            สี่. เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เดินทางผ่านไปยังเมืองร้าง  อัลลอฮ์   ทรงทำให้เขาตายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วทรงให้เขาฟื้นคืนชีพ
ในเรื่องดังกล่าวพระองค์ทรงตรัสว่า


“หรือเช่นผู้ที่ได้ผ่านเมืองหนึ่ง(บัยตุลมักดิส) โดยที่มันพังทับลงบนหลังคามัน เขากล่าวว่า   อัลลอฮ์จะทรงให้เมืองนี้มีชีวิตขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่มันได้ตายพินาศไปแล้ว และอัลลอฮ์ได้ทรงให้เขาตายเป็นเวลาร้อยปี ภายหลังพระองค์ได้ทรงให้เขาฟื้นคืนชีพ พระองค์ทรงกล่าวว่า เจ้าพักอยู่นานเท่าใด ? เขากล่าวว่า ข้าพระองค์พักอยู่วันหนี่งหรือบางส่วนของวันเท่านั้น พระองค์ทรงกล่าวว่า มิได้! เจ้าพักอยู่นานถึงร้อยปี เจ้าจงมองดูอาหารของเจ้าและเครื่องดื่มของเจ้า มันยังไม่บูดเลย และจงมองดูลาของเจ้า และเพื่อเราจะให้เจ้าเห็นสัญญานสำหรับมนุษย์ และจงมองบรรดากระดูกเหล่านั้น ดูว่าเรากำลังยกมันไว้ ณ ที่ของมัน และประกอบมันขึ้น แล้วให้มีเนื้อหุ้มห่อมันไว้อย่างไร?  ครั้นเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวว่า ข้าพระองค์รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง”   อัลบะเกาะเราะฮฺ  ๒๕๙


           เรื่องราวของท่านนะบีอิบรอฮีม อลัยฮิสลาม เมื่อท่านได้ขอต่ออัลลอฮ์   แสดงให้ท่านเห็นว่าพระองค์ทรงให้คนตายฟื้นคืนชีพอย่างไร ?  ดังนั้นพระองค์จึงทรงบัญชาใช้ให้ท่านเชือดนกสี่ตัว และให้แยกชิ้นส่วนของมันไปตามรอบภูเขา  หลังจากนั้นให้เรียกนกมา ชิ้นส่วนต่างๆจะกลับเข้าดังเดิม มันจะมายังท่านนะบีอิบรอฮีม อลัยฮิสลาม อย่างรีบเร่ง ในเรื่องนี้พระองค์ทรงตรัสว่า

    
“และจงรำลึกถึงขณะที่อิบรอฮีม กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดได้ทรงให้ข้าพระองค์เห็นด้วยเถิดว่า พระองค์จะทรงให้บรรดาผู้ที่ตายมีชีวิตขึ้นอย่างไร? พระองค์ตรัสว่าเจ้ามิเชื่อดอกหรือ? อิบรอฮีมกล่าวว่า หามิได้ แต่ทว่าเพื่อหัวใจของข้าพระองค์จะได้สงบ  พระองค์ตรัสว่า เจ้าจงเอานกมาสี่ตัว แล้วจงเลี้ยงมันให้คุ้นแก่เจ้า แล้วตัดมันออกเป็นท่อนๆ ภายหลังเจ้าจงวางไว้บนภูเขาทุกลูก ซึ่งส่วนหนึ่งจากนกเหล่านั้น  แล้วจงเรียกมัน  มันก็จะมายังเจ้าอย่างรีบเร่ง และพึงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาน”  อัลบะเกาะเราะฮฺ  ๒๖๐  
 
     
          ดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็น สัมผัสได้ เกิดขึ้นแล้วบ่งบอกถึงการให้คนตายฟื้นคืนชีพ มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เราได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญานของท่านนะบีอีซา อิบนุ มัรยัมที่อัลลอฮ์   ทรงแสดงให้เห็นการชุบชีวิตคนตายและการนำพวกเขาออกมาจากหลุมศพ ด้วยอนุมัติของพระองค์

หลักฐานด้านสติปัญญาแบ่งออกเป็นสอง

           1. อัลลอฮ์   คือผู้สร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่ง พระองค์เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างมันทั้งสอง  เป็นผู้ทรงเดชานุภาพในการสร้าง  ปราศจากความอ่อนแอ สามารถเนรมิตให้มันกลับมีขึ้นใหม่อีกครั้ง


ดังพระองค์ทรงตรัสว่า


“ และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง  แล้วทรงให้มันกลับขึ้นมาอีก และมันเป็นการง่ายยิ่งแก่พระองค์.....” อัรรูม  ๒๗

        
“.....ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก  เราจะให้มันกลับเป็นขึ้นมาอีก เป็นสัญญาผูกพันกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน” อัล อัมบิยาอฺ ๑๐๔

                            
อัลลอฮ์   ทรงตรัสใช้ให้โต้ตอบบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ต่อการให้กระดูกที่เป็นผุยผงมีชีวิตขึ้นมาอีกว่า
 
           
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พระผู้ทรงให้กำเนิดมันครั้งแรก นั้น  ย่อมจะทรงให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีก และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ การบังเกิดทุกสิ่ง”  ยาซีน ๗๙


          2. ในกรณีของพื้นดินที่แห้งแล้งไม่มีผลหมากรากไม้ที่เขียวขจี  พระองค์ทรงประทานฝนให้ตกลงมา มันก็จะกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีก พระองค์ทรงให้ชีวิตหลังความตายของมัน  ทรงสามารถให้ชีวิตคนตาย ดังพระองค์ทรงตรัสว่า
 
                          
“ และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ เจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งกรัง ต่อเมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน  มันก็จะมีชีวิตชีวาและให้พืชผล  แท้จริงผู้ซึ่งให้มันมีชีวิตขึ้นมานั้น ก็จะทรงให้ชีวิตแก่คนตายได้อย่างแน่นอน แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง”     ฟุศศิลัต  ๓๙ 
            
           
“และเราได้ให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้า เป็นที่จำเริญด้วยน้ำนั้น  เราได้ให้งอกเงยออกมาเป็นสวนอันหลากหลาย   และเมล็ดพืชสำหรับเก็บเกี่ยว  และต้นอินทผลัมอันสูงตระหง่าน  ลำต้นของมันมีพวงย้อยลงมา มีผลซ้อนกันเป็นชั้น เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่ปวงบ่าว และด้วยน้ำนั้น เราได้ทำให้ดินแดนที่แห้งแล้ง มีชีวิตชีวาขึ้นใหม่ เช่นนั้นแหละ การฟื้นคืนชีพ”  ก็อฟ   ๙ –๑๑

                         
          ชนผู้หลงผิดได้หลงทาง เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธการทดสอบในหลุมศพและความโปรดปราน โดยอ้างว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะค้านต่อความจริง พวกเขากล่าวอ้างว่าหากเปิดเผยศพจากหลุม จะพบว่าคงมีศพอยู่เหมือนเดิม โดยที่หลุมศพนั้นมิได้เปลี่ยนแปลงขนาดและไม่ได้คับแคบแต่อย่างใด   การกล่าวเช่นนี้ถือเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อหลักการทางศาสนา ความรู้สึก และสติปัญญาของมนุษย์
 
 หลักฐานด้านกฏหมายชารีอะฮ์ – บทบัญญัติทางศาสนา

          จากหลักฐานในตัวบทชี้ชัดว่ามีการทดสอบ การลงโทษในหลุมศพและความโปรดปราณอย่างแน่นอนในวรรค (ข) เกี่ยวกับผลที่ตามมาของการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และในเศาะเฮี้ยะบุคอรี จากฮะดีษที่รายงานโดย อิบนุ อับบาสได้กล่าวว่า

(( خرج النبي صلى الله عليه وسلم مع بعض حيطان المدينة ، فسمع صوت إنسانين يعذبا في قبورهما )) وذكر الحديث ، وفيه (( أن أحدهما كان لا يستتر من البول )) وفي – رواية – من ( بوله ) وأن الآخر كان يمشي بالنميمة ) .

ท่านนะบี   ได้ออกไปกับชาวเมืองมะดีนะฮ์ และท่านได้ยินคนสองคนกำลังถูกลงโทษในหลุมศพของเขาทั้งสอง ในฮะดีษนี้ระบุว่า “หนึ่งในสองคนนั้นมิได้ปกปิดขณะปัสสาวะ” และในอีกรายงานหนึ่ง “จากปัสสาวะของเขา” และอีกคนหนึ่งเที่ยวนินทาผู้คน”

หลักฐานด้านความรู้สึกสัมผัส      
          
          มีชายคนหนึ่งนอนฝันเห็นว่าเขาอยู่ในสถานที่อันกว้างขวาง โดยที่เขามีความสุขเพลิดเพลินในนั้น หรือเขาอยู่ในสถานที่คับแคบน่ากลัวโดยที่เขาได้รับความทุกข์ทรมาน บางครั้งเขาอาจตื่นขึ้นจากสิ่งที่เห็น ถึงแม้ว่าเขายังคงอยู่บนเตียงนอนในห้องของเขา  การนอนหลับนั้นคือพี่น้องของความตาย  ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์   จึงทรงเรียกว่า “ความตาย”
ดังพระองค์ทรงตรัสว่า

             
“ อัลลอฮ์ทรงปลิดชีวิตในยามตายของมัน  และมัน(ชีวิต)จะยังไม่ตายในยามนอนหลับของมัน พระองค์จะทรงปลิดชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดความตายให้แก่มัน และพระองค์ทรงยืดชีวิตอื่นไปจนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ แท้จริงในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณ สำหรับหมู่ชนผู้ใคร่ครวญ ”  อัซ ซุมัรฺ ๔๒


หลักฐานด้านสติปัญญามนุษย์   
       
          มีชายคนหนึ่งฝันเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นตรงกับความจริง บางครั้งท่านนะบี   ได้เห็นดังที่ปรากฏตามลักษณะความฝัน  ฉะนั้นใครก็ตามที่เห็นตามความฝันเขาผู้นั้นได้เห็นจริงแล้ว แม้ว่าคนนอนหลับนั้นจะยังคงนอนอยู่บนเตียงในห้องห่างไกลจากสิ่งที่เห็น หากว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงขึ้นได้ในสภาพความเป็นอยู่ของสังคมแห่งโลกนี้  แล้วเรื่องราวต่างๆที่อัลลอฮ์   ทรงบอกไว้จะปรากฏเป็นจริงขึ้นในโลกหน้าไม่ได้ ได้อย่างไร ? 

           
          ส่วนพวกที่กล่าวอ้างว่า หากนำเอาศพออกมาเปิดเผยจะพบว่าจะยังคงสภาพเดิม และหลุมศพมิได้เปลี่ยนแปลงขนาดของมัน และมิได้คับแคบลงนั้น คำตอบในเรื่องดังกล่าวมีหลายแง่หลายมุม แต่จะนำมากล่าวถึงบางส่วน

ประการแรก ห้ามคัดค้านต่อบัญญัติทางศาสนา ที่ได้รับทราบในเรื่องที่คลางแคลงใจเชิงปฏิเสธ หากได้ใคร่ครวญและไตร่ตรองเป็นอย่างดี ในบัญญัติที่มีอย่างถ่องแท้แล้ว ทุกคนจะตระหนักดีว่าความคลางแคลงใจได้หมดสิ้นไป ดังที่มีคำกล่าว

وكم من عائب قولا صحيحا       وآفته من الفهم السقيم

“และกี่มากน้อยแล้วสำหรับที่ผู้ตำหนิคำพูดที่ถูกต้อง ความหายนะของเขาจากความเข้าใจผิดนี้ ทำให้เขาเจ็บปวด”

ประการที่สอง สภาพของความเป็นอยู่ในอาลัม บัร์ซัค ชีวิตระหว่างโลกนี้กับปรโลก เป็นเรื่องเร้นลับไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยประสาทสัมผัส  หากเราใช้ประสาทสัมผัสในการทำความเข้าใจ ภาคผลของการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับก็จะสูญสิ้นไป  และบรรดาผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่นกับบรรดาผู้ปฏิเสธจะไม่แตกต่างอะไรกันเลย

ประการที่สาม  การลงโทษและความโปรดปราน ความกว้างและความคับแคบของหลุมศพ เป็นเรื่องที่คนตายเท่านั้นจะรับรู้  ข้อนี้เปรียบเสมือนคนนอนฝันว่าอยู่ในสถานที่คับแคบน่ากลัวหรืออยู่ในสถานที่อันกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับการนอนของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย  เขายังนอนอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนในห้องเขา  ความจริงขณะที่นะบี   ได้รับการประทานวะฮีย์อยู่นั้น ท่านกำลังอยู่กับบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่าน โดยที่ท่านได้ยินเสียงวะฮีย์แต่เพียงผู้เดียว

ประการที่สี่  ความหยั่งรู้ของมนุษย์มีขอบเขตเท่าที่พระองค์อัลลอฮ์   ทรงประทานให้ ฉะนั้นเขาไม่สามารถเข้าใจในทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ได้ เช่นกรณีของฟากฟ้าทั้งเจ็ด พื้นพิภพ และสรรพสิ่งต่างๆ โดยทุกสิ่งนั้นได้ถวายการสรรเสริญแด่อัลลอฮ์   พระองค์ทรงได้ยินผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จากบรรดาปวงบ่าวของพระองค์ พระองค์ทรงตอบรับในเรื่องนี้ ว่า

               
“ ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดิน และที่อยู่ในนั้นสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์ และไม่มีสิ่งใดเว้นแต่จะสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ แต่ว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำสดุดีของพวกเขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงหนักแน่น ผู้ทรงอภัยเสมอ ”อัล อิสรออ์ ๔๔
 
     
           ชัยฏอนมารร้าย  ญิน สามารถได้ยินทั่วทั้งแผ่นดิน ดังที่ได้มีหมู่ญินมาหาท่านนะบี   พวกเขารับฟังการอ่านของท่านอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วกลับไปตักเตือนยังหมู่ชนของพวกเขา  เหตุนี้บรรดาพวกที่ถูกปกปิดก็สามารถเข้าใจได้
อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า


 “ลูกหลานของอดัมเอ๋ย จงอย่าให้ชัยฏอนหลอกลวงพวกเจ้า เช่นเดียว กับที่มันได้ทำให้พ่อแม่ของพวกเจ้าออกจากสวนสวรรค์มาแล้ว  โดยที่มันได้ถอดเครื่องนุ่งห่มของเขาทั้งสองออก เพื่อที่จะให้เขาทั้งสองเห็นสิ่งที่น่าละอายของเขาทั้งสอง  แท้จริงมันและเผ่าพันธุ์ของมัน มองเห็นพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าไม่เห็นพวกมัน แท้จริงเราได้ทำให้บรรดาชัยฏอนเป็นเพื่อนกับบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา”   อัลอะอ์รอฟ  ๒๗

                 
           มนุษย์ไม่สามารถที่จะหยั่งรู้และเข้าใจต่อสรรพสิ่งที่มีอยู่ได้ ดังนั้นไม่เป็นที่อนุมัติให้พวกเขาปฏิเสธต่อเรื่องเร้นลับ พ้นญานวิสัยดังที่มีหลักฐานยืนยัน

ศรัทธาต่อกฏกำหนดสภาวะ >>>>Click