ศอฮาบะฮ์ผู้ที่ได้รับรองเป็นชาวสวรรค์
  จำนวนคนเข้าชม  1563


ศอฮาบะฮ์ผู้ที่ได้รับรองเป็นชาวสวรรค์


 

อ.มาลิก โยธาสมุทร

 

พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺทั้งหลาย หากเราต้องการจะรู้ว่าอัลกุรอานนั้นมีสถานะเช่นใด ก็ใขอให้พิจารณาดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังต่อไปนี้

 

“มนุษยชาติทั้งหลาย คำเตือนจากพระเจ้าของพวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว

เป็นยารักษาสิ่งที่อยู่ในหัวอก เป็นการชี้นำสู่หนทางที่ถูกต้อง และเป็นความเอ็นดูเมตตา แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งมวล”

 

(ยูนุส 10:57)
 

           อัลกุรอานอายะฮฺนี้แจ้งให้ทราบว่า สถานะของอัลกุรอานนั้นประกอบไปด้วยสามสถานะด้วยกัน ตั้งแต่ในสมัยอดีตเรื่อยมาจนกระทั้งปัจจุบัน และจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคต ในฐานะเป็นแหล่งคำสอนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ เป็นคำตักเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นยารักษาสิ่งที่อยู่ในหัวอก(จิตใจ)ของมนุษย์ และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง นำมวลมนุษยชาติไปสู่หนทางอันเที่ยงธรรม และยังเป็นความเอ็นดูเมตตของอัลลอฮฺแก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายอีกด้วย

 

          พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺทั้งหลาย เมื่อครั้งที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อพยพจากมักกะฮฺไปยังนครมะดีนะฮฺนั้น นับได้ว่าเป็นชัยชนะของอิสลามและมุสลิม หลังจากที่ถูกบีบบังคับและปิดกั้นจากบรรดามุชริกเป็นเวลานานถึง13 ปี

 

          ภายหลังจากการอพยพไปมะดีนะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มุสลิมมิใช่เพียงได้รับอิสระภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นท่ามกลางสังคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีเอกภาพและมีความมั่นคง รัศมีแห่งอิสลามได้ฉายแสงจรัสจ้าไปทั่วทุกสารทิศ เพียงเวลาไมถึงหนึ่งศตรรวษในมะดีนะฮฺนั้น เดิมเป็นเขตอิทธิพลของพวกยิวและมุชริก พวกยิวเคยโอ้อวดพวกมุชริกีนว่าใกล้จะถึงเวลาที่ศาสดาคนใหม่จะมาแล้ว และอ้างว่าศาสดาคนใหม่นั้นจะเป็นฝ่ายของพวกตน เพราะคัมภีร์เตาร็อต(ไบเบิ้ลเดิมบางส่วน)ได้ระบุเอาไว้อย่างละเอียดถึงลักษณะและสภาพการณ์ของศาสดาใหม่ที่จะมีมา

 

          แต่แล้ว เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อพยพมาถึงมะดีนะฮฺ พวกเขากลับปฏิเสธและตั้งตนเป็นศัตรู มิหนำซ้ำยังทำทุกวิถีทางที่จะขัดขวางการทำหน้าที่ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อจะดับรัศมีของอิสลามให้มอดไหม้ไปเสีย แทนที่พวกเขาจะดีใจในการมาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และมุสลิมด้วยการให้ความร่วมมือและสนับสนุนด้วยการเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆที่พวกเขาก็ทราบดีมาก่อน ดังที่คัมภีร์เตาร็อตได้ระบุเอาไว้

          ในขณะเดียวกันในมะดีนะฮฺก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มิได้ด้อยไปกว่าพวกยิว ในการตั้งตนเปิดศัตรูต่ออิสลามและมุสลิม กลุ่มดังกล่าวคือพวกหน้าไหว้หลังหลอกนั่นเอง พวกนี้เป็นมิตรสหายของพวกยิวแต่ต่างกันที่พวกนี้ประกาศตนว่าเป็นมุสลิม ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คบค้าสมาคมกับพวกยิวด้วย เมื่อพวกเขามาหามุสลิมเขาก็พูดว่าเราเป็นผู้ศรัทธา เมื่อไปหาพวกยิวก็พูดว่าเราเป็นพวกเดียวกับท่าน ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้ทั้งสองด้านนั่นเอง


 

อัลกุรอานกล่าวถึงลักษณะของพวกเขาอย่างละเอียดชัดเจนไว้ในซูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺถึง13 อายะฮฺด้วยกัน คือตั้งแต่อายะฮฺที่ 8-20
 

           หากเราพิจารณาลักษณะของพวกมุนาฟิกในสมัยของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขณะที่วะฮีย์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ยังคงถูกประทานลงมาอยู่นั้น มิใช่เป็นเรื่องแปลกหรือน่าสงสัยในวิธีการของพวกมุนาฟิก ซึ่งยังคงสืบทอดต่อกันมาไม่มีที่สิ้นสุด เพราะพวกนี้ไม่มีความละอายที่จะสวมบทบาทของผู้ศรัทธา ทั้งๆที่หัวใจของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยการปฏิเสธ(กุฟร)และเย้ยหยัน ที่ว่าไม่ละอายนั้น เพราะเขารู้ดีว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮืวะซัลลัมได้รู้ได้เห็นพฤติกรรมของพวกเขา แต่แล้วพวกเขาก็ยังไม่ยอมเลิกการเป็นมุนาฟิก

           ในปัจจุบันพฤติกรรมการกระทำของพวกมุนาฟิกกลับเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะมุนาฟิกในอดีตนั้นปกปิดการกุฟรเอาไว้ในใจ ไม่แสดงให้เห็นออกมาอย่างเปิดเผย แต่ในปัจจุบัน ผู้ที่หลงผิดติดป้ายชื่อว่าเป็นมุสลิมแต่กลับแสดงอาการกุฟรออกมาอย่างหน้าตาเฉยด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับแสดงอาการเยาะเย้ยถากถางและดูหมิ่นผู้ศรัทธาทั้งวาจาและข้อเขียน พวกเขาไม่ละอายที่จะประกาศตนว่ากระทำเพื่ออิสลาม

          ท่านฮุซัยฟะฮ อิบนุลยะมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “การนิฟากนั้นเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ในปัจจุบันมีอยู่สองอย่างเท่านั้น นั่นก็คือ การปฎิเสธศรัทธา (กุฟร) กับการศรัทธา (อีมาน) เท่านั้น”

(บันทึกโดย ท่านอิมามบุคอรีย์)

          มิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามสวมบทบาทต่างๆเพื่อแสดงว่าเป็นคนดี ทำเพื่ออัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำเพื่ออัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ฯลฯ


          พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮ์ ทั้งหลาย ปัจจุบันศัตรูอิสลามต่างทุ่มเทอย่างสุดกำลังในทุกรูปแบบ เพื่อทำลายล้างอิสลามให้จงได้ พวกเขาใช้สื่อใช้ทุนทุกชนิดเพื่อเข้าคุมความคิดและทัศนคติของผู้คนให้เปลี่ยนไปดังที่พวกเขามุ่งหวัง ส่วนหนึ่งจากการนี้ก็คือ การบิดเบือนความเป็นจริงแห่งอิสลามด้วยการใส่ไคล้บรรดาซอฮาบะฮของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวหา ใส่ความ ท่านเหล่านั้นว่า

          “บรรดาซอฮาบะฮของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นมิได้เป็นพี่น้องกัน มิได้รักใคร่กัน มิได้สามัคคีกัน แต่กลับตั้งตนเป็นศัตรูกัน โกรธแค้น เกลียดชัง สาปแช่งกัน ด่าทอกัน มุ่งร้ายต่อกัน และหลอกลวงกัน”

     ♣- พวกเขากล่าวหาว่าบรรดาซอฮาบะฮตกมุรตัดหลังจากที่ท่านร่อซูล ศ็ฮลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีวิตไปแล้ว นอกจากเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

     ♣- พวกเขาประณามกล่าวหาใส่ความท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุสมาน ท่านหญิงอาอิชะฮ ท่านหญิงฮัฟเซาะฮ ท่านคอลิด อิบนุวะลี๊ด ท่านอัมร อิบนุ อ๊าศ ท่านอบูฮุรอยเราะฮ ท่านฎ็อลฮะฮ และท่านมุอาวียะฮ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม

     ♣- พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า ท่านอาลี กัรร่อมัลลอฮุ วัจญ์ฮะฮุ ได้เคยกล่าวปราศรัยบนมิมบัร ที่เมืองกูฟะฮว่าอย่างไร?

ท่านอาลีกล่าวว่า

“พี่น้องทั้งหลาย พึงทราบเถิดว่า ผู้ที่ประเสริฐสุดแห่งประชาชาตินี้ถัดจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือท่านอบูบักร และท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา

(บันทึกโดย ท่านอิมามบุคอรีย์ และท่านอิมามมุสลิม จากสายรายงานมากกว่า80กระแส)

          นอกจากท่านอาลีจะตั้งชื่อลูกๆ ของท่านว่า อบูบักร อุมัร อุษมาน หลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว และยังได้ให้อัลฮะซันและอัลฮุเซน บุตรชายของท่านไปคอยเฝ้ารับใช้ที่หน้าประตูบ้านท่านอุสมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แม้ขณะนั้นเหตุการณ์จะอยู่ในขั้นวิกฤติก็ตาม


          พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานความจำเริญให้แก่บรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะซัลลัม ให้ได้รับความสำเร็จในการทำหน้าที่ นำรัศมีแห่งอิสลามให้กระจายไปทั่วโลก ในช่วงเวลาไม่ถึงศตวรรษเสียด้วยซ้ำ ดังคำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

            "กิจการของประชาชาติอิสลามจะยังคงได้รับชัยชนะ มีเกียรติและมั่นคงในสมัย คอลีฟะฮฺทั้งสิบสองของท่าน ซึ่งมาจากเผ่ากุเรช จะได้รับชัยชนะต่อผู้ที่มาแย่งอำนาจจากพวกเขา"

(บันทึกโดย ท่านอิมามบุคอรี ท่านอิมามมุสลิม และคนอื่นๆ)

           12 คอลีฟะฮไม่ใช่ 12 อีมาม ตามที่ชีอะฮกล่าวอ้างแต่ประการใดเพราะว่า ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวถึงบรรดาคอลีฟะฮที่ปกครองประชาชาติมุสลิมตามความเป็นจริงดังที่มีจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ สำหรับอิมาม 12 ที่พวกชีอะฮอ้างนั้น มีเพียง 2 ท่านเท่านั้นที่เคยทำหน้าที่เป็รคอลีฟะฮฺปกครองประชาชาติมุสลิม กล่าวคือท่าน อาลี บิน อะบีฎอลิบ และท่านอัลฮะซัน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ดังนั้น การที่ชีอะฮนำฮะดีษนี้มาเป็นหลักฐานนั้น นอกจากเป็นการยกหลักฐานไม่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการชี้ให้เห็นว่า อุดมการณ์ของพวกนี้มีขึ้นบนความมดเท็จ โดยปราศจากความจริงทั้งสิ้น

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้อีกว่า

“อุปมาประชาชาติของฉัน อุปไมยดังเม็ดฝน ไม่รู้ว่าเม็ดแรกหรือเม็ดสุดท้ายอันไหนจะดีกว่ากัน”

(บันทึกโดย ท่านอิมามอะฮมัด)

          บรรดาซอฮาบะฮของท่านร่อซูลนั้น เป็นผู้ที่สะอาด บริสุทธิ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ แข็งกร้าวแกร่งต่อบรรดากุฟฟ๊าร ผู้ปฏิเสธศรัทธา มีจิตใจอ่อนโยนรักใคร่เมตตาต่อกัน เป็นประชาชาติที่ดีที่สุดที่ถูกให้มีขึ้นมาเพื่อมนุษยชาติ ส่วนผู้ที่มีความเกลียดชังเคียดแค้นชิงชังต่อบรรดาซอฮาบะฮนั้นคือผู้ปฏิเสธศรัทธา ดังที่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสความว่า

“เพื่อที่พระองค์จะทรงให้เกิดความเคียดแค้นขึ้นในหัวใจของผู้ปฏิเสธศรัทธา"

(อันเนื่องมาจากความแข็งแกร่ง รุ่งโรจน์ ของบรรดาซอฮาบะฮ) จากคำอธิบายของอิมามมาลิก ร่อฮิมะฮุลลอฮ

(ซูเราะฮอัลฟัตฮ 48อายะฮที่29)

มีรายงานจาก อิบนิ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา แจ้งว่า ท่านได้กล่าวว่า

          “พวกท่านอย่าได้ด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เลย พราะการที่คนใดในหมู่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แม้เพียงชั่วโมงเดียวนั้น ดียิ่งกว่าการทำงานของคนหนึ่งคนใดในพวกท่านถึง 40 ปีเสียอีก"

(บันทึกโดย อิบนุ บัฏเฏาะฮ ในหนังสือ “มินฮาญิซซุนะฮ ของท่านอิมาม อิบนุ ตัยมียะฮ”)

ในรายงานของท่านวะกี้อระบุว่า "ดียิ่งกว่าการงานของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านตลอดอายุของเขา”

           "ท่านทั้งหลายอย่าได้ด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮของฉัน แม้นว่าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านได้บริจาคทองคำมีปริมาณมากมายเท่าภูเขาอุฮุดก็ยังเทียบไม่ได้กับการบริจาคของบรรดาซอฮาบะฮเพียงหนึ่งทะนาน หรือแม้เพียงครึ่งทะนานของบรรดาซอฮาบะฮก็ยังเทียบไม่เท่า"

(บันทึกโดย ท่านอิมาม อัลบุคอรีย์ จากรายงานของอบูสะอี๊ด อัลคุดรีย์ และท่านอิมาม มุสลิม จากรายงานของ อบีฮุรอยเราะฮ)

           อะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺเห็นพ้องต้องกันว่า บรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูลนั้น เป็นผู้ทรงธรรม เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรับรองเอาไว้และได้ทรงชมเชยท่านเหล่านั้น ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ชมเชยท่านเหล่านั้น รวมทั้งผู้ที่ประสบเหตุการณ์วุ่นวาย(ฟิตนะฮฺ)และผู้ที่ไม่ประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว

(จากหนังสือ อัตตักรี๊บ ของท่านอิมาม อันนะวะวีย์)

     -♦- ในสมัยท่านอบูบักร อัซซิดดี๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ คอลิฟะฮฺคนแรกของอิสลาม มุสลิมสามารถพิชิตอาณาจักรโรมันและอาณาจักรเปอร์เซียได้เป็นบางส่วน

     -♦- ในสมัยท่านอุมัร อัลฟารู๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ คอลีฟะฮฺคนที่สองของอิสลาม มุสลิมสามารถพิชิตบัยตุ้ลมักดิส เยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์ ดามัสกัส ชาม อียิปต์ ดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย ได้แก่อิรัก และ อิหร่านในปัจุบัน ตลอดจนอาเซอร์ไบจาน

     -♦- ในสมัยราชวงศ์อะมะวียะฮฺนั้น มุสลิมสามารถพิชิตดินแดนที่เป็นหมู่เกาะต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สเปน ดินแดนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาทั้งหมด

     -♦- ส่วนทางตะวันออกนั้น มุสลิมสามารถพิชิตดินแดนเตอร์กีสถาน อัฟกานิสถาน อินเดีย รวมทั้งปากีสถานและบังกลาเทศในปัจจุบัน ตลอดจนดินแดนติดต่อตามชายแดนของประเทศจีนในปัจจุบัน

การพิชิตอันยิ่งใหญ่นั้นมีขึ้นตั้งแต่สมัยของท่านอบูบักร ท่านอุมัร และท่านอุสมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ทั้งสิ้น ดังกล่าวนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า

     1. อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเป็นพยานรับรองในความศรัทธาและการกระทำการงานที่ดีในการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์ ให้เอกภาพต่อพระองค์ และมิได้ตั้งสิ่งใดขึ้นเป็นภาคีกับพระองค์ ของบรรดาศอฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น มิใช่หรือ ?

     2. เป็นการยืนยันว่าบรรดาคอลีฟะฮฺที่ทรงธรรมนั้นเป็นผู้นำ เป็นผู้มีอำนาจโดยชอบธรรม สามารถกระทำงานได้สำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ด้วยความร่วมมือและสนับสนุนจากมุสลิมเป็นอย่างดี มิใช่หรือ ?

มีใครบ้างที่ไม่ยอมรบในชัยชนะดังกล่าว ?

 

มีใครบ้างที่ไม่ยอมรับว่าชัยชนะดังกล่าว เป็นชัยชนะที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสัญญาไว้ ?

 

       มีใครบ้างที่กล้าประณามว่า ที่บรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สามารถพิชิตดินแดนต่างๆทำให้มหาอาณาจักรโรมัน และเปอร์เซียล่มสลายลงได้นั้น คือผู้ทรยศต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และรอซูลของพระองค์ ?

จะมีก็แต่พวกชีอะฮฺ อิมามียะฮฺหรือ หรือพวกรอฟิเฎอะฮฺ ที่เป็นชีอะฮฺอิหร่านเท่านั้นที่ไม่รู้ !

          การที่พวกเขาใส่ร้ายป้ายสี ด่าว่า ประณาม ซอฮาบะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งท่านอบูบักร และท่านอุมัร ซึ่งต่างก็เป็นบิดา ภรรยาของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสหายคนสนิทของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขณะที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดภายหลังจากที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วะฟาตไปแล้วด้วย กล่าวคือกุบู๊ร(ร่าง)ของท่านอบูบักร และท่านอุมัร ถูกฝังอยู่เคียงข้างกับท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มะดีนะฮฺ มีใครบ้างที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ !

          ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการทำศึก(ญิฮาด) พร้อมกับท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในเกือบทุกสมรภูมิ เสียสละทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อสนับสนุนท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และศาสนาอิสลาม เหลือไว้เพียงแค่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เท่านั้น

           อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเลือกบุคคลที่ดีที่สุดให้เป็นมิตรสหายแก่ผู้ที่พระองค์ทรงรักและพอพระทัย เป็นความผูกพันอันเยี่ยมยอดระหว่างท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กับบรรดาซอฮาบะฮฺของท่าน

          ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยพูดสักครั้งว่าบรรดาซอฮาบะฮฺท่านเหล่านั้นเป็นศัตรูของอิสลาม ไม่เคยกล่าวหาใส่ความสร้างความหวาดระแวงสงสัยขึ้นแต่ประการใด มีแต่กล่าวยกย่องชมเชยสรรเสริญและรับประกันว่าท่านเหล่านั้นได้เป็นชาวสวรรค์ !

          ที่จริงแล้ว การที่พวกชีอะฮฺด่าว่าสาปแช่งท่านอบูบักร ท่านอุมัร หรือท่านอุสมาน ตลอดจนบรรดาซอฮาบะฮฺนั้น เท่ากับเป็นการด่าว่าท่านอาลีนั่นเอง เพราะท่านอาลีได้ให้สัตยาบันยอมรับในการเป็นคอลีฟะฮฺของท่านอบูบักร ท่านอุมัร และท่านอุสมาน

          ท่านอาลี ยกท่านหญิงอุมมุกัลโซม ซึ่งเป็นบุตรีของท่านซึ่งเกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮฺ ให้แต่งงานกับท่านอุมัร อิบนิล ค็อฎฎ็อบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ หากท่านอุมัรเป็นคนไม่ดีดังที่พวกชีอะฮกล่าวหา ท่านอาลียังจะยกลูกสาวให้อีกกระนั้นหรือ ? ซุบฮานัลลอฮ !

          สำหรับการที่พวกชีอะฮสาปแช่งท่านมุอาวียะฮ และท่านอัมร อิบนุล อ๊าศ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา นั้น เท่ากับเป็นการสาปแช่งท่านฮะซันละท่านฮุซัยน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา นั่นเอง เพราะท่านฮะซัน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ให้สัตยาบันยอมรับในการเป็นคอลีฟะฮของท่านมุอาวียะฮ และท่านฮุซัยนก็ยอมรับในสัตยาบันของพี่ชายของท่าน คือท่านฮะซัน ที่มีต่อท่านมุอาวียะฮด้วยเช่นกัน สมดังคำพูดของท่านร่อซูลที่เคยได้กล่าวไว้ว่า

           “หลานชายของฉันผู้นี้(หมายถึงท่านอัล-ฮะซัน) จะเป็นผู้ประนีประนอมระหว่างมุสลิมทั้งสองกลุ่ม”(คือกลุ่มของท่านอาลีและกลุ่มของท่านมุอาวียะฮ ซึ่งเป็นมุสลิมทั้งคู่ มิใช่เฉพาะแต่กลุ่มของท่านอาลีเท่านั้นที่เป็นมุสลิม ส่วนกลุ่มของท่านมุอาวียะฮก็เป็นมุสลิม มิใช่เป็นกาแฟรดังที่พวกชีอะฮกล่าวอ้างแต่ประการใด)

(บันทักโดย อิมามอัลบุคอรีย์และอิมามอะฮฺมัด)

          การที่พวกชีอะฮใส่ความบิดเบือนด่าว่าท่านอาลีและท่านฮะซัน ตลอดจนท่านฮุซัยน จนต้องยอมรับทำสัตยาบันต่อท่านมุอาวียะฮเพราะถูกบังคับให้กระทำ โดยหวังเพื่อต้องการแลกกับเงินก้อนโตนั้น นับเป็นการสบประมาทต่อท่านเหล่านั้นอย่าเลวทรามที่สุด

           ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวชมเชยท่านมุอาวียะฮไว้หลายครั้ง และมอบความไว้วางใจให้กับท่านโดยให้ท่านมุอาวียะฮเป็นถึงอาลักษณ์ผู้บันทึกวะฮีย์ของอัลลอฮ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา รวมกับบรรดาซอฮาบะฮ์อีกหลายๆท่าน แล้วบุคคลระดับนี้นะหรือจะไปเป็นกาเฟรดังที่พวกชีอะฮฺกล่าวหา ?

สำหรับท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ผู้เป็นมารดาของศรัทธาชนดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประกาศให้ทราบไว้ในอัลกุรอานที่ว่า

“ผู้เป็นนบี(ท่านนบีมุฮัมมัด)นั้นมีความสำคัญที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา(มุอฺมิน)ยิ่งกว่าตัวของพวกเขาเองเสียอีก

และบรรดาภรรยาของเขา(ท่านนบีมุฮัมมัด)นั้นคือบรรดามารดาของพวกเขา (ผู้ศรัทธา)

(อัลอะฮฺซ๊าบ33:6)

           การที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงจำแนกระหว่างการกระทำของผู้ศรัทธากับมุนาฟิกออกจากกันนั้น เท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นว่าผู้ศรัทธาพยายามดำเนินตามแนวทางที่จะทำให้ตัวของเขารอดพ้นจากการทำตัวให้ตกอยู่ในสถาพของมุนาฟิก

           ในช่วงเวลาสิบปีของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เผยแพร่อิสลามในมะดีนะฮฺ บรรดามุนาฟิกีนไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆเหนือท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลลัม และบรดาศอฮาบะฮฺเลย แต่เหตุไฉนพวกชีอะฮฺจึงอ้างว่าบรรดาศอฮาบะฮฺเป็นมุนาฟิกและตกมุรตัด ภายหลังจากที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วะฟาต (สิ้นชีวิต) จึงกลับกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างมากมาย !

           หากคำอ้างของพวกชีอะฮฺเป็นจริงแล้ว แน่นอน อิสลามย่อมสูญสลายหมดสิ้นไปนานแล้ว นับตั้งแต่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วะฟาต เพราะบรรดามุนาฟิกมุ่งที่จะดับรัศมีของอัลลอฮฺตั้งแต่แรกแล้ว ฉะนั้นผู้เป็นมุสลิมจะต้องให้เกียรติและยอมรับในบุญคุณของบรรดาศอฮาบะฮฺในฐานะที่ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ศรัทธาและให้การสนับสนุนท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะซัลลัม และเชื่อว่าบรรดาศอฮาบะฮฺ เป็นชนรุ่นแรกที่ดีที่สุด

         ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องให้มุสลิมดำเนินชีวิตตามแบบบรรดาศอฮาบะฮฺ ให้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้กับบรรดาศอฮาบะฮฺอย่าได้มีจิตใจอิจฉาริษยาอาฆาตเคียดแค้นท่านเหล่านั้น งดเว้นและยุติคำพูดและคำวิจารณ์ใดๆในทางร้ายต่อบรรดาศอฮาบะฮฺ

          ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ผู้ที่สาปแช่ง ใส่ร้าย บรดาศอฮาบะฮฺและภรรยาของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการศรัทธาอีมานอยู่เลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้พวกชีอะฮฺจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิสลามแต่ประการใด !

อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงยืนยันรับรองบรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไว้ในอัลกุรอานว่า:

“ท่านเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่สัตย์จริง”

(อัลฮัชร 59:8)

“ท่านเหล่านั้นคือบรรดาผู้ศรัทธาที่แท้จริง”

(อัลอัมฟาล 8:74)

“ท่านเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่ได้รับชัยชนะ ได้เป็นชาวสวรรค์”

(อัตเตาว์บะฮฺ 9:88)

         ในทำนองเดียวกัน อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประกาศให้ทราบถึงความพึงพอพระทัยของพระองค์ที่มีต่อบรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่านของพระองค์ดังต่อไปนี้

“แท้จริง อัลลอฮฺทรงพอพระทัยบรรดาผู้ศรัทธาในการที่พวกเขาได้ให้สัตยาบันกับเจ้า(มุฮัมมัด)ภายใต้ต้นไม้ต้นนั้น”

          (คือต้นสัมเราะฮฺ อยู่ที่ตำบลฮุดัยบียะฮฺ ใกล้กับมักกะฮฺ ในปี ฮ.ศ. ที่ 6 ก่อนการเข้าพิชิตมักกะฮฺสองปีในวันนั้นมีศอฮาบะฮฺที่ให้สัตยาบันกับท่านรอซูลจำนวนหนึ่งพันสี่ร้อยคน ในการที่จะสู้รบกับกุฟฟารมักกะฮฺภายหลังจากมีข่าวว่าท่านอุสมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ถูกฆ่าตาย ซึ่งท่านรอซูลได้ส่งท่านไปเป็นทูตเพื่อเจรจากับชาวมักกะฮฺ)

(อัลฟัตฮฺ 48:18)

“แท้จริง อัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ผู้เป็นนบี ชาวมุฮาญิรีน และชาวอันซ็อรที่ได้ปฎิบัติตามเขา (ผู้เป็นนบีคือท่านนบีมุฮัมมัด) ในช่วงเวลาวิกฤตดังกล่าว”

(อัตเตาบะฮฺ 9:117)

          "และบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากพวกเขา(บรรดาศอฮาบะฮฺที่เป็นมุฮาญิรีนและชาวอันซ็อร) พวกเขากล่าว่า โอ้ พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่เรา และแก่บรรดาพี่น้องของเราที่ได้ศรัทธากันมาแล้วก่อนหน้าพวกเรา ขอพระองค์อย่าได้ทรงให้ในหัวใจของพวกเรามีความอาฆาตมาดร้ายเคียดแค้นชิงชังต่อบรรดาผู้ศรัทธาเลย โอ้พระเจ้าของเรา แท้จริง พระองค์เท่านั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ”

(อัลฮัชร 59:10)

         "และผู้ใดที่แยกตัวออกจากแนวทางของผู้เป็นรอซูล ภายหลังจากแนวทางอันถูกต้องเที่ยงตรงได้ป็นมี่ประจักษ์แก่เขาแล้ว แล้วเขาก็ยังคงปฏิบัติตามแนวทางอื่นที่มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ศรัทธา เรา (อัลลอฮฺ) จะให้เขาหันไปตามทางที่เขาหันเหไป และเราจะให้เขาเข้าสู่นรกญะฮันนัม และมันช่างเป็นหนทางกลับไปที่ชั่วร้ายจริงๆ”

(อันนิซาอฺ 4:115)

อัลคอฎีบ อัลบัฆดาดีย์ รายงานจากท่านซัรอะฮ (บางท่านเขียนว่า อบูซุรอะฮ) ว่า

         “เมื่อท่านได้เห็นผู้ใดด่าว่าหรือตำหนิผู้หนึ่งผู้ใดจากบรรดาซอฮาบะฮของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็พึงรู้เถิดว่า เขาผู้นั้นคือ “ซินดิ๊ก” แสดงตัวให้เห็นภายนอกว่าเป็นมุสลิม แต่ในใจของเขานั้นปกปิดการปฎิเสธศรัทธา(กุฟร) เอาไว้"

ท่านอบูซุรอะฮ์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า

          “ที่พวกเขาด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮนั้น ก็เพราะพวกเขามุ่งทำลายอัลกุรอ่านและซุนนะฮ ซึ่งเป็นสองรากฐานสำคัญของศาสนาอิสลาม ซึ่งเท่ากับต้องการทำลายศาสนอิสลามโดยตรงนั่นเอง อิสลามจะมาไม่ถึงชนรุ่นหลังเป็นแน่ หากปราศจากบรรดาซอฮาบะฮผู้ทำหน้าที่สืบทอดอัลกุรอ่านและฮะดีษจากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

          ดังนั้น การตำหนิด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮว่าเป็นมุนาฟิก เป็นมุรตัดก็เท่ากับว่าศาสนาอิสลามที่บรรดาท่านเหล่านั้นถ่ายทอดกันมามีข้อบกพร่อง เชื่อถือไม่ได้กระนั้นหรือ ? ดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นไปไม่ได้ และเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายยิ่งนัก ! "



          ดังนั้น ผู้ใดที่พบว่าหัวใจของเขามีความรักใคร่บรรดาซอฮาบะฮ ปราศจากการผูกใจเจ็บ และรักษาลิ้นของเขามิให้พูดถึงบรรดาซอฮาบะฮ์ นอกจากในทางที่ดี ก็จงกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ เถิด ในการที่พระองค์ทรงประทานความกรุณานี้แก่เขา พร้อมกับข้อวิงวอนต่อพระองค์ให้มีความมั่นคงอยู่กับแนวทางอันถูกต้องนี้ตลอดไป