ศาสนาที่เที่ยงแท้
  จำนวนคนเข้าชม  9579

ศาสนาที่เที่ยงแท้

โดย อบู อะมีนะห์ บิลาล ฟิลิปส์

الكاتب : أبو أمينة بلال فليب

ศาสนาอิสลาม
 
          สิ่งแรกที่มนุษย์เราควรรับทราบ  และทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับศาสนาอิสลามก็คือ  ความหมายของคำว่า  “อัลอิสลาม”  ศาสนาอิสลามไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาตามชื่อบุคคล  อย่างเช่นศาสนาอื่นๆ  เช่น  ศาสนาคริสต์ได้ตั้งตามชื่อ ขิงเตซูไรสท์  และศาสนาพุทธถูกตั้งชื่อตามพระพุทธเจ้า  ส่วนศาสนาขงจื้อ  ก็ถูกตั้งชื่อตามขงจื้อ  และลัทธิมาร์คซิสม์ก็ถูกตั้งชื่อตามคาร์ล  มาร์ค  หรือไม่ก็จะตั้งชื่อตาม  ยูดาห์ และศาสนา ฮินดูก็ได้ถูกตั้งชื่อตามฮินดู  เป็นต้น
 
          อิสลามเป็นศาสนาที่แท้จริงของอัลลอฮ์  ด้วยเหตุนี้ชื่อของศาสนานี้  ซึ่งหมายถึงหลักการแห่งพระผู้เป็นเจ้า  (อัลลอฮฺ )  หรือการนอบน้อมยอมตนยังพระประสงค์แห่งพระองค์  คำว่า  “อิสลาม”  เป็นศัพย์ภาอาหรับ  แปลว่า  การยอมจำนน  การนอบน้อมยอมตนต่ออัลลอฮ์อันเป็นที่แท้จริง  และควรแก่การเคารพภักดี  และผู้ใดได้ปฏิบัติเช่นนั้นย่อมได้ชื่อว่า  “มุสลิม”  นอกจากนั้นคำๆนี้ยังหมายถึง  “ความสันติ”  ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมอบตนเองอย่างสิ้นเชิงยังจุดประสงค์แห่งอัลลอฮ์  ด้วยเหตุดังกล่าว  อิสลามจึงไม่ใช่ศาสนาไหม่ที่พึ่งถูกนำมาโดยท่านศาสดามูฮัมหมัด   เมื่อศตวรรษที่  7  เมื่อผ่านมา  ณ  ประเทศอาหรับเท่านั้น  แต่เป็นศาสนาที่แท้จริงและดั้งเดิมของอัลลอฮ์ ที่ได้ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้งต่างหาก
 
          อิสลามเป็นศาสนาเดียวกันที่ได้ถูกประทานให้แก่ศาสดาอาดัม  มนุษย์และศาสดาคนแรกของโลก  สู่มวลมนุษย์ชาติทั้งปวง  ชื่อของศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า  “อิสลาม”  มิได้ถูกตั้งขึ้นโดยมนุษย์รุ่นหลังๆแต่ได้ถูกเลือกโดยอัลลอฮ์  ด้วยพระองค์เอง  และได้กล่าวถึงอย่างชัดเจนในคัมภีร์  อัลกรุอานโองการสุดท้ายที่ได้ถูกประทานลงมายังมวลมนุษย์ชาติพระองค์ทรงกล่าวว่า


“ ข้า ( อัลลอฮ์ )  ได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกเจ้าแล้ว  และได้ให้ความโปรดปรานของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้า และข้าได้พึงใจ  (เลือก)  อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า"    อัลกรุอาน  5:3


“และผู้ใดแสวงอื่นไปจากศาสนาอิสลาม ดังนั้นมันจะไม่ถูกยอมรับจากพระองค์”  อัลกรุอาน  3: 85


“และอิบรอฮีม (อับราฮัม) ไม่ได้เป็นยิวและไม่ได้เป็นคริสต์  แต่เขาเป็นผู้เที่ยงธรรม  ผู้นอบน้อม  ( มุสลิม )" อัลกรุอาน  3:67

 
          ท่านจะไม่พบในคัมภีร์ไบเบิลเลยว่า  พระผู้เป็นเจ้า  (อัลลอฮฺ )ได้ทรงตรัสต่อประชาชาติของศาสดามูซา  (โมเสส )  หรือลูกหลานของเขาเหล่านั้นว่า  ศาสนาของพวกเขาคือยูดาย  และพระองค์ก็มิได้ทรงตรัสต่อผู้เลื่อมใสในพระเยซูคริสต์  ความจริงแล้วแม้กระทั้งชื่อของท่านก็ไม่ใช่พระเยซู  เพราะคำว่า  “ คไรส์  ”  นั้นมาจากศัพท์ภาษากรีกว่า  “คไรสท์โตส”  christ  ซึ่งหมายความว่า  ถู  ขัด  เช็ด  นั่นหมายถึง  คำว่า “คไรสท์”  christ  เป็นศัพท์ภาษากรีก  ที่ถูกแปลมาจากภาษาฮิบรูว่า  เมสสิอาห์  messiah  ซึ่งเป็นเพียงฮายาและส่วนคำว่า  เยซู  เป็นศัพท์ภาษาลาติน  ที่ได้มาจากภาษา  ฮิบรู  ว่า “อีซา”  esau
 
          เพื่อเป็นการง่ายในการทำความเข้าใจข้าพเจ้าใคร่ขอเรียกท่านศาสนฑูต  “อีซา”  ว่า เยซู  ศาสนาของท่านคือสิ่งที่ท่านได้เชิญชวนบรรดาผู้เลื่อมใส  อันเป็นสิ่งเดียวกับบรรดาศาสดาก่อนหน้าท่านได้ปฏิบัติและเชิญชวนมา ท่านได้เชิญชวนประชาชนของท่านสู่การนอบน้อม  ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงยังพระประสงค์แห่งอัลลอฮ์  (นั่นคืออิสลาม )  และท่านได้ตักเตือนประชาชนของท่านให้ออกห่างจากเจ้าจอมปลอมที่มนุษย์ได้กุขึ้น  ในคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่  ท่านศาสดาเยซูได้สอนให้บรรดาสาวกและผู้เลื่อมใสสวดคำวิงวอนดังนี้
 
“ ความประสงค์แห่งพระองค์ท่าน  (อัลลอฮฺ )  จะเกิดขึ้นบนพื้นพิภพนี้  ดังได้มีขึ้นในสวนสวรรค์”


สาส์นแห่ง อัล-อิสลาม
 
          เนื่องจากการมอบตนเองยังพระประสงค์แห่งอัลลอฮ์ อย่างสิ้นเชิงนั้น  เป็นการแสดงถึงแก่นแท้แห่งการเคารพภักดี ซึ่งเป็นรากฐานแห่งสาส์นแห่งอัลลอฮ์  ทั้งนี้เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาจากพระองค์  อาจกล่าวได้ว่าแก่นแท้ของอัลอิสลามก็คือการเรียกร้องมนุษย์ให้ออกห่างจากการเคารพภักดีต่อสิ่งที่ถูกสร้าง  แต่ทว่าเชิญชวนมนุษย์สู่การเคารพภักดีต่อผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่สมควรได้รับการเคารพภักดี  เพราะการขอพรจะถูกสนองตอบโดยพระองค์เท่านั้น  หากมนุษย์วิงวอนขอต่อต้นไม้  และบังเอิญคำวิงวอนของเขาถูกตอบรับ  ไม่ได้หมายความว่า  ต้นไม้ได้ตอบสนองคำวิงวอนขอของเขา  แต่อัลลอฮฺต่างหากที่เป็นผู้อนุมัติให้สถานการณ์เป็นไปตามที่เขาวิงวอนขอ แต่สำหรับผู้บูชาต้นไม้แล้วมันย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน  เช่นเดียวกันจะวิงวอนขอแต่ท่านพระเยซุ  พระพุทธเจ้า  พระกฤษณา  นักบุญคริสโตเฟอร์  นักบุญยูเด  หรือแม้แต่ท่านศาสดามูฮัมหมัด  ผู้ซึ่งเป็นบ่าวผู้ใกล้ชิดอัลลอฮ์มากที่สุด  ก็ย่อมไม่ถูกตอบรับ  แต่การตอบรับนั้นเป็นไปโดยอัลลอฮ์เท่านั้น
 
          ท่านศาสดาอีซา  ( พระเยซูคริสต์  )  มิได้สั่งสอนให้ศรัทธาในคำสอนของตัวท่านเอง  หรือเคารพภักดีในตัวท่าน  แต่ให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง  ดังปรากฏอยู่ในคัมภีร์  อัลกรุอาน  ความว่า 


“และ ( เจ้าจงลำลึกถึงเวลา )  เมื่ออัลลอฮฺจะทรงตรัส ( ในวันฟื้นคืนชีพว่า ) โอ้อีซาบุตรมัรยัมเอ๋ย (เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก ) เจ้าพูดแก่มนษย์หรือว่า  จงยึดถือฉันและแม่ของฉันเป็นพระเจ้าสององค์อื่นจากอัลลอฮ์  เขากล่าวว่า  มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์  ไม่พึงในสิ่งที่ฉันจะกล่าวในสิ่งที่ฉันไม่มีสิทธื (ที่จะกล่าวเช่นนั้น )”  อัลกรุอาน 5:116

 
         ท่านศาสดาอีซามิได้ตั้งตนเองขึ้นเป็นพระเจ้า  ถึงแม้ว่าท่านจะได้รับการเคารพภักดีจากผู้อื่นจากอัลลอฮ์  แต่ตัวท่านเองเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น  หลักการพื้นฐานสำคัญข้อนี้  ได้ถูกกล่าวถึงไว้ในอารัมภบทหรือ  ซูเราะอัลฟาติหะฮ์  (โองการที่4 )  ดังนี้ว่า

 
“ความว่า  เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี  และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ”

 
และพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงตรัสอีกในโองการหนึ่งของอัลกรุอานว่า

 
“ความว่า  และผู้อภิบาลของสู่เจ้าทรงตรัสว่า  จงขอต่อข้าและข้าจะตอบสนองคำขอของเจ้า” อัลกรุอาน / 60

 
          เป็นที่น่าสังเกตว่า  สาส์นขั้นพื้นฐานแห่งอิสลาม  ก็คือได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในเอกลักษณ์ระหว่างอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง  กับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์  กล่าวคืออัลลอฮ์ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้าง  และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย  หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย  คือ  พระองค์เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เอง
 
          เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดแจ้งว่าการที่มนุษย์หันไปเคารพบูชาต่อสรรพสิ่งถูกสร้างแทนที่จะเคารพภักดีต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น  ส่วนมากมีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจต่อแนวความคิด เช่น เชื่อว่าอัลลอฮ์ทรงมีอยู่ในทุกแห่งหน  ในสิ่งถูกสร้างต่างๆ  และทรงมีอยู่หรือเคยมีอยู่หรือเคยมีอยู่ในสรรพสิ่งถูกสร้างในบางลักษณะ  ซึ่งได้ถูกนำมาเป็นเหตุผลในการเคารพภักดีสรรพสิ่งถูกสร้างต่างๆ แม้ว่าการเคารพภักดีอาจจะถูกเข้าใจว่า  เป็นการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ  โดยวิธีผ่านสิ่งถูกสร้างของพระองค์เป็นสื่อก็ตาม
 
อย่างไรก็ตามตามสาส์นแห่งอัล-อิสลามดังที่ได้นำมาโดยบรรดาศาสดาแห่งอัลลอฮฺ  คือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว  และให้ห่างไกลจากการเคารพภักดีต่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์  ทั้งนี้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า 
 

“  ความว่า  แท้จริงเราได้ส่งเราะซูล  (ศาสนฑูต)  มายังทุกประชาชาติ  ( โดยคำบัญชาใช้ )  ให้เคารพภักดีต่อข้า ( อัลลอฮ์ )  และให้ออกห่างจากพระเจ้าจอมปลอม  ”  (อัลกุรอาน 16  :  36 )
 

          เมื่อบรรดาผู้กราบไหว้รูปปั้นได้ถูกสอบถามถึงสาเหตุของการกระทำขึ้น  คำตอบที่มักได้รับ  คือ  พวกเขาเพียงแต่เคารพภักดีพระเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ในรูปปั้นเท่านั้น  เขาต่างอ้างว่ารูปปั้นหินเป็นเพียงจุดศูนย์รวมแห่งธาตุแท้ของพระเจ้าและมันเองหาใช่พระเจ้าไม่
 
          ใครก็ตามที่ได้ยอมรับเอาแนวความคิดการมีอยู่ของพระเจ้าในสิ่งถูกสร้าง  ย่อมยอมรับตามเหตุผลของผู้เคารพบูชารูปปั้น  ในขณะที่บุคคลผู้มีความเข้าใจในสาส์นขั้นต้นแห่งอิสลาม  และคำสั่งสอนอย่างแท้จริงจะไม่ยินยอมต่อการเคารพรูปปั้นอย่างเด็ดขาด  ถึงแม้จะได้รับการอธิบายด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม
 
          บรรดาผู้อ้างตนเป็นพระเจ้า  นับตั้งแต่ยุคโบราณกาล  ได้พยามอ้างเหตุผลความเชื่อถือที่ผิดๆ  โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในร่างของมนุษย์  พวกเขาได้แสดงสิทธิ์ว่าถึงแม้พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ในตัวของเราทุกคน  ตามความเชื่อถือของพวกเขาแต่พระองค์ทรงสถิตอยู่ในร่างของพวกเขามากกว่าคนอื่นๆ  ด้วยการกล่าวอ้างนี้  เราจึงสมควรเคารพบูชา  นอบน้อมต่อพวกเขาเหล่านี้  ทั้งนี้หากไม่ใช่พระเจ้า  ในร่างมนุษย์ก็อาจจะเป็นศูนย์รวมของพระเจ้าที่อยู่ภายในร่างของมนุษย์ทำนองเดียวกัน  บรรดาผู้ที่เชื่อว่า  คนนั้น  คนนี้เป็นพระเจ้า  หลังจากที่เขาได้ตายไปแล้วนั้น  รวมทั้งบรรดาผู้ที่ยอมรับแนวความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการสถิตของพระเจ้าในร่างของมนุษย์ต่างก็ยอมรับข้ออ้างนั้นเป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่เข้าใจในหลักการแห่งสาส์นขั้นพื้นฐานและบทคำสอนของอิสลามย่อมไม่ยินยอมเป็นอันขาดที่จะเคารพบูชามนุษย์  ไม่ว่าจะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ เช่นใด
 
          แก่นแท้ในหลักการศรัทธาคือความเชื่อถือของศาสนาของอัลลอฮ์  คือ  การเรียกร้องเชิญชวนต่อการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างองค์เดียว  และปฏิเสธต่อการเคารพบูชาต่อสิ่งถูกสร้างต่างๆ  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นมนุษย์  ลิง  วัว  ช้าง  ภูเขา  ดวงดาว  หรืออื่นๆก็ตาม  นี่คือความหมายที่แท้จริงของคติพจน์แห่ง  อัลอิสลามที่ว่า


 
“  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่มีสิทธิ์ในการเคารพภักดี  นอกจากอัลลอฮ์ ”


 
          ผู้ใดได้ เปล่งคำๆนี้  ด้วยจิตใจที่ศรัทธามั่น  เขาจะได้อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งอิสลามและศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ใจ  และด้วยความเชื่อมั่นในคำๆนี้เขาจะได้เข้าสู่สวนสวรรค์  ด้วยเหตุนี้ท่านศาสนฑูตสุดท้ายแห่ง  อัล-อิสลาม  ได้กล่าวว่า 

“ ผู้ใดที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้า อื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ  หลังจากนั้นเขาได้ตายไปจากโลกนี้  ด้วยความเชื่อมั่นดังกล่าว  เขาย่อมจะได้เข้าสวนสวรรค์อย่างแน่นอน ”(  รายงานโดย  อบูซารฺ  รวบรวมโดยมุสลิม  และอัลบุคอรีย์  )
 
         นอกจากนี้  คำๆนี้  ยังมีความหมายรวมถึงการยอมจำนนโดยสิ้นเชิงยังประสงค์แห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะ การมอบตนต่อพระองค์ด้วยความยำเกรงและเชื่อฟังต่อบทบัญญัติของพระองค์  รวมทั้งการปฏิเสธการเชื่อในพระเจ้าหลายพระองค์

Click >>>ติดตามต่อตอนที่ 2