สีสันใหม่แห่งชีวิต
  จำนวนคนเข้าชม  7621

สีสันใหม่แห่งชีวิต


Fera Andriani Dja’far : เขียน

ชารีฟ หลังปูเต๊ะ : แปล

 

          แสงแดดเที่ยงวันที่แผดเปรี้ยงของวันนี้รู้สึกว่าจะร้อนมากกว่าวันปกติอื่นๆมากนัก หลายครั้งที่ฉันตำหนิตัวเองอันเนื่องจากความสะเพร่า หากฉันไม่ลืมแว่นกันแดดสีดำ,ป่านนี้ฉันคงไม่ต้องทนเคืองสายตาอันเนื่องจากแสงแดดที่รุ่มร้อนอย่างนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อยามที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลากลับจากทำงานที่มีผู้คนเดินขวักไขวไปมาตามอารมณ์สบายของตนเองตามท้องถนนมากมายอย่างนี้ เมื่อครู่นี้ที่ ตะห์รีร ฉันจำต้องเบรกรถกระทันหันเมื่อยายแก่ตาบอดข้ามถนนเตาะแตะๆโดยมีเด็กตัวเล็กจูงมืออยู่ข้างๆ.

          ฉันเร่งความเร็ว แลนเซอร์ สีน้ำเงินของฉันอีกครั้งซึ่งไม่ใช่เป็นวิสัยที่นักศึกษาสตรีอย่างฉันควรทำนัก ยิ่งไปกว่านั้นในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านเฉกเช่นที่ย่าน รอมซีซ หากรูปปั้นหินเคลื่อนไหวได้ แน่นอนรูปปั้นรอมซีซ ที่ตั้งอยู่บริเวณสถานนีรถไฟฟ้าใต้ดินจะต้องส่ายหัวเมื่อเห็นวิธีขับรถของฉัน อาาาห์… ฉันไม่สน ที่สำคัญขอให้ฉันไปถึงบ้านอย่างรวดเร็วละกัน.

          จากทางด้านหน้า ฉันเห็นชายหนุ่มผิวดำมีอาการลังเลใจที่จะข้ามหรือไม่ข้าม บางที่เขาอาจจะเป็นคนใหม่ที่มิคุ้นเคยกับการใช้รถใช้ถนนที่กรุงไคโรก็เป็นได้ ในช่วงเดือนปลายปีอย่างนี้มีชาวต่างชาติหลายคนที่เพิ่งจะเดินทางมาเพื่อทำการศึกษาที่เมืองพันโดมแห่งนี้.

          ชายหนุ่มผิวดำคนนั้นกลับมาข้ามถนนอีกครั้ง เมื่อถึงกลางถนนหลังจากที่มองเห็นความเร็วของรถฉัน เขาทำท่ายึกยัก แล้วย้อนถอยกลับไปอีกครั้ง ฉันมึน….แล้วหมุนพวงมาลัยมาทางซ้าย…..แต่มีรถแท๊กซี่อีกคันที่วิ่งด้วยความเร็วสวนทางมา แล้ว………

โครม……!!! “ ฉันไม่รู้อีกเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

********

“โอ๊ย…” ฉันโอ๊ดโอ๊ยแผ่วเบา และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน ที่รับรู้ได้ก็มีเพียงแค่ความมืด …กลิ่นยา…และทั่วทั้งร่างกายของฉันรู้สึกเจ็บระบมไปหมด

“คุณหมอ, เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้ว“ ฉันได้ยินเสียงพ่อบอกหมอด้วยน้ำเสียงอัดอั้นที่ระคนความดีใจกับความเสียใจ

“พ่อ,ฉันอยู่ที่ไหนนี่ ? มืด,มืดดด,พ่อออ…….! “ ฉันมึน และกระดิกมือที่รู้สึกชาด้วยความลำบาก แล้วฉันก็พยายามที่จะคลี่ออกผ้าก๊อซที่พันรอบตา แต่หมอเขาห้ามและพยายามอ้อนวอนพ่อขอให้ฉันอยู่ในความสงบ

 “ลูกรัก….นดาต้องการให้หายเร็ว, ใช่ไหมลูก ? สงบเข้าไว้ ลูก! พ่อยังจะต้องคุยกับคุณหมอญะมานนะ“

           พ่ออ้อดอ้อนฉันราวกับฉันยังเป็นเด็ก ทั้งที่อายุฉันย่างเข้ายี่สิบปีเข้าแล้ว แน่นอนดังกล่าวนั้นท่านคงไม่รู้สึกตัวเป็นแน่ ฉันพยายามอยู่ในความสงบ กระนั้นก็ตามในความสงบที่ถูกบังคับนั้นฉันพยายามเรียงร้อยเศษเสี้ยวแห่งความจำเศษแล้วเศษเล่าจนกระทั่งก่อตัวเป็นรูปร่างแห่งความทรงจำอันหนึ่ง ขณะที่พ่อและคุณหมอญะมานอยู่ทางด้านนอก ฉันรู้สึกว่าถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่โดดเดี่ยวและล่องลอยอยู่ในห้วงแห่งปุจฉา

          ไม่นานนักฉันได้ยินเสียงพ่อและคุณหมอญะมานเข้ามาอยู่ทางด้านใน ฉันรู้สึกได้ว่ามือของพ่อกำมือของฉันแน่น แล้วท่านก็จูบหน้าผากของฉัน ท่านถอนลมหายใจอย่างหนักหน่วงและยืดยาว ราวกับมีสิ่งหนึ่งที่ท่านอยากบอกกล่าวแก่ฉัน แน่นอนต้องเป็นสิ่งหนึ่งที่หนักอึ่งสำหรับท่านเป็นแน่

“นดา…. “ ท่านเรียกฉันนุ่มนวล. การอยู่เคียงข้างของท่านต่อฉันนับตั้งแต่สิบปีให้หลัง ท่านมีบทบาทมากมายเหลือหลาย เป็นทั้งพ่อและ…แม่

“พ่อรักนดานะลูก, ถึงแม้ว่าลูกจะเป็นอะไร,ถึงแม้ว่าลูกจะทำอะไรไป,และอะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุการกระทำของลูก พ่อก็ยังคงรักนดาจ๊ะ…” ฉันได้ยินเสียงของท่านยิ่งเพิ่มความหนักแน่น มีเสียงอัดอั้นอดกลั้นจากการร้องไห้ที่นั่น หยาดหยดน้ำตาที่ร้อนอุ่นไหลลงตกบนมือฉันโดยที่ท่านไม่รู้สึกตัว ยิ่งทำให้ฉันล่องลอยและจมอยู่ภายใต้ทะเลแห่งปุจฉา ในความมืดและความงวยงงที่ไม่รู้เมื่อไรจะจบสิ้น
 
“บอกเขาตามตรงไปเถอะ,คุณโอมาร์ ,หรือว่าผมจะเป็นคนบอกเขาเอง ?“ คุณหมอกำชับ บางทีพ่ออาจจะพยักหน้า,เพราะไม่นานนักคุณหมอก็เริ่มคำพูดของเขา

“น่าเสียดายอย่างยิ่ง,นะนดา อุบัติเหตุที่เธอประสบมา,โดยเฉพาะส่วนที่หัวของเธอ รวมทั้งมีเศษกระจกที่กระเด็นเข้าไปในตาของเธอมันทำให้เธอหมดความสามารถในการมอง ในทางการแพทษ์แล้ว………”,

         คุณหมอยังคงพูดต่อไป กระนั้นก็ตามฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยแม้แต่น้อย สำหรับฉันประโยคต่างๆที่แฝงด้วยความหมายและการเลือกสรรค์คำพูดของท่านที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังนั้น ไม่ต่างอะไรกับรวมบทกลอนของนักกวีที่โง่เง่า น่าเศร้า…และปวดเร้ายิ่ง ทำไมไม่บอกเสียเลยละว่าฉันมันตาบอด ? พิการ ? ต่ำต้อย ?
 
“พ่ออออ….!” ฉันหวีดร้องระงม “นี่มันไม่นานใช่มะ ? ไม่นานตลอดไปนะหมอ ?” อารมณ์ของฉันปั่นปวนพยายามกลับคำพูดและพลิกแพลงข่าวคราวที่ได้รับมา

“น่าเสียดายยิ่ง….ไม่”,คุณหมอตอบ คำว่า “น่าเสียดาย” ของเขายังคงมีอยู่เหมือนเดิมจนทำให้ฉันเบื่อที่จะฟังมัน ฉันเกลียดคุณหมอ…ฉันเกลียดโชเฟอร์ขับแท๊กซี่คันนั้น….ฉันเกลียดชายหนุ่มผิวดำที่ข้ามถนนคนนั้น…ฉันเกลียยยยยยยด….!

“พ่อ…ทำไมสิ่งนี้ต้องเกิดกับฉันด้วย ? ทำไม,ละพ่อ ?”

“นดาลูกรัก,ความจริงลูกต้องชูโก๊รขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮ์ ที่ยังมีอวัยวะส่วนอื่นๆของลูกยังคงแข็งแรงใช้การได้ เพียงแค่มีบาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ในขณะที่โชเฟอร์แท๊กซี่คันที่ประสานงากับรถของลูกตอนนี้เขาเป็นอัมพาตและเนื่องจากอาการอักเสบของ่บาดแผล ขาของเขาจะต้องถูกผ่าตัดออกไป”

“นดาจะต้องชูโก็รนะ…” คุณหมอเสริม กระนั้นก็ตามคำพูดต่างๆของเขาสำหรับฉันแล้วเหมือนดังคำเหยียดหยามที่ฉันทนฟังไม่ได้เสียแล้ว

“คุณออกไปเดี่ยวนี้นะ….! ฉันจะหาหมอคนอื่นที่สามารถรักษาฉัน ! ระวังให้ดีนะ …ถ้าฉันหายเมื่อไรฉันจะหาไอ้หนุ่มผิวดำคนนั้น ฉันเกลียดชายหนุ่มผิวดำ…เกลียด…เกลียยยยยยยยด…!” ฉันตะคอกใส่เต็มแรง พ่อพยายามที่จับฉันให้อยู่ในความสงบและขอโทษคุณหมอเนื่องจากคำพูดต่างๆของฉัน แล้วฉันก็รู้สึกมีมืออื่นนอกจากมือพ่อ,ฉีดเข็มยาเข้าไป แล้วฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกครั้ง

*******

          บางทีอาจจะย่างเข้าหนึ่งเดือนแล้วมั่ง ? ที่ฉันต้องกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน กระนั้นก็ตามหนึ่งเดือนที่ผ่านไปราวกับหนึ่งปีตามความรู้สึกของฉัน ฉันไม่สามารถแยกแยะได้อีกเลยระหว่างกลางคืนกับกลางวันนอกจากความรู้สึกร้อนและหนาวของอากาศ ฉันรู้สึกราวกับว่าเป็นมนุษย์โบราณที่พ้นสมัยและไม่รู้จักความเจริญ ฉันไม่ได้เข้าฟังเลกเชอร์ของมหาลัยที่คนเขานับว่าเป็นมหาลัยในความใฝ่ฝันของทุกคน,มหาลัยกรุงไคโร ฉันไม่ได้แชตติงที่อินเตอร์เน็ตอีกเลย ไม่มีวีซีดี,ทีวี,วีดีโอเกมส์,ไม่มีอีกเลยสเก็ตติงไอซ์ที่ญีนีน่ามอลล์…. อะะห์……ทั้งหมดนั้นจะสิ้นสุดเพียงเท่านี้จริงหรือนี่ ? จริงหรือที่เรื่องเก่าๆแห่งการเป็นวัยสาวของฉันกำลังจะหมดไป หรือแตกสลายกลายเป็นเศษฝุ่นที่ก่อกวนความสดใส่ในยามเช้า ?

          เสียงเพลง ฮูบบุล ฮากีกี ของมูฮำหมัด ฟูอาด ลอยมากับสายลมอย่างแผ่วเบา กระนั้นฉันก็ไม่สามารถที่ชื่นชมฉากต่างๆของมิวสิควีดีโอของเขาได้อีกแล้ว ในใจของฉันไถ่ถามตัวเองมีจริงหรือความรักที่แท้จริงอย่างที่มีอยู่ในเนื้อร้องของเพลงนั้น ? ทำให้ฉันต้องนึกถึงคุณแม่ที่จากพวกเราไปโดยไม่หวนกลับมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น นับตั้งแต่นั้นมาคุณพ่อก็ไม่เคยคิดที่จะมีโครงการแต่งงานอีกเลย เป็นเพราะพ่อรักฉัน

          ฉันตระหนักดีในเรื่องนี้ อะไรก็ตามที่เป็นความต้องการของฉัน ท่านจะจัดการและเตรียมหามาให้ ถึงแม้ว่าท่านจำต้องทำงานหนักนอกเวลาและปล่อยให้ฉันอยู่ที่บ้านพร้อมกับ “โอมัยมา” คุณน้าผู้ทำหน้าที่เลี้ยงดู แม้กระนั้นโอมัยมาก็ใช่จะมีกำลังพอ เมื่อขณะที่เวลาเริ่มยั่วยวนและรอบข้างแห่งความสัมพันธ์แทนที่การงานของเขาในฐานะคนเลี้ยงดู ดังนั้นก็เป็นการเพียงพอแล้วกับการที่เขาเป็นผู้ตระเตรียมอาหาร,ใช้จ่ายที่ท้องตลาด,จัดการเรื่องบ้านเรื่องเรือนและอื่นๆ เพราะฉันเองก็ไม่อยากจะฟังอีกต่อไปเรื่องราวต่างๆที่มีวิทยปัญญาของบรรดานบี และซอฮาบะห์ซึ่งเมื่อก่อนบ่อยครั้งนักที่โอมัยมาจะเล่าให้ฉันฟังก่อนที่ฉันจะนอน ฉันชอบที่แชตติ่งทางอินเตอร์เน็ตมากกว่า จนถึงรุ่งเช้าของวันใหม่ไม่ว่าจะเป็นกับไมค์ ที่แคนนาดา,โจ ที่นิวเจอร์ซี่ หรือกับ วินเซนต์ ที่ปารีส

          เช้าวันนี้ฉันเบื่อจนถึงที่สุด จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ? ในเมื่อโลกใหม่ที่โบราณและล้าหลังของฉัน เต็มไปด้วยความเหงาและเซ็ง มีเพียงแค่เสียง,เสียง และเสียงเท่านั้นที่ฉันรับรู้ โอมัยมาภักดีต่อฉันเสมอ หล่อนพยายามประคองฉันไปทุกที่ที่ฉันเรียกร้อง เพราะคนอื่นๆที่เมื่อก่อนอยู่ในฐานะเพื่อน ตอนนี้ไม่มีใครเลยที่สนใจใยดีต่อฉัน แต่กลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดน่าเกลียดที่คุ้นเคยและชินชาผ่านสายโทรศัพท์เท่านั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พวกเขาแหละคือพวกที่ถลุงเงินทองจากกระเป๋าของฉัน

“โอมัยมา…!” ฉันเรียกหา ไม่นานนักฉันได้ยินย่างก้าวที่หนักหน่วงซึ่งแบกรับน้ำหนักของร่างกายอันอ่วนฉุ

“ต้องการอะไรหรือค่ะ,นดา ?” หล่อนถาม

“ฉันเบื่อนะ ฉันต้องการสูดอากาศบริสุทธ์ข้างนอกบ้าน ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยน่ะ !” ฉันอ้อน เป็นเรื่องงี่เง่าที่สุด ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้ถ้าหากฉันต้องการไปไหนฉันเพียงแค่สตาร์ทแลนเซอร์ของฉันแล้วฉันก็ไปตามแต่ฉันต้องการ

“ใช่ค่ะ…! บางครั้งบางคราวนดาก็ต้องออกไปข้างนอกบ้าง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นดาจะได้เห็น,อุบบ….โทษนะค่ะ,ฉันหมายความว่า….

“ช่างเหอะ,โอมัยมา ! ฉันเข้าใจ” ดีนะที่โอมัยมาเป็นคนพูดประโยคข้างต้น ฉันรักหล่อน ถ้าเป็นคนอื่นนะ ไม่รู้ละ….! ฉันถอนหายใจยาวเพื่อขับออกความอึดอัดที่อยู่ในหัวใจอันแตกร้าวและรอวันเวลาแตกสลาย ฉันมโนภาพของตัวเองหากฉันกำลังอยู่ในโลกแห่งวินโดวส์ที่มันง่ายเหลือเกินเพียงแค่การคลิกเข้าไปเท่านั้น เมื่อฉันเกิดเบื่อขึ้นมากับของเล่นของเล่นหนึ่ง แต่ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง

“นดา,ขอดุอานะ ! ให้พ่อของหนูสามารถหาคุณหมอจากโรงพยาบาลดีๆที่สามารถรักษาเยียวยาตาของหนู “

           ฉันเพียงแค่ยิ้มและพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของหล่อน, “ขอดุอา” กิจกรรมอย่างนั้นหรือ ? ในชีวิตของฉัน ฉันจะดุอาปีละครั้งเท่านั้นเอง คือวันตรุษอีดิลฟิตรีย์ ส่วนละหมาดเรอะ….อะะห์ !

         ดีนะที่บ้านของเราอยู่ชั้นที่หนึ่ง ทำให้ฉันไม่ลำบากเท่าไรที่จะต้องขึ้นลงบันไดแต่ละขั้น โอมัยมาจะเตือนฉันอยู่เนืองๆเมื่อตอนที่ฉันก้าวเท้าโดยไม่ระวัง ที่แท้แล้วหล่อนก็เป็นคนที่ใส่ใจและมีมนุษยสัมพันธ์มิใช่น้อย มีผู้คนไม่น้อยที่หล่อนทักทายรวมทั้ง…..

“อัสลามูอาลัยกุม,ชะห์นาซ ! “ หล่อนทักทาย ฉันได้ยินเสียงกระทบขั้นบันได แล้วเงียบหายไปพร้อมกับการหยุดของเสียงย่ำเท้า บางที่เจ้าของไม้เท้าคนนั้นอาจจะหยุดเดิน ตอนนี้ฉันได้แต่เพียงคาดเดา มีแต่การคาดคิดต่างๆนานาเท่านั้นที่ฉันมี ซึ่งมันก็สามารถทดแทนประสาทสัมผัสหนึ่งของฉันที่ได้หายไป

“วาอาลัยกุมมุสลาม ,อับละห์*โอมัยมา ! จะไปไหนเหรอค่ะ ?” ตอบรับสลามจากสาวที่ถูกเรียกชื่อว่า “ชะห์นาซ” นั้น

“จะออกไปเดินเล่นสักหน่อยจ๊ะ” โอมัยมาตอบ

“อับละห์โอมัยมาไปพร้อมกับใครหรือ ?” หล่อนถาม

“อ้อ ,เดี๋ยวแนะนำให้ นี่ลูกสาวท่านโอมาร์ ซีกรี,หล่อนชื่อนดาจ๊ะ “

          ความจริงฉันตะขิดตะขวงใจกับการแนะนำอย่างนี้ แต่ในสถาพที่เหมือนกับถูกบังคับฉันก็ยื่นมือเพื่อทักทาย แต่แล้วก็ไม่มีมือใดที่ยื่นรับมือของฉันสักที จนกระทั้งว่าหลังจากที่โอมัยมาจับมือของเราทั้งสองมาร่วมกัน ทำให้ฉันต้องคาดเดาไปอย่างเคย หรือว่าเขาก็…..?

“โทษนะ…เธอตาบอดเหมือนกับฉันหรือ ?” หล่อนถามฉันอย่างระมัดระวัง

“ใช่….” ฉันตอบราวกับว่าไม่มีความลำบากใจใดๆ ฉันรู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมชะตาเดียวกับฉัน และเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกสบายใจหลังจากเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนั้น

“ขอตัวก่อนนะ….ฉันต้องรีบขึ้นข้างบนก่อน อินชาอัลลอฮ์เราเจอกันใหม่ ฉันอยู่ชั้น4 ห้อง12 ไปที่บ้านฉันนะ….!” หล่อนชวนอย่างเป็นกันเอง

“เธอก็เหมือนกัน มาที่บ้านฉันด้วย, เมื่อไรก็ได้ รู้จักกับโอมัยมาแล้วนี่” ฉันเชิญบ้าง

“จ๊ะ ,อินชาอัลลอฮ์…..อัสลามูอาลัยกุม….!”

“อาลัยกุมมุสลาม….!” ฉันและโอมัยมาก็ก้าวเดินต่อไปซึ่งครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ถึงความเบากว่าเมื่อวันวานที่ผ่านมา

“น่าสงสารชะห์นาซ ! หล่อนเป็นพิการมาตั้งแต่เด็ก และก็อยู่ตัวคนเดียว ดีนะที่มีคุณลุงใจดีของหล่อนรับอุปการะและรักษาหล่อนมาตั้งแต่ยังเล็ก

“งั้นเรอะ ?” ฉันหลุดปากออกมาหลังจากที่ได้ยินคำพูดของโอมัยมาเล่าเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับเพื่อนคนใหม่ของฉัน คำแล้วคำเล่าที่โอมัยมาเล่ามาเกี่ยวกับชะห์นาซมันทำให้กระทบกับความรู้สึกของจิตใจฉันมากกว่าเรื่องสั้นราคาถูกที่ฉันชอบอ่านมาก่อนหน้านี้

พร้อมกับโอมัยมาฉันเดินลัดเลาะตามถนน อะห์มัด กอซิม กอฎอร์ ย่านอับบาส อากอด ครั้งนี้ฉันเดินเล่นพร้อมกับหัวใจที่เป็นอื่น ราวกับฉันได้เจอะเจอส่วนหนึ่งของหัวใจที่หายไปอีกครั้ง มีหลายอย่างนักที่ฉันจะต้องเรียนรู้อีกมากมาย

*********

          การพบเจอกันระหว่างฉันกับชะห์นาซบนบันไดในช่วงเวลาสั้นๆของวันนั้นดำเนินไปด้วยความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิด หล่อนได้สอนฉันเรื่องราวต่างๆมากมายที่เกี่ยวกับ “ดุนยา” ของเรา ด้วยความพิการทางสายตาที่ประสบมา หล่อนยังมีความสามารถระดับสูงในการเรียนระดับมหาลัย หล่อนเช่นกันเคยชินกับการไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียว หล่อนเคยชินและมีความสามารถใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่อย่างดีเยี่ยม หล่อนสามารถทำอย่างนี้…อย่างนั้น…และยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ฉันทึ่งและให้ความนับถือ

“เรานะ ตาบอดก็จริง, นดา” หล่อนกล่าวแก่ฉันเมื่อวันหนึ่ง “แต่อย่าลืมนะ ! มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่สามารถรับรู้และมองเห็นด้วยสายตา….และนั้นแหละคือฮากีกัต*ของชีวิต”

          ฉันได้แต่พยักหน้าถึงแม้ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่หล่อนพูดไปเท่าใดนัก บางครั้งคำพูดต่างๆที่เธอเรียงร้อยมันยากยิ่งกว่าสูตรวิชาเคมี แต่ก็ไพเราะยิ่งกว่าบทกลอนของคอลิล ญิบรอลเสียอีก ชะห์นาซสอนฉันมากมายเกี่ยวกับวิธีการใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ เพื่อฉันจะได้มีความรู้สึกไวต่อสิ่งที่อยู่รอบข้าง ดังกล่าวนั้นทำให้ฉันมีความอดทน ถ้าไม่อย่างนั้นฉันจะอดทนเพียงแค่ช่วงครั้งช่วงคราวเท่านั้น ใช่…ช่วงขณะที่คุณพ่อกำลังหาคุณหมอจากโรงพยาบาลดีๆสักแห่งเพื่อรักษาตาของฉัน ขณะที่ฉันเล่าเรื่องดังกล่าวแก่ชะห์นาซ….

“นี่…ขอดุอาให้เยอะๆเข้าไว้ ! ขอให้คุณพ่อของเธอประสพความสำเร็จ,และเธอสามารถมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง” หล่อนให้ความหวัง

“ดุอา หรือชะห์นาซ ? ฉันไม่เคยเลยขอดุอา เพียงแต่เคยกล่าวว่า ขอให้ และก็ขอให้…”

“การละหมาดมิใช่เป็นการดุอาดอกหรือ ?”

“นั้นแหละ,ชะห์นาซ ฉันได้ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อไรฉันละหมาดเป็นครั้งสุดท้าย” ฉับพลันฉันตอบไปโดยไม่เคอะเขิน ฉันได้ยินชะห์นาซถอนหายยาวพร้อมกับกล่าวคำอิสติฆฟาร* ขณะที่หล่อนปล่อยลมหายใจออกมา จู่ๆหัวใจฉันก็รู้สึกสำนึกถึงความผิด

“วัลลอฮ์ฮูอะลัม*….บางทีพระองค์อัลลอฮ์เรียกคืนประสาทสัมผัสของสายตาเธอ เพื่อเป็นบทเรียนแก่เธอ ที่ผ่านมาเธอใช้ประโยชน์สายตาของเธอเพื่ออะไรหรือ ?”

          ความจริงหากคล้อยตามความเย่อหยิ่งที่มีในตัวฉัน มันจะต้องกระซิบบอกต่ออารมณ์โกรธที่มีอยู่ในสมองของฉันเป็นแน่ ซึ่งภายหลังมันจะทำให้ลิ้นของฉันต้องนินทาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ดีนะ ที่ความเย่อหยิ่งของหัวใจฉันราลงไปบ้าง ทำให้สามารถยอมรับคำพูดต่างๆของชะห์นาซที่ล้วนแล้วมีแต่ความจริงและสัจธรรมเสมอ

“ชะห์นาซ…ฉันต้องการปรับปรุงตัวเอง ฉันปรารถนาได้ใช้สายตาอีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่ดี ฉันสัญญา…หากฉันสามารถใช้สายตาได้อีกครั้งฉันจะเริ่มสิ่งต่างๆเหล่านี้ ฉันจะ….”

“จำให้ดีนะนดา ! ” หล่อนเตือนฉัน “เธอมั่นใจว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะได้รับความสำเร็จยังงั้นหรือ ? เธอจะต้องเตรียมพร้อมนะนดา เตรียมพร้อมต่อความล้มเหลว,จนกระทั้งว่าหากมันเกิดขึ้นจริงหัวใจเธอจะได้ไม่แตกสลาย และเตรียมพร้อมต่อความสำเร็จ จนทำให้เธอมีความพร้อมที่จะสนองคำสัญญาของเธอ อย่าเพียงแต่พูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพระองค์ ถ้าจะทำความดี ทำไมเธอไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้เลยละ ? เราไม่เคยรู้เลยนะว่าความตายจะมาเยือนเราเมื่อไร….”

          ฉันเพียงแต่เงียบนิ่ง ในความเงียบนิ่งดังกล่าวฉันก็เห็นด้วยกับคำพูดของหล่อน เสียงกระพรือปีกและเสียงเจียวจาวของนกบนต้นไม้ข้างนอกบ้านลอดผ่านหน้าต่างอย่างแผ่วเบา ฉันคิดถึงและปรารถนาที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาก….ฉันคิดถึงยลหน้าของบุคคลที่ให้ความรักแก่ฉัน……ฉันคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่าง

“ชะห์นาซ…ในความฝันของฉัน ฉันยังคงเห็นท้องฟ้าสีฟ้าคราม….แมกไม้สีเขียวขจี…”

“เก็บความทรงจำเก่าๆของเธอเกี่ยวกับสีฟ้าคราม….เขียวขจี….เธอต้องชูโก๊รมากๆ ฉันเองไม่เคยได้รับรู้และสัมผัสเลยสิ่งต่างๆเหล่านั้น ฉันยังไม่เคยเห็นใบหน้าบุคคลต่างๆที่อยู่รอบข้างฉันมาก่อนเลย ฉันไม่เคยเห็นสีสันของดุนยา แม้ว่าจะเป็นในความฝันก็ตาม”

           คำพูดต่างๆของหล่อนทำให้ฉันต้องเงียบนิ่งอีกครั้ง ชะห์นาซ,เพื่อนรัก พร้อมกับเธอฉันรู้สึกว่าฉันกลายเป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

**********

          ฉันต้อนรับยามเช้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสกว่าเดิม,สดใสเหนือกว่ารอยยิ้มของตะวันในยามเช้า เมื่อครู่หนึ่งที่ผ่านมาหลังจากเสร็จสิ้นละหมาดซุบฮ์ฉันท่องจำอัล กุรอานได้หนึ่งยุซ โอมัยมานั่งฟังฉันทวนกุรอานอยู่เคียงข้างตลอดเวลา หล่อนมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งเดือนที่ผ่านไปมันมีความหมายยิ่งกว่ายี่สิบปีของอายุฉันที่ผ่านมา เป็นเวลาหนึ่งเดือนพอดีที่ฉันได้เจอะเจอและพูดคุยกับชะห์นาซ จริงอยู่ที่ฉันมีความรู้สึกมืดแต่กลับรู้สึกสว่างยิ่งในหัวใจของฉัน.
 
         ฉันรักคุณพ่อผู้ซึ่งยังคงเป็นนักนิยมเหตุผลแห่งสติปัญญาและวิชาการ สำหรับท่านศาสนาคือตัวถ่วงและกีดกัน ถึงแม้ท่านจะยืนอยู่บนสถานะของการเป็นมุสลิม กระนั้นก็ตามการกระทำของท่านมิเคยสะท้อนเงาแห่งการเป็นมุสลิมแม้แต่น้อย การละหมาด ท่านเห็นว่าคือกฎวินัยหนึ่งที่จำกัดขอบเขตความอิสระเสรีแห่งการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ด้วยเหตุนั้นละหมาดจึ่งถูกโยนกลับสู่บทบาทเดิมในฐานะเป็นการพักผ่อนของจิตวิญญาน ดังนั้นขณะที่ท่านกำลังทำงานหนึ่งงานใดท่านก็สามารถที่จะละหมาดได้ ไม่ว่าจะในกิจกรรมใดก็ตามพ่อมีความรู้สึกว่าท่านได้ทำการละหมาดแล้วถึงแม้จะยังไม่มีการเคลื่อนไหวตามพิธีกรรมของการละหมาดก็ตาม สำหรับท่านเพียงแค่นึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ก็เพียงพอแล้ว “โอ๊ยพ่อ…” จู่ๆฉันอุทานไม่สามารถยอมรับได้ถึงความแตกต่างทางด้านหลักธรรมอย่างนี้ ขอให้พระองค์อัลลอฮ์ทรงโปรดชี้ทางนำให้ท่านด้วยเถิด

          โอมัยมาช่วยฉันจัดการตระเตรียมเรื่องต่างๆ วันนี้ฉันจะต้องไปโรงพยาบาลที่ย่าน รุ๊กซี่ เพื่อผ่าตัดตา โอ้อัลลอฮ์….ในความกังวลใจและการมอบหมายของฉัน ฉันชูโก๊รที่ฉันเป็นกรรมสิทธ์ของพระองค์ และยังคงสามารถสรรเสริญพระนามของพระองค์ผู้ทรงมหิทธานุภาพ

************

          หลังจากถึงที่โรงพยาบาล,ทีมปฎิบัติการผ่าตัดอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมรวมทั้งเครื่องมือปฎิบัติการของพวกเขา ส่วนหัวใจ,ความรู้สึก,และความกดดันของฉันกลับกลายรวมเป็นหนึ่งเพื่อเรียงร้อยชงช่อแห่งความหวังแม้นจะเลือนลางๆก็ตาม,เป็นความรู้สึกที่ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวต่อความล้มเหลว.
 
“ซิกีร,นดา ! ซิกีรให้เยอะนะ….!” โอมัยมากระซิบบอกที่ข้างหูฉัน

“โอมัยมา ….ชวนพ่อไปละหมาดนะ ! ชวนพ่อขอดุอาด้วย…!” ฉันร้องขอหลังจากที่ต้องนอนเหยียดยาวบนเตียงผ่าตัด

ฉันจำได้ขณะที่มีผ้าเช็ดมือเปียกหมาดๆและมีกลิ่นยาผืนหนึ่งเข้าใกล้จมูกฉัน หลังจากนั้นไม่นาน อัลฟาติฮะห์ คือคำที่ฉันเรียงร้อยในใจและมันก็ติดๆขัดๆได้แค่ครึ่งต้นเท่านั้น แล้วฉันสลบไป

***********

          เสียงอาซานซุบฮ์ลอยมากับสายลมลางๆ วันนี้ฉันอยู่ที่บ้าน,เป็นวันที่สามหลังจากการผ่าตัด และเป็นวันกำหนดผลการผ่าตัด เพราะว่าวันนี้แหละเป็นวันที่คุณหมอต้องแกะผ้าก๊อซที่พันปิดตาของฉันออก

          ในละหมาดตาฮัจยุดอันยืดยาวของฉัน ฉันได้ขอดุอา,ขอให้ฉันได้ใช้เนียะมัตของพระองค์ที่ทรงประทานมาในหนทางอันดีงาม ฉันต้องการเป็นบ่าวของพระองค์คนใหม่ ที่ปฎิบัติตนใกล้ชิดต่อพระองค์ และมีความสุขอยู่ในความรักความคุ้มครองของพระองค์ อินชาอัลลอฮ์ ฉันพร้อม ฉันจะต้อง….! ฉันได้ยินข้างๆฉันเสียงของพ่อสะอึกสะอื้น ท่านมีความสุข….หรือไรไม่ทราบได้ นับตั้งแต่สามวันที่ผ่านมาฉันได้ยินท่านร้องไห้ขณะละหมาดเป็นประจำ ใช่…ละหมาดที่ท่านไม่ได้ปฎิบัติมาเป็นเวลาตั้งนานแล้ว

“พ่อ….ไป ! “ ฉันชวนพ่อไปละหมาดญามาอะห์ โอมัยมาก็ตามด้วยอีกคน ความจริงแล้วคุณพ่อไม่ได้เป็นคนที่หูหนวกตาบอดในเรื่องของศาสนาเลย แต่เนื่องจากความเก่งของท่านไม่ได้ควบขนานกับอีมานที่เข้มแข็ง และนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ท่านเพิกเฉยในเรื่องของหลักการ หลังจากละหมาดแล้ว….
 
“นดา…พ่อเหมือนกับเจอะเจอความสุขอันใหม่,จ๊ะลูก ทีแรกพ่อทำไปเพื่อทำตามคำเรียกร้องของลูก แต่พอนานๆเข้า…. พ่อคิดถึงบรรยากาศเช่นนี้อีก”

“นั่นแหละคือฟิตเราะห์(พฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์),พ่อ ! และนั้นคือความเร้นลับของพระองค์….” ฉันตอบ, หลังจากนั้นพวกเราก็จมอยู่ในความเงียบอันวังเวงที่เต็มไปด้วยความสำนึกอันมีความหมายยิ่ง

“ท่านโอมาร์….คุณหมอมาแล้ว….!!” โอมัยมาบอกพ่อด้วยความดีใจ ส่วนฉันทีกำลังอยู่ในห้วงแห่งการรอคอย อยากจะกระโดดโลดโผนด้วยความดีใจ ความรีบร้อนได้ขูดขีดความอดทนของฉัน ฉันปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง…. มองเห็นโลก…. พบเจอกับสีสัน โอมัยมาประคองฉันไปนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกโดยมีคุณพ่อและคุณหมอกำลังนั่งคุยกันอยู่ก่อนแล้ว

“Bonjour,Nada! Comment allez-vous ?” คุณหมอทักทายฉันด้วยภาษาฝรั่งเศส,เป็นการไถ่ถามถึงความเป็นอยู่ของฉัน

“Je vais tres bien,merci !” ฉันตอบรับ บอกท่านว่าฉันสบายดี ที่อียิปต์ดินแดนที่เคยเป็นเมืองขึ้นของนโปเลี่ยน การพูดจาภาษาฝรั่งเศสจึงเป็นที่นิยมกันไปทั่ว.

“อัลฮัมดุลิลละห์ ….ถ้าอย่างนั้นเตรียมพร้อมเลยนะ ! นั่งเลย ! “ คุณหมอสั่ง ฉันปฎิบัติตามคำสั่งของหมอ แล้วท่านก็เริ่มแกะผ้าก๊อซพันตาของฉันเบาๆอย่างระมัดระวัง….ผ้าก๊อซพันตาถูกคลายออกรอบแล้วรอบเล่า หลังจากแกะออกมาหมดแล้ว ฉันยังไม่กล้าที่จะลืมตาของตัวเอง ยังคงเหมือนเดิมอีกหรือไม่น่าา สีสันของโลกนี้ ?

          ฉันเริ่มลืมตาเบาๆอย่างช้าๆ แรกๆก็ยังคงมืดมัวอยู่อย่างเดิม ลางๆ กระนั้นก็ตามนานๆเข้าสายตาของฉันก็เริ่มสว่างและชัดเจนขึ้น ฉันกระพริบถี่เนื่องจากเสียวสายตา พ่อหัวเราะด้วยความสุขอันเต็มเปี่ยมเมื่อเห็นอากัปกริยาของฉัน ฉันเห็นท่านมีสีหน้าที่สดใสกว่าเดิม…ฉันเห็นโอมัยมาร้องไห้ด้วยความดีใจ…และข้างๆฉันมีชายหนุ่มผิวดำยืนอยู่,คุณหมอคนนั้น ฉันยิ้มด้วยความสุขอันเต็มเปี่ยม….ฉันเจอะเจออีกครั้งหนึ่งดุลภาพแห่งอารมณ์ของฉัน ฉันยังคงนึกได้ว่า ฉันโกรธมากเพียงใดเมื่อนึกถึงชายหนุ่มผิวดำที่ข้ามถนนซึ่งฉันคิดว่าเขานั้นแหละคือต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ พาลทำให้ฉันเกลียดชังคนผิวดำไปทุกคน จนกระทั้งวันหนึ่งเมื่อชะห์นาซได้บอกเตือนฉันว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้นมาจากพระองค์อัลลอฮ์

“โอมัยมา…ชะห์นาซอยู่ที่ไหน ?” ฉันถาม โอมัยมามองหน้าพ่อ ราวกับขอความคิดเห็น ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพงงงวยกันใหญ่

“ลูกรัก…..!” พ่อถอนหายใจยาว, ”ยินดีให้เพื่อนลูกคนนั้นไปเถอะ เมื่อสองวันที่ผ่านมาพระองค์ผู้ทรงอภิบาลได้เรียกหล่อนสู่ความเมตตาของพระองค์ ยินดีกับการไปของเขาเถอะลูก …! ” พ่อกล่าวพลางยื่นรูปของหญิงสาวตาบอดผิวดำในชุดคลุมฮิญาบด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธ์ ใช่….สิ่งที่ฉันมองเห็นคือจิตใจของหล่อนที่ขาวสะอาดเท่านั้น…ขาวสะอาดยิ่งกว่าสำลี แหละนั้นคือสิ่งที่ชะห์นาซได้บอกกล่าวแก่ฉันเกี่ยวกับฮากีกัตของชีวิตที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตาปรกติ ฉันเพิ่งจะเข้าใจทั้งหมดนั้น

“อะไร…อะไรเป็นสาเหตุ…จนทำให้หล่อน….” ฉันถามสะอึกสะอื่นเนื่องจากร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจระงับได้

โอมัยมาเข้ามาโอบกอดฉัน,พยายามสงบใจฉัน “ความจริงหล่อนเป็นโรคมะเร็งมานานแล้ว….มะเร็งในเส้นเลือดที่เขาว่ากันนั้นแหละ” หล่อนอธิบาย

          ฉันไม่รู้จะกล่าวอะไรอีกเลย ทราบมาว่าหล่อนเป็นโรคลิคิวเมียด้วย ไม่นึกไม่ฝันว่า การจากไปของหล่อนแหละคือการหลั่งน้ำตาครั้งแรกของฉันหลังจากที่ได้มองเห็นอีกครั้ง ยังคงไม่เหือดแห้งจากโสตประสาทหูของฉันเรื่องราวต่างๆที่เราสองคนคุยกันเกี่ยวกับสีสันที่ฉันไม่สามารถอธิบายให้หล่อนรับรู้ได้

เจอกันใหม่นะเพื่อนรัก…! หวังว่าเธอคงได้เจอะเจอกับสีสันต่างๆที่เธอปรารถนารับรู้และสัมผัสตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา,แล้วให้ความหมายของมันด้วยตัวเธอเอง

ส่วนฉัน…ได้เจอสีสันอันใหม่ในชีวิตฉัน ฉันจะกำมันอย่างเหนี่ยวแน่นพร้อมกับคำมั่นสัญญาและความตั้งใจที่ฉันเคยให้แก่เธอ ฉันเจอะเจอสีสันที่แท้จริงสีนั้น…แล้วฉันจะโอบกอดอย่างแนบแน่น……

.....อินชาอัลลอฮ์



ที่มา : ชมรมนักวิชาการมุสลิมปทุมธานี