สาส์นแห่งศาสนาปลอม
  จำนวนคนเข้าชม  8861

 

 

ศาสนาที่เที่ยงแท้

โดย อบู อะมีนะห์ บิลาล ฟิลิปส์

 

สาส์นแห่งศาสนาปลอม

 
          ในโลกนี้เรามีแนวความคิด  นิกาย  ความเชื่อถือ  ลัทธิ  ศาสนา  หลักปรัชญา  สำนักนิกาย  และกลุ่มต่างๆมากมาย  ซึ่งต่างก็กล่าวอ้างว่า  ลัทธิความเชื่อของตนนั้น  เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะนำมนุษย์นั้นไปสู่พระผู้เป็นเจ้าได้  เราจะตัดสินได้อย่างไรว่าศาสนาหรือลัทธิใดถูกต้อง  หรือว่าทุกลัทธิความเชื่อถือเหล่านี้ถูกต้องหมด ?  วิธีที่เราจะหาคำตอบนี้ได้คือ  เบื้องต้นต้องยุติปัญหาความแตกต่างที่ผิวเผินในคำสั่งสอนของผู้ที่อ่างถึงความสัจจะอันสูงสุด  และพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดหมายสำคัญของการเคารพภักดี  แม้จะเรียกร้องโดยตรงหรือไม่มีก็ตาม  ศาสนาปลอม ต่างๆมักมีแนวความคิดพื้นฐานกันเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทำนองเดียวกัน 

          คือพวกเขาจะอ้างว่ามนุษย์คือพระเจ้า  หรือไม่พระเจ้าก็คือสิ่งที่มนุษย์เสกสรรขึ้นตามจิตนาการของตน  ซึ่งกล่าวได้ว่าคำสอนเบื้องต้นของศาสนาปลอมเหล่านั้นก็คือ  พระผู้เป็นเจ้าสามารถได้รับการเคารพภักดีในลักษณะของสิ่งที่ถูกสร้าง  ศาสนาจอมปลอมเหล่านั้นได้เชิญชวนมนุษย์ชาติสู่การเคารพบูชาสิ่งที่ถูกสร้างโดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าพระเจ้า  เช่น  ศาสดาเยซู  ได้เชิญชวนผู้เลื่อมใสให้เคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างแต่มีบรรดาผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ยึดถือและปฏิบัติตามคำสอนของท่านในยุคต่อมาได้เชิญชวนมนุษย์ให้บูชาตัวของพระเยซูเองโดยอ้างว่า  ท่านศาสดาเยซู  คือพระเจ้า
 
           พระพุทธเจ้าถือเป็นนักปฏิรูปผู้หนึ่งซึ่งได้นำเอาหลักการแห่งมนุษยธรรม  มาให้ศาสนาแก่อินเดีย  พระองค์มิเคยอ้างตนเองเป็นพระเจ้า  และท่านไม่เคยแนะนำสั่งสอนให้บรรดาสาวกผู้ปฏิบัติตาม  ยึดเอาตนเป็นสิ่งบูชา  แต่กระนั้นชาวพุทธส่วนมากนอกประเทศอินเดีย  ได้ยึดถือเอาพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้าและได้ประดิษฐ์รูปเหมือนขึ้นเป็นที่กราบไหว้
 
          ด้วยอาศัยหลักการแห่งการพิสูจน์เอกลักษณ์  แยกแยะจุดมุ่งหมายในการเคารพบูชาจะทำให้เราสามารถทราบถึงพื้นเพความเป็นมาของการอุตริอย่างแท้จริงดังมีหลักฐานปรากฏอยู่ในซูเราะห์  ยุสุฟ  : 40  จากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงว่า

  
          “ อื่นจากอัลลอฮ์แล้วพวกท่านหาได้เคารพภักดีอันใดไม่  นอกจากบรรดานามที่พวกท่านตั้งชื่อขึ้นเอง  (โดยไม่จริงจัง) พวกท่าน (นับถือเช่นนั้น รวม) ทั้งบรรพบุรุษของท่านด้วย  อัลลอฮ์มิได้ประทานหลักฐานใดในข้อนี้ลงมา  การตัดสินเป็นของอัลลอฮ์  โดยเฉพาะพระองค์ทรงบัญชาพวกท่านว่า  จงอย่าเคารพภักดีต่อผู้ใด  เว้นแต่พระองค์เท่านั้น  นั่นคือศาสนา  (หลักเอกภาพ)  อันมั่นคง  แต่ว่ามนุษย์ส่วนมากไม่รู้ (เพราะไม่พยายามศึกษาค้นคว้า)”

 
          บางท่านอาจโต้แย้งว่าทุกศาสนาล้วนสอนแต่ในเรื่องความดีงามจึงไม่เห็นแปลกที่เราจะปฏิบัติตามศาสนาใดก็ได้  คำตอบก็คือ 
แท้จริงแล้วศาสนาจอมปลอมทั้งหลาย  สอนให้บูชาสิ่งที่ถูกสร้าง  ซึ่งถือเป็นความชั่วร้ายที่สุด
 
          การที่เราเคารพ  สักการะบูชาสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง  แทนที่จะเคารพบูชาพระผู้ทรงสร้าง  นี้แหละคือบาปอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ได้กระทำขึ้น  ทั้งนี้เพราะมันค้านกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการถูกบังเกิดของมนุษย์ชาติ  กล่าวคือมนุษย์ชาติได้ถูกสร้างขึ้นมา  เพื่อเคารพภักดีต่อพระเจ้าคืออัลลอฮ์พระองค์เดียว  ดังที่พระองค์ทรงกล่าวไว้ในอัลกรุอานอย่างชัดเจนว่า

“  และข้ามิได้บังเกิดญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด  นอกจากเคารพภักดีต่อข้าเท่านั้น  ” 

อัลกรุอาน  51 : 56
 

          เพราะฉะนั้น การเคารพสักการะหรือบูชาต่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างอันเป็นการเคารพบูชารูปปั้น  ซึ่งไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงจึงนับว่าเป็นบาปที่ไม่สามารถให้อภัยโทษได้อย่างเด็ดขาด  ผู้ใดตายไปในสภาพของการเป็นผู้เคารพบูชารูปปั้นเขาได้ปิดกั้นกฎกำหนด  (โชคชะตากรรม) ของเขาในโลกหน้าเสียแล้ว  นี่ไม่ใช่ความคิดเห็นแต่เป็นข้อเท็จจริงของโองการแห่งอัลลอฮ์ ที่ได้ถูกประทานมายังมนุษย์ชาติในพระคัมภีร์ฉบับสุดท้าย  คืออัลกรุอานว่า
 

          “แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงอภัยแก่ผู้ที่ได้ตั้งภาคีต่อพระองค์  ( เพราะสิ่งทั้งหลายถูกกำหนดให้มีขึ้นเพื่อรับใช้และอำนวยความสะดวกประโยชน์สำหรับมนุษย์  และไม่ใช่เป็นที่เคารพ  สักการะ  บูชาของมนุษย์) และทรงอภัยอื่นจากนั้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ” 

อัล กรุอาน 4  :  48

 

ความเป็นศาสนาสากลของอัล อิสลาม

          เนื่องจากผลตามมาของการนับถือศาสนาปลอมนั้นร้ายแรงยิ่งนัก ดังนั้นศาสนาที่แท้จริงของอัลลอฮ์ ( พระผู้เป็นเจ้า ) จึงสมควรได้รับการเข้าใจและบรรลุผลสำเร็จในระดับสากล  และยังไม่จำกัดเฉพาะประชาชาติใดประชาชาติหนึ่งเท่านั้น  อีกทั้งยังไม่จำกัดเวลา  สถานที่และไม่มีเงื่อนไขต่างๆเฉกเช่น  การพรมน้ำเพื่อล้างบาปในคริสต์ศาสนา  ความเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้ทำให้รอดพ้น  ทำให้ผู้เชื่อถือได้เข้าสวรรค์ 

ภายในขอบเขตของการจำกัดความในหลักการสำคัญของอัลอิสลาม  คือการนอบน้อมยอมตนยังพระประสงค์แห่งพระเจ้า  แล้วตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความเป็นศาสดาสากล  ฉะนั้นเมื่อใดที่มนุษย์มีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าอัลลอฮ์ ทรงคุณลักษณะเอกะ  และทรงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง  จากสรรพสิ่งถูกสร้างแล้วยอมจำนนต่ออัลลอฮ์  เขาก็คือ  “มุสลิม”  ทั้งร่างกายและจิตใจและมีสิทธ์จะได้เข้าสวรรค์  ดังนั้นผู้ใดก็ตามไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่  ณ แห่งหนใด  สมัยใดในโลกใบนี้  เขาก็สามารถเป็นมุสลิมได้  ทั้งนี้โดยปฏิเสธการเคารพ  สักการบูชา  สรรพสิ่งที่ถูกสร้างต่างๆและหันสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  เพียงองค์เดียวเท่านั้น
 
          การยอมรับและการยอมจำนนต่ออัลลฮ์จำเป็นต้องมีการแยกแยะระหว่างสิ่งที่ดีงาม  ถูกต้อง  และสิ่งที่ชั่วร้าย  ผิดศีลธรรม  และจำต้องทราบว่าวิธีการเลือกเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของตน  โดยการแยกแยะการทำความดีที่ประเสริฐสุด  คือ  การเคารพต่ออัลลอฮ์ พระองค์เดียวเท่านั้น  ขณะที่การกระทำที่ชั่วร้ายที่ร้ายแรงที่สุด คือการเคารพบูชาสรรพสิ่งที่ถูกสร้างเคียงคู่กับการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ หรือแทนการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ถูกสาธยายไว้ในคัมภีร์  อัลกรุอานที่ว่า
 

          "แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้เป็นยิวและคริสต์และศอบีฮีน  ผู้ใดก็ตามที  ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายและการประกอบการดี  ดังนั้นสำหรับเขาทั้งหลายจะไม่มีความหวาดกลัวแก่เขาทั้งหลาย  ณ  พระผู้อภิบาลของเขาทั้งหลายและเขาทั้งหลายจะไม่ระทม"  

อัลกรุอาน  2  :  62
 

          “และมาตรพวกเขา  ดำรงมั่นในเตารอฮฺและอินญีล  (โดยมิได้ปิดเบือน ) และได้ถูกประทานลงมาให้แก่พวกเขา  จากพระผู้อภิบาลของพวกเขา  แน่นอนพวกเขาจะได้กินทั้งจากเบื้องบนของพวกเขาและจากเบื้องล่างเท้าของพวกเขา  (  คือได้รับการโปรดปรานจากฟากฟ้าและพื้นพิภพ )  ในหมู่ของพวกเขามีคณะที่แน่วแน่เที่ยงตรง  ( อยู่ในสายกลางที่เที่ยงธรรม  )  แต่ส่วนมากของพวกเขานั้น  ความชั่วช้าแท้ๆ  ที่พวกเขาได้กระทำ” 

อัลกรุ-อาน  5  :  66
 


การยอมจำนนต่อพระองค์อัลลอฮ์
 
          ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ  มนุษย์ชาติพึงศรัทธาในอัลลอฮ์อย่างไร ? ในเมื่อความเป็นไปในด้านสังคมและวัฒนธรรม  มีความแตกต่างกัน  สำหรับบรรดามนุษย์ชาติทั้งมวล  จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  ดังนั้นจำเป็นต้องมีความรู้อย่างดี  ในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์อัลลอฮ์ เราได้เรียนรู้จากคัมภีร์อัลกรุอานว่า  การยอมรับอัลลอฮ์ของมนุษย์ชาติได้มีในจิตวิญญาณของเขาอยู่แล้ว  ซึ่งนับเป็นธรรมชาติ  แต่เดิมของมนุษย์ตั้งแต่ถูกบังเกิด
 
ในซูเราะห์  อัล-อะอ์รอฟ  ในโองการที่  172-173  พระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงอธิบายให้ทราบว่า  เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างอาดัมผู้เป็นมนุษย์และศาสดาคนแรกขึ้นมา  พระองค์ได้ทรงบันดาลให้ลูกหลานของท่านบังเกิดขึ้นบนพิภพ  และให้เขาทั้งหลายกล่าวคำปฏิญานต่อพระองค์ว่า

 “  ข้ามิใช่พระผู้อภิบาลของสู่เจ้าดอกหรือ ? เขาเหล่านั้นได้ให้คำยืนยันว่าถูกต้องแล้ว  เราขอยืนยันต่อการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ ”
 

          หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงสาธยายต่อไปถึงสาเหตุที่ทรงให้บรรดามนุษย์ชาติ  ให้คำมั่นสัญญาว่าพระองค์คือ  ผู้ทรงสร้าง  และทรงเป็นผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง  ผู้สมควรแก่การเคารพภักดีแต่เพียงผู้เดียว  พระองค์ได้ทรงกล่าวว่าถ้าในกรณีที่สู่เจ้า  (  มนุษย์ชาติ )  จะกล่าวอ้างแห่งวันฟื้นคืนชีพว่า

  “  แท้จริงไม่เคยทราบถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน  หรือไม่ทราบเลยว่าพระองค์คืออัลลอฮฺ  พระผู้เป็นเจ้าของเราไม่มีใครบอกให้เราทราบเลยว่าเราต้องเคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้นผู้เดียว  ” 

และอัลลอฮ์ได้ทรงอธิบายต่อไปว่า

           “  หากว่าพวกเจ้าจะกล่าวในวันวั้นว่าแท้จริงบรรดาบรรพบุรุษของเราต่างหากผู้ซึ่งได้ตั้งภาคีให้แก่อัลลอฮ์และเราเป็นเพียงลูกหลานของเขาเหล่านั้น พระองค์จะได้ทำลายพวกเราเพราะเหตุที่เขา  ( บรรพบุรุษ )  ได้ก่อการมุสากระนั้นหรือ  ” 
 
          เหตุนี้เด็กทารกทุกคนได้ล้วนถูกกำเนิดมาด้วยความบริสุทธ์  ที่ศรัทธามั่นในอัลลอฮ์  และความโน้มเอียงในการเคารพภักดีต่อพระองค์  ตั้งแต่แรกคลอดซึ่งเรียกในภาษาอาหรับว่า 
“ ฟิตเราะห์ ”
 
          กล่าวคือหากเด็กทารกได้ถูกละทิ้งโดยลำพัง  เขาย่อมทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตามวิถีทางของเขา  แต่ทั้งนี้การเจริญเติบโตของเด็กส่วนมากได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเขา  ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น  ท่านศาสดา  เคยได้กล่าวว่าอัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า

 “  ข้าได้สร้างบรรดาบ่าวของข้ามาในศาสนาอันเที่ยงตรง  แต่บรรดามารได้ทำให้พวกเขาหลงทาง  ” 

และท่านศาสดาได้กล่าวอีกว่า 

           “  เด็กทุกคนล้วนเกิดมาในสภาพแห่ง  ฟิตเราะห์  ธรรมชาติอันบริสุทธื  หลังจากนั้น  บิดา  มารดา  ได้ทำให้เขาเป็นยิว  คริสต์  และบรรดาผู้บูชาไฟ  เช่นเดียวกับปศุสัตว์ที่ได้คลอดลูกในสภาพที่เป็นธรรมชาติ  ท่านเห็นบ้างไหมว่าตัวใดบ้างที่คลอดมาที่ผิดไปจากธรรมชาติดังกล่าวนั้น" 

(  รวบรวมโดย  อัลบุคอรี  และมุสลิม  )
 

           ดังนั้น  เมื่อเด็กได้น้อมรับต่อกฎแห่งธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ตามที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้ตามธรรมชาติกำหนด  จิตวิญญาณของเขาก่อนก็ย่อมนอบน้อมโดยธรรมดาต่อความเป็นจริงที่ว่า  อัลลอฮ์คือพระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ทรงสร้างของเขา  แต่บิดามารดาของเขาต่างหากได้พยามทำให้เขาปฏิบัติในขณะเยาว์วัย  เด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทาน หรือคัดค้านในความต้องการของบิดามารดาได้  ดังนั้นศาสนาที่เด็กปฏิบัติตามในขณะนั้น  จึงถือเป็นเพียงประเพณี  และการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนของผู้ปกครอง  อัลลอฮ์จึงไม่เอาผิดและไม่ลงโทษเขาจากการปฏิบัติตามนั้นเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวตลอดระยะเวลาที่มนุษย์มีชีวิตอยู่  ตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั้งเสียชีวิต  เขาสามารถสังเกตเห็นเครื่องหมายต่างๆมากมายในทุกภูมิภาคของพื้นโลก  และแม้กระทั่งในร่างกายของเขาเอง
 

          จากเครื่องหมายเหล่านี้เขาทราบเป็นอย่างดีถึงการมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า  หรืออัลลอฮ์ หากมนุษย์มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้วไซร้ เขาจำเป็นต้องปฏิเสธพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลายและแสวงหาเฉพาะอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น  สู่หนทางที่จะทำให้เป็นการง่ายสำหรับเขา  แต่หากว่าเขายังขืนปฏิเสธเครื่องหมายต่างๆแห่งอัลลอฮ์  และยังทำการเคารพบูชาสรรพสิ่งที่ถูกสร้างอยู่ต่อไป  เขาก็จะหาทางรอดได้ยากยิ่งขึ้น
 

     ***ตัวอย่างเช่น  เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นในภาคใต้ของทิศตะวันออกของเขต  อะเมซอน  ซึ่งเป็นเขตป่าไม้  ประเทศบาซิล  ชนเผ่าดั้งเดิมได้ก่อสร้างกระท่อมหลังใหม่ขึ้น  เพื่อประดิษฐานบูชาควัตช์   ซึ่งถือเป็นตัวแทนพระเจ้าสูงสุดของสรรพสิ่งทั้งหลาย  ในวันรุ่งขึ้นได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าไปนมัสการ  และในระหว่างที่เขากำลังกราบอยู่ต่อหน้าสิ่งที่เขาเข้าใจว่ามันคือพระผู้ทรงสร้าง  และเป็นผู้ทรงประทานเครื่องยังชีพแก่เขานั้น  ทันใดได้เห็นสุนัขตัวหนึ่ง  ได้เดินเข้ามาในกระท่อม  ตอนที่เขาได้เงยหน้าขึ้นดูพอดีเขาได้เห็นสุนัขตัวนั้นได้ยกขาขึ้นและเยี่ยวรดรูปปั้นบูชา  ด้วยความเจ็บแค้นใจชายหนุ่มคนนั้นจึงไล่ติดตามสุนัข  ออกไปนอกวัด  แต่เมื่อความโกรธได้ลดลง  เขาจึงคิดและสำนึกขึ้นได้ว่า รูปปั้นนั้นคงเป็นพระเจ้าแห่งสากลจักรวาลไม่ได้เป็นแน่  ฉะนั้นพระเจ้าต้องอยู่ที่อื่น  เขาจึงควรเลือกที่จะปฏิบัติตามความคิดสติปัญญา  และแสวงหาพระผู้เป็นเจ้า  หรือไม่ก็คงต้องกระทำการที่ไม่ซื่อสัตย์  และหลอกลวงตนเองอยู่ตลอดไป  ตามความเชื่อที่ผิดๆ  ของเผ่าพันธุ์ของเขา  มันอาจจะเป็นเรื่องแปลก  แต่ทว่านั้นเป็นสัญญานหนึ่งจากอัลลอฮ์  ที่ได้เกิดขึ้นกับชายหนุ่ม  มันเป็นสัญญานที่แนะนำว่าสิ่งที่เขาเคารพบูชาอยู่นั้นเป็นสิ่งที่หลงผิด
 

          บรรดาท่านศาสดาได้ถูกส่งลงมายังประชาชาติทุกเผ่าพันธุ์  ดังได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้  เพื่อที่จะช่วยค้ำจุนเอาไว้ซึ่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์แห่งมนุษย์ชาติในความเชื่อที่พึงมีต่ออัลลอฮ์  และการโน้มเอียงที่มีมากำเนิดของมนุษย์ชาติ  ต่อการเคารพภักดีต่อพระองค์  พร้อมทั้งสนับสนุนความเป็นจริงแห่งพระผู้เป็นเจ้าในสัญญานต่างๆ  ที่พบเห็นประจำวัน  ที่อัลลออฮ์ได้ทรงประทานให้  แม้ต่อมาคำสอนของท่านศาสดาส่วนมากจะถูกบิดเบือนไป  แต่บางส่วนก็ยังรักษารูปเดิมไว้ได้  คำสอนเหล่านั้นได้ชี้แนะถึงสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิด  เช่น  ในกรณีของบัญญัติ  10  ประการ  ของคัมภีร์เตารอฮ์  การยืนยันเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของท่านนบีอีซาในคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่   กฎหมายก็ยังคงมีอยู่ซึ่งได้บังคับใช้ในกรณีเกิดคดีฆ่า  ลักขโมย  ผิดประเวณีในสังคมมนุษย์
 
          เพราะฉะนั้น  มนุษย์ทุกชีวิตต้องรับผิดชอบต่อความศรัทธา  เชื่อมั่นในอัลลอฮ์  (พระเจ้า)  และการยอมรับในศาสดาแห่งอัลลอฮ์ หรือ อัลอิสลาม  อันหมายถึงการนอบน้อม  และยอมตนยังพระประสงค์แห่งอัลลออฮ์
 

          เราขอพรต่อพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องสรรเสริญทรงได้โปรดคุ้มครองรักษาเราให้อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง  ยังหนทางที่พระองค์ได้ทรงชี้นำ  และแท้จริงพระองค์คือ  ผู้ทรงกรุณา  ผู้ทรงปรานีเสมอ  การสรรเสริญทั้งมวล  ความกตัญญูจึงมีแด่พระองค์  พระผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลจักรวาลและขอประสาทพร  สันติสุข  ความจำเริญ  จงมีแด่ท่านศาสดา  ครอบครัวของท่าน  บรรดาสาวกของท่าน  ตลอดถึงบรรดาผู้ปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านเหล่านั้นด้วยเทอญ  ....  อามีน ยาร็อบบิ้ลอาลามีน

 

สนง.การประสานงานเพื่อการเชิญชวนและแนะนำ กรุงริยาฏ ซาอุดิอาระเบีย