พรประเสริฐของอิสลาม
  จำนวนคนเข้าชม  7578

 

 

พรประเสริฐของอิสลาม

 

               หลังจากที่เราได้เห็นความชั่วร้าย  และความไร้ประโยชน์ของความเป็น  กุฟรฺ  (การไม่เชื่อในพระเจ้า) แล้ว  ต่อจากนี้ไปขอให้เราหันกลับมาดูความประเสริฐของอิสลามบ้าง

               ท่านได้พบสิ่งรอบๆ ตัวท่าน  และได้พบอำนาจกับอันยิ่งใหญ่ของพระผู้อภิบาล  ในตัวของท่านเอง จักรวาลอันกว้างใหญ่ซึ่งทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง  และเต็มไปด้วยระเบียบอย่างที่ไม่มีที่ใดจะเสมอเหมือน  ดำเนินไปตามกฎหนึ่งซึ่งไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลง  สิ่งเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานในความจริงที่ว่า  พระผู้กำหนด  พระผู้สร้าง  พระผู้ปกครองเป็นผู้ทรงอำนาจโดยไม่มีขอบเขต  เป็นพระผู้ทรงความรู้  และเป็นแหล่งกำเนิดแห่งสรรพศาสตร์  อาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจักรที่สมบูรณ์  พระองค์เป็นพระผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะกล้าขัดขืน 

         ฉะนั้น! จึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ  ที่มนุษย์จะต้องทำตามกฎของพระองค์เสมือนสิ่งอื่นที่ต้องทำตามกฎของพระองค์เช่นเดียวกัน แท้จริง มนุษย์ก็ทำตามกฎของพระองค์อยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว  เพราะเมื่อใดที่มนุษย์ขัดต่อกฎของพระองค์แล้ว  มนุษย์ก็จะต้องพบกับจุดจบและความหายนะ  สิ่งนี้แหละเป็นกฎธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบกันอยู่ทุกวี่วัน

 

               พระผู้อภิบาลนอกจากจะบันดาลให้มนุษย์มีความสามารถศึกษาหาความรู้ มีความสามารถในการคิด และรู้ผิดรู้ถูกแล้ว  พระองค์ยังให้อิสระในการตัดสินใจ และการกระทำแก่เขาด้วย  เขาจะใช้อิสระนี้ในการพิจารณา ตัดสินใจ  ใช้ความรู้ สติปัญญาและความสามารถในการเลือก ตลอดจนอิสระในการตัดสินการกระทำจะต้องถูกทดลองและทดสอบหมดทั้งสิ้น 

         ในการทดลองและทดสอบนี้มนุษย์มิได้ถูกบังคับให้ยอมรับทางใดและทางหนึ่งโดยเฉพาะ  เพราะถ้าใช้วิธีการบังคับแล้ว  จุดประสงค์ของการทดลองก็จะไร้ผล ความจริงที่เห็นได้คือ ถ้าท่านตั้งข้อสอบสัก 1 ชุด และถูกบังคับให้เขียนคำตอบ  ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้สำหรับคำถามนั้น  ข้อสอบอันนั้นก็จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย  ความดีงามจะได้รับการตัดสินอย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อท่านได้รับการยินยอมให้ตอบคำถามต่างๆอย่างเสรีตามความรู้ความเข้าใจของท่านเอง  ถ้าคำตอบถูกต้องท่านก็จะประสบความรุ่งเรืองต่อไป  สภาพการเช่นเดียวกันนี้คือ สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่ในโลก  พระผู้อภิบาลได้ให้สิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจ  และกระทำเพื่อว่ามนุษย์จะได้มีอิสระเลือกวิถีชีวิตที่เขาชอบ  และเห็นว่าเหมาะสมกับตัวเขา  คือการเป็นมุสลิมหรือกาฟิรฺ (ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า หรือผู้ปฏิเสธศรัทธา)

 

               ยังมีมนุษย์จำพวกหนึ่ง  ซึ่งไม่เข้าใจสภาพธรรมชาติของตัวเอง  และยังไม่สามารถที่จะเข้าใจจักรวาลได้  เขาไม่สามารถจะที่จะสังเกตเห็น “นาย” ที่แท้จริงและไม่รู้จักสัญญาลักษณ์ของพระองค์  และใช้เสรีภาพที่พระองค์ให้ในทางที่ถูกต้อง  มนุษย์เช่นนั้นย่อมผิดพลาดในการทดสอบความรู้ ความฉลาด และความสำนึกในหน้าที่ของตน  เขาย่อมไม่สามารถที่จะขึ้นถึงมาตรฐาน  และไม่สมควรที่จะมีชีวิตดีไปกว่าคนประเภทที่ปฏิเสธ  ไม่เชื่อในพระเจ้า

               ยังมีมนุษย์อีกพวกหนึ่ง  ซึ่งประสบความสำเร็จในการทดสอบนั้น  โดยการใช้สติปัญญาความรู้ที่ถูกต้อง เขาสามารถที่จะรับรู้พระผู้สร้าง  และเชื่อถือในพระองค์  แม้ว่าไม่มีสิ่งใดมาบังคับ เขาก็เลือกที่จะเชื่อถือพระองค์  เขาไม่งมงายจนไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก  เขาเลือกที่จะปฏิบัติในทางที่ถูกแม้ว่าสามารถที่จะโน้มเอียงไปทางชั่วร้ายก็ตาม  เขาสามารถที่จะเข้าใจตัวเขาเอง  เขาเห็นกฎ  และความจริงของธรรมชาติ  และแม้ว่าเขาจะมีอิสระและอำนาจในการเลือกทางเดินทางใดก็ตามเขาก็ยังเลือกที่จะเชื่อฟังและซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระผู้อภิบาล  พระผู้สร้าง 

เขาจะประสบความมีชัยในการทดสอบ  เพราะเขาใช้สติปัญญาและส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง  เขาใช้ตามองหาความจริง  ใช้หูฟังแต่สัจธรรม  ใช้สมองคิดกลั่นกรองแต่ความเห็นที่ถูกต้อง  และยังใช้จิตใจและวิญญาณในการเดินทางตามสายที่เขาเลือกแล้ว  เขาเลือกสัจธรรม  มองเห็นความจริง  เต็มใจและยินดีที่จะทำตามความประสงค์ของพระผู้อภิบาล  เขาเป็นคนฉลาด  รักสัจธรรมและรักษาหน้าที่  เพราะเขาได้เลือกแสงสว่างท่ามกลางความมืด หลังจากได้เห็นแสงสว่างแล้วก็ได้ตอบเสียงเรียกของแสงนั้นอย่างเต็มใจ  และกระตือรือร้น

         ดังนั้น ! โดยความประพฤติของเขาเอง ได้พิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่เพียงแต่เป็นผู้ค้นหาสัจธรรมเท่านั้น  เขายังเป็นผู้รู้ความจริงและเคารพความจริงอีกด้วย อันที่จริง เขาเป็นผู้ยืนบนหนทางที่ถูกต้อง  มนุษย์ที่มีลักษณะเช่นที่ว่านี้ก็ได้ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในโลกนี้และโลกหน้า

 

               มนุษย์เช่นนั้นจะเลือกทางที่ถูกเสมอ ไม่ว่าในวิชาความรู้สาขาใดและการกระทำใดๆ ก็ตาม  มนุษย์ที่รู้จักพระเจ้าและสัญลักษณ์ของพระองค์  ก็ย่อมรู้ความจริงทั้งต้นและปลาย  เขาจะไม่หลงทางเป็นอันขาดเพราะก้าวแรกของเขาได้ยืนอยู่บนทางที่ถูกต้องแล้ว  และเขาก็แน่ใจในทิศทาง  และจุดมุ่งหมายของการเดินทางในชีวิต 

ในทางปรัชญาเขาจะครุ่นคิดถึงความลี้ลับต่างๆ ในจักรวาล  และพยายามที่จะหยั่งความลี้ลับทั้งหลายในธรรมชาติ  จะไม่เหมือนกับนักปรัชญาผู้ที่ไม่เชื่อถือ  เขาจะไม่หลงทางพิศวงสงสัยในสิ่งต่างๆเป็นอันขาด  ทางของเขาถูกจุดสว่างไสวด้วยแสงสวรรค์

         ดังนั้น! เขาจะก้าวไปในทางที่ถูกต้องในแง่วิทยาศาสตร์  เขาพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกฎของธรรมชาติพยายามค้นคว้าหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลก  และได้พยายามนำสิ่งที่ได้พบนั้นมาขบคิด  แต่เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ  และพยายามที่จะสำรวจความรู้และกำลังทุกๆ อย่าง  ใช้สิ่งที่มีอยู่ในโลกด้วยความสนใจอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์  ทุกๆ ระยะที่เขาค้นคว้าหาความจริงความสำนึกในพระผู้เป็นเจ้าจะคุ้มครองเขาจากการกระทำอันชั่วร้าย  และจากการใช้วิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในทางทำลาย  เขาจะไม่มีวันเชื่อตนเองเป็นนายของสิ่งต่างๆเลย  เขาจะไม่คุยโอ้อวดว่าเขาเป็นผู้พิชิตธรรมชาติ เขาจะไม่คิดว่าเขามีอำนาจแบบพระผู้เป็นเจ้าและทะเยอทะยานที่จะปฏิวัติโลก  ปราบมนุษยชาติและตั้งอาณาจักรเพื่อครอบครองสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการผิดๆ  

ท่าทีของคนคิดคดทรยศจะไม่มีบังเกิดขึ้นกับนักวิทยาศาสตร์มุสลิมเป็นอันขาด  จะมีก็แต่นักวิทยาศาสตร์กาฟิรฺ (ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า)  เท่านั้น  ที่จะเป็นเหยื่อของภาพลวงตาเช่นนั้น  และโดยการที่ยอมจำนนต่อภาพลวงตาเหล่านี้  ก็ได้นำอันตรายมาสู่มนุษยชาติ  และพามนุษย์ไปสู่ทางแห่งหายนะ 

         นักวิทยาศาสตร์มุสลิมนั้น ยิ่งได้ศึกษาลึกล้ำไปในเรื่องวิทยาศาสตร์เท่าใด ความศรัทธาในพระผู้อภิบาลของเขาก็ยิ่งแก่กล้าแกร่งขึ้น  ศีรษะของเขาจะก้มให้แก่พระองค์อย่างกตัญญูรู้คุณ  ความรู้สึกของเขาจะมีอยู่ว่า “นาย” ของเขาได้มอบกำลังและความรู้อันยิ่งใหญ่ให้

        ดังนั้น! จึงเป็นการสมควรที่เขาจะปฏิบัติตัวให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง และเพื่อความดีของมนุษยชาติ แทนที่จะมีความยโสอวดดีกลับมีแต่ความถ่อมตน  แทนที่จะมัวเมาอำนาจ  กลับมีความตั้งใจอย่างแน่นอนที่จะรับใช้มนุษยชาติ  เขาจะถูกนำทางด้วยคุณธรรมและแรงดลใจจากพระผู้เป็นเจ้า

         ดังนั้น! เมื่อวิทยาศาสตร์อยู่ในมือของเขาแล้ว  แทนที่จะเป็นเครื่องมือแห่งการทำลาย  กลับเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการฟื้นฟูสวัสดิภาพและคุณธรรมของมนุษย์  และด้วยวิธีนี้เขาสามารถที่จะตอบแทนบุญคุณของ “นาย” ในการที่พระองค์ได้มอบของขวัญและความกรุณาต่างๆ แก่มนุษย์

 

               ในทางวิทยาการอื่นๆ เช่น  ประวัติศาสตร์  เศรษฐศาสตร์  รัฐศาสตร์  กฎหมาย  และสาขาอื่นๆ ของศิลปะ  และวิทยาศาสตร์  ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน  ในการค้นคว้าต่อสู้แล้ว  มุสลิมไม่มีวันที่จะล้าหลังจากพวกกาฟิรฺ (ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า) เป็นอันขาด.......  แต่ในความคิดเห็นและการตัดสินการกระทำนั้น  ย่อมจะแตกต่างกันออกไป

มุสลิมจะศึกษาวิทยาการต่างๆ ในแง่ที่ถูกต้องและในที่สุดจะบรรลุผลอันถูกต้อง  ในทางประวัติศาสตร์เขาจะค้นคว้าบทเรียน  ซึ่งมนุษย์ได้ประสบในอดีต  และจะหาต้นเหตุของความเจริญรุ่งเรืองและความตกต่ำของอารยธรรม  เขาจะพยายามหาประโยชน์จากสิ่งที่ถูกต้องในอดีต  และจะไม่รีรอที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะนำไปสู่ความตกต่ำของชาติ 

         ในทางรัฐศาสตร์  จุดประสงค์ของเขาคือเพื่อที่จะตั้งนโยบายการเมือง  อันประกอบด้วยความสงบ  ความยุติธรรม  ภารดรภาพและปกครองด้วยความดี  และจะเป็นที่ซึ่งมนุษย์เป็นพี่น้องซึ่งกันและกัน  และเคารพสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ จะไม่มีการหาประโยชน์ใส่ตัว  หรือความเป็นทาสปรากฏอยู่เลย  จะเป็นที่ซึ่งสิทธิแห่งบุคคลได้รับการยกย่อง  และกำลังต่างๆ ของรัฐนั้นได้รับการตัดสินว่า  ได้รับความไว้วางใจจากพระผู้อภิบาล  กำลังเหล่านั้นจะถูกใช้เพื่อสวัสดิภาพของทุกๆ คนในทางกฎหมาย 

 

          ความสามารถของมุสลิม คือ  พยายามที่จะสร้างความยุติธรรม  และเป็นผู้คุ้มครองสิทธิต่างๆอย่างแท้จริง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของผู้อ่อนแอ  เขาจะต้องหาทางดูแลว่าทุกๆ คนจะต้องได้รับส่วนแบ่งที่ยุติธรรม  จะไม่มีความอยุติธรรมหรือการกดขี่เกิดขึ้นแก่ผู้ใดเลย  เพราะเขาเคารพกฎหมายและทำให้ผู้อื่นเคารพกฎหมาย  นอกจากนั้นยังต้องคอยสอดส่องดูว่า  กฎหมายนั้นจะต้องยุติธรรมอยู่เสมอ

 

 

 


จากหนังสือ “มาเข้าใจ ‘อิสลาม’ กันเถิด”

แปลและเรียบเรียง  “จินตนา”