โรคของความอิจฉาริษยา
  จำนวนคนเข้าชม  34047

โรคของความอิจฉาริษยา

 

 

3) ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง และความหลอกลวง
 

          ความอิจฉาริษยา เกิดจากการไม่มีความเคารพ ความเมตตา และความรักเพื่อคนอื่น คนที่อิจฉาริษยา ไม่ชอบเห็นคนอื่นมีความสุข มีความสำเร็จหรือเจริญรุ่งเรือง บ่อยครั้งที่ความอิจฉาริษยาได้นำเขาไปสู่ความเกลียดชัง ความหลอกลวง และความรุนแรง
 

คนขี้อิจฉา มีลักษณะ 3 ประการ คือ
 

1) นินทาเพื่อนลับหลัง
 

2) ประจบสอพลอเพื่อนยามใกล้ชิด
 

3) ดีใจยามเพื่อนตกทุกข์ได้ยาก
 

 

ท่านซุบัยรฺ บิน เอาวาม ได้กล่าวว่า


“แท้จริงท่านนบีมุฮัมหมัด  ได้กล่าวว่า โรคของประชากรในยุคก่อนพวกท่านได้คืบคลานมายังพวกท่านแล้ว มันคือ ความอิจฉาและความโกรธ ซึ่งมันคือ มีดโกน ฉันมิได้กล่าวว่า มันโกนขน แต่มันจะโกนศาสนา

ขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า พวกท่านทั้งหลายจะไม่ได้เข้าสวรรค์ จนกว่าพวกท่านจะมีศรัทธาเสียก่อน และพวกท่านจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าจะรักกัน

พึงทราบเถิด ฉันจะบอกพวกท่านถึงสิ่งที่จะทำให้สิ่งนี้ติดตรึงอยู่กับพวกท่าน นั่นก็คือ พวกท่านจงให้การกล่าวสลามแพร่หลายในระหว่างพวกท่าน”


(รายงานโดยติรมีซีย์)


         ความริษยา เป็นโรคร้ายของจิตใจที่นำไปสู่การกระทำที่เสียหายและพฤติกรรมที่ชั่วร้าย มันนำไปสู่ความเกลียดชัง การมีเจตนาร้ายต่อคนอื่น การใส่ร้าย การโกหก และอื่นๆ มันอาจทำให้คนที่ริษยาทำร้ายคนที่เขาริษยาและสามารถนำไปสู่การกระทำฆาตกรรมได้ ความริษยาถูกถือว่า เป็นโรคร้ายที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของจิตใจ และเป็นอันตรายที่สุดต่อศาสนาและชีวิตทางโลกของคนผู้นั้น


ท่านนบีมุฮัมหมัด ได้กล่าวว่า


“จงอย่าริษยากันและกัน จงอย่าเกลียดชังกันและกัน จงอย่าหันหลังให้กันและกัน แต่จงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺเหมือนพี่น้องกัน”


        ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีเรื่องราวหลายตอนที่กล่าวถึงอันตรายและความชั่วร้ายของการริษยา เมื่อเราอ่านเรื่องราวของนบียูซุฟกับพี่ๆ ของท่าน เราจะเห็นได้ทันทีถึงอันตรายของความริษยาว่า มันทำให้คนตาบอดได้อย่างไร มันทำให้หัวใจของคนหมดความเมตตาปราณีอย่างไร และมันทำให้คนริษยาสร้างความเจ็บปวดแก่คนที่ถูกริษยาได้อย่างไร คัมภีร์อัลกุรอานเล่าให้เราได้ทราบว่า เมื่อพวกพี่ๆ ของเขากล่าวซึ่งกันและกันว่า


         “จงรำลึกขณะที่พวกเขากล่าวกันว่า แน่นอนยูซุฟและน้องชายของเขาเป็นที่รักของพ่อมากกว่าพวกเรา ทั้งๆ ที่เรารักใคร่กลมเกลียวกันก็ตาม แน่นอนเลยว่าพ่อของเราคงจะมีจิตใจเอนเอียงแน่ๆ ดังนั้น พวกเราจงฆ่ายูซุฟเสียหรือไม่ก็เอาเขาไปโยนทิ้งเสียที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อที่พ่อของเจ้าจะได้หันมาให้ความสนใจพวกเราอย่างเดียว หลังจากนั้นพวกเจ้าก็จะกลายเป็นคนดี”
 

(ซูเราะฮฺยูซุฟ 12: 8-9)


         อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของความริษยาก็คือ เรื่องราวของกอบีลและฮาบีล สองพี่น้องลูกชายของนบีอาดัม  คัมภีร์อัลกุรอานเล่าให้เราได้ทราบว่า กอบีลได้ฆ่าฮาบีลอย่างเหี้ยมโหด เพราะความริษยา ทั้งนี้เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรับการพลีถวายของฮาบีล แต่ไม่ทรงรับของกอบีล (ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5: 27-28, 30)

         ความริษยาที่น่าประณามก็คือ ความไม่ต้องการให้ผู้ถูกริษยาได้ดี ดังนั้น เมื่อใครเกลียดชังสิ่งใด เขาก็จะเจ็บปวดและเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ความรู้สึกเช่นนี้จะกลายเป็นโรคร้ายในหัวใจของเขา ถึงขนาดที่ว่าเขาจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเขาเห็นคนที่เขาริษยาไม่ได้รับความดี ถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ก็ตาม นอกจากความสบายใจที่เห็นคนอื่นไม่ได้ดี

 
         อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดก็ไม่ได้หมดไปจากคนริษยา เพราะเขาจะต้องคอยเฝ้าติดตามคนที่เขาริษยาอยู่ตลอดเวลา เพื่อความสบายใจที่เห็นคนที่เขาริษยาไม่ได้รับสิ่งดีงาม และบางทีเขาอาจจะต้องเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับคนที่ป่วยทางร่างกาย เมื่อคนที่เขาริษยาได้รับความดีงามมากขึ้น


ท่านรอซูล ได้กล่าวว่า


“ฉันขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ทรงกำชีวิตของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า

พวกท่านจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าเขาจะรักเพื่อพี่น้องของเขาเช่นเดียวกับที่เขารักเพื่อตัวของเขาเอง”


(รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)


         สังคมที่สงบสุขปราศจากการทะเลาะวิวาท สังคมที่ไม่มีการทะเลาะวิวาทนั้นบ่งบอกให้รู้ว่า คนที่อยู่ในสังคมนั้นมีหัวใจบริสุทธิ์ ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่ทำให้สังคมนั้นตกต่ำ


อัลลอฮฺทรงสั่งพวกเราให้ขอพร ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า

          “และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขา โดยพวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเราโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริง พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
 

(ซูเราะฮฺอัลหัซร์ 59: 10)


         จากโองการที่ได้กล่าวมานั้น บ่งบอกให้รู้ว่า พระองค์ได้ทรงสอนให้เราขอพร (ดุอาอฺ) เพื่อให้ห่างไกลจากการอิจฉาริษยาและความแค้นนั้นจะลบล้างความดีของคนคนหนึ่งได้

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้กล่าวว่า


“แท้จริง ท่านนบีมุฮัมหมัด ได้กล่าวว่า พวกท่านจะต้องระวังการอิจฉา

เพราะแท้จริง การอิจฉานั้น มันจะกินความดีเหมือนไฟกินฟืน หรือท่านนบีได้กล่าวว่า (ไฟกิน) หญ้า”


(รายงานโดย อบูดาวูด และอิบนุมาญะฮฺ)

ท่านนบีมุฮัมหมัด ห้ามประชาชาติของท่านจากการเป็นผู้อิจฉา นอกจาก 2 ประการ คือ 

“ห้ามอิจฉา ยกเว้น 2 ประการ คือ

ชายคนหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานทรัพย์สมบัติแก่เขา แล้วเขาก็ใช้จ่ายทรัพย์นั้นในหนทางที่เป็นสัจธรรม

และชายคนหนึ่งที่อัลลอฮฺประทานวิทยปัญญาให้แก่เขา และเขาใช้วิทยปัญญานั้นและสอนผู้อื่น”
 

ความอิจฉาทั้งสองประการนี้ เป็นที่อนุญาตตามฮะดิษที่กล่าวมาข้างต้น

 

         ความอิจฉา คือ การหวังที่จะให้ความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่ทรงประทานให้กับผู้อื่นหมดไป ถึงแม้ว่าความโปรดปรานของอัลลอฮฺนั้น จะกลับมาสู่ตัวเองหรือไม่ก็ตาม ความอิจฉาดังกล่าวนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม เพราะจะส่งผลกระทบต่อความดีที่ได้กระทำมาแล้ว


         ความอิจฉา ที่อนุญาต หมายถึง ความหวังที่จะได้ความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเสมือนเขาและความโปรดปรานนั้นยังคงอยู่กับเขาเหมือนเดิม และความอิจฉาดังกล่าวเป็นสิ่งที่อนุญาตในศาสนาอิสลาม เพราะไม่กระทบคนอื่น


         ผู้ที่มีโรคอิจฉานั้น จะทำให้การใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขและไม่สบายใจกับความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่ทรงให้ต่อผู้อื่น และทำให้เกิดมีการสงสัยที่ไม่ดีและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ


         การเยียวยารักษาโรคอิจฉาริษยาที่ดีที่สุด ก็คือ การยินดีกับการที่เห็นคนอื่นได้ดี และอยากได้รับความดีโดยการแข่งขันกับคนอื่นในการทำความดีและใช้สิ่งนี้เป็นแรงจูงใจให้ทำดีมากกว่า


ท่านนบี  ได้กล่าวว่า

 
“ฉันขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ทรงกำชีวิตของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า

พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าเขาจะรักเพื่อพี่น้องของเขาเช่นเดียวกับที่เขารักเพื่อตัวของเขาเอง”
 

(รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)


        อัลลอฮฺได้สั่งให้ผู้ศรัทธาขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากความชั่วของคนที่ริษยาและความชั่วโดยทั่วไปด้วย ความว่า

“และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉา เมื่อเขาอิจฉา”

(ซูเราะฮฺอัลฟะลัก 113:5)


         จงจำไว้เถิดว่า ผู้ที่มีความสุขในการใช้ชีวิต คือ ผู้ที่ปราศจากโรคอิจฉาและริษยา และมีความภูมิใจกับความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่ทรงให้ต่อผู้อื่น และมั่นใจว่าความโปรดปรานนั้นมาจากพระองค์อัลลอฮฺ

อิมามฆอซาลีได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอิฮฺยา” ที่มีชื่อเสียงว่า

 

       “จงระวังไว้ให้ดีว่า ความอิจฉิษยาเป็นโรคร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งของหัวใจ และไม่มียารักษาสำหรับโรคของหัวใจ นอกไปจากความรู้และการปฏิบัติ”



        ความรู้ที่จะรักษาโรคอิจฉาริษยาก็คือ การรู้ว่าความอิจฉาเป็นพิษร้ายแรงสำหรับชีวิตโลกนี้ เช่นเดียวกับศาสนาของเขา และการรู้ว่าผู้ถูกอิจฉาริษยานั้นจะไม่ได้รับอันตรายเกี่ยวกับชีวิตของเขาหรือศาสนาของเขา ในทางตรงกันข้าม ผู้ถูกอิจฉาริษยาจะได้รับประโยชน์จากมัน การที่ความอิจฉาริษยาเป็นอันตรายสำหรับศาสนาของผู้ที่อิจฉาริษยา ก็เพราะความอิจฉาริษยานี้เองที่ทำให้เขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้และความดีงามที่พระองค์ได้ทรงจัดแบ่งไว้ให้แก่บ่าวของพระองค์ อีกทั้ง เขายังเกลียดชังความยุติธรรมของพระองค์ที่ได้สร้างไว้ในโลก



          ดังนั้น ผู้อิจฉาริษยาจึงต่อสู้และต่อต้านมันซึ่งเป็นการขัดกับความเชื่อในเอกภาพของอัลลอฮฺ นอกจากนี้แล้ว ผู้อิจฉาริษยาก็จะมีส่วนร่วมกับซัยฎอนและบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในการที่จะให้ความวิกฤติเกิดขึ้นแก่ผู้ศรัทธาและให้ความดีงามหมดสิ้นไปจากพวกเขา



          สิ่งเหล่านี้คือ ความอิจฉาริษยาในหัวใจที่กลืนกินความดี และลบล้างความดีเหมือนกับกลางคืนเข้ามาลบกลางวัน  คนที่เป็นทุกข์จากความอิจฉาริษยา ในชีวิตจะเจ็บปวดเพราะความอิจฉาริษยา และเขาจะเศร้าโศกเสียใจทุกครั้งที่เขาเห็นคนที่เขาอิจฉาริษยาได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ

 



C L I C K  > > > > ... N e x t