ท่านเราะซูลมาเพื่อเอ็นดูเมตตาต่อชาวโลก
  จำนวนคนเข้าชม  711


ท่านเราะซูลมาเพื่อเอ็นดูเมตตาต่อชาวโลก


 

ที่มา อัลอิศลาห์ สมาคม บางกอกน้อย


อัลลอฮฺ ทรงส่งท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมมา เพื่อ ความเอ็นดูเมตตาแด่ชาวโลก


 

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเตือนให้ระวังภัย แห่งการฟิตนะฮฺ ความวุ่นวาย มีรายงานจากท่าน อับดิลลาฮฺ อิบนิ มัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า  

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า  “ต่อไปจะเกิดฟิตนะฮฺ ความวุ่นวายปั่นป่วนและหลายอย่างที่พวกท่านรับไม่ได้"

บรรดาศ่อฮาบะฮฺถามว่า แล้วท่านจะให้พวกเราทำอย่างไรโอ้ท่านร่อซูล ? 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "พวกท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ตามความเป็นจริง และขอจากอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ผู้ทรงเอื้ออำนวยประโยชน์สุขให้แก่พวกท่าน"

(บันทึกโดย  ท่านอิมาม อะฮ์มัด ท่าน อัลอัลบานีย์ ถือว่าเป็นฮะดีษศ่อฮียฮฺ ใน ศ่อฮียฮฺลญามิอฺ)

 

มีรายงานจากท่าน อบี บักเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า  

          "ต่อไปจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน มากมาย และพึงทราบเถิดว่า จะมีความวุ่นวายปั่นป่วนอย่างหนึ่ง  ผู้ที่นั่งอยู่ไม่ไปยุ่งเกี่ยว จะปลอดภัยกว่าผู้ที่เดินเข้าไป และผู้ที่เดินเข้าไป จะปลอดภัยกว่าผู้ที่วิ่งเข้าไป พึงทราบเถิดว่า เมื่อความวุ่นวายปั่นป่วนดังกล่าวนี้เกิดขึ้น  ใครมีอูฐก็จงดูแลอูฐของเขา ใครมีแพะแกะ ก็จงเลี้ยงแพะแกะของเขา ใครมีที่ดินก็จงทำไร่ไถนาในที่ดินของเขา 

–ผู้รายงานฮะดีษ กล่าวว่า – 

มีชายคนหนึ่งถามว่า โอ้ท่านร่อซูล สำหรับผู้ที่ไม่มีอูฐ แพะแกะ และที่ดิน จะให้ทำอย่างไร? 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  ให้เขาคว้าดาบของเขา ฟาดด้านที่มีคมลงบนหิน แล้วหนีไปให้พ้น

โอ้ อัลลอฮฺ ! ฉันประกาศแล้ว      โอ้ อัลลอฮฺ ! ฉันประกาศแล้ว     โอ้ อัลลอฮฺ  ! ฉันประกาศแล้ว

ผู้รายงานฮะดีษ  กล่าวว่า 

       ชายคนหนึ่งถามว่า  โอ้ ท่านร่อซูล ถ้าหากฉันถูกบังคับให้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้ว ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งฆ่าฉัน หรือหรือยิงธนูมาถูกฉันตาย จะทำอย่างไร? 

       ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า คนที่บังคับท่านให้เข้าร่วมในความวุ่นวายปั่นป่วน จะต้องรับบาปของท่าน และบาปที่ท่านไปฆ่าผู้อื่น เขาจะเป็นชาวนรก

(บันทึกโดย มุสลิม 4/2212)

          อีกรายงานหนึ่ง ท่านมุสลิมบันทึกไว้กล่าวว่า

"ผู้ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายปั่นป่วนนี้ จะทำให้เขาพินาศ ผู้ใดมีสถานที่สำหรับหลบหลีกก็จงหลบหลีก"

 

จากฮะดีษดังกล่าวมีประเด็นสำคัญหลายประการดังต่อไปนี้

ประการที่ 1  เนื้อหาสาระที่ได้จากฮะดีษ

     1. ความวุ่นวายปั่นป่วน เป็นภัยอันตรายร้ายแรง มุสลิมไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

     2. เมื่อเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน ให้ทุกคนประจำอยู่ในหน้าที่การงานของตัวเอง ทำงานไปตามปกติ หลีกห่างออกจากเหตุการณ์ โดยไม่ไปร่วมด้วย

     3. ไม่ใช้ความรุนแรงโดย ให้ละทิ้งและทำลายอาวุธ

     4. ให้ปฏิบัติหน้าที่การงานที่รับผิดชอบต่อผู้อื่นและอดทนเมื่อได้สิทธิ์จากคนอื่นไม่ครบถ้วน และขอต่ออัลลอฮฺ (อาหรับ)ผู้ทรงประทานให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

          ดังกล่าวเป็นคำแนะนำจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อความปลอดภัย พ้นจากความวุ่นวายปั่นป่วนและพ้นจากวิกฤตการณ์ต่างๆ  มุสลิมที่ดีควรอยู่ในกรอบแห่งคำแนะนำของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม การปฏิบัติตนดังกล่าวให้ปฏิบัติ เมื่อความวุ่นวายปั่นป่วนนั้นเกิดขึ้นระหว่างมุสลิมด้วยกัน


ประการที่ 2  มุสลิมจะปฏิบัติต่อผู้ไม่ใช่มุสลิมอย่างไร?

          เมื่อเกิดความวุ่นวายขึ้นระหว่างมุสลิมบางส่วนกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมบางส่วน อิสลามใช้ให้มุสลิมยืนอยู่บนหลักวามยุติธรรม ไม่ละเมิด ไม่ให้เข้าข้างใดข้างหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม การปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมานั้นดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความกลัวเกรง อัลลอฮฺ  ให้ร่วมมือในเรื่องความดี อย่าร่วมมือในเรื่องบาป และเป็นศัตรูต่อกัน  ผู้ใดฝ่าฝืน อัลลอฮฺ(อาหรับ)จะทรงลงโทษ ดังที่พระองค์ทรงมีดำรัสไว้ว่า

“อย่าให้ความเกลียดชังของพวกเจ้า ต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ทำให้พวกเจ้าขาดความยุติธรรม

 พวกเจ้าจงมีความยุติธรรม ระหว่างศัตรูกับมิตรเท่าๆกัน ความยุติธรรมเช่นนี้แหละใกล้เคียงสำหรับการกลัวอัลลอฮฺ  

แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงเชี่ยวชาญในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”

(อัลมาอิดะฮฺ 5 อายะฮฺ 8)

          ท่านอิมาม อัลกุรฏุบีย์ กล่าวไว้ในตัฟซีรฺ เล่ม 6 หน้า 108 ว่า อายะฮฺนี้เป็นหลักฐานว่า การปฏิเสธศรัทธาของผู้ที่เป็นกาเฟรฺนั้น ไม่ใช่อุปสรรคหักห้ามการปฏิบัติต่อเขาอย่างยุติธรรมแต่อย่างใด การแก้แค้นให้สะใจเยี่ยงเดียวกันกับที่พวกเขากระทำกับพวกเรานั้น จะกระทำมิได้ ดังนั้นเมื่อพวกเขาสังหารเด็กและสตรี อย่างน่าสลดใจ ก็ไม่อนุญาตให้เราสังหารเด็กและสตรี เพื่อให้พวกเขาสลดใจบ้าง

          ท่านอิบนุอบีฮาติม บันทึกไว้จากรายงายของท่าน เชค อิบนิ อัสลัม กล่าวว่า ขณะที่พวกมุชริกขัดขวางท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาศ่ออฮาบะฮฺ ที่ตำบล ฮุดัยบียะฮฺ ไม่ยอมให้เข้าไปยังบัยติลลาฮฺ  ทำให้ทุกคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก ขณะนั้นมีพวกมุชริกีนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากทางทิศตะวันออก เพื่อจะไปทำอุมเราะฮฺ  บรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงกล่าวว่า พวกเราจะขัดขวางพวกเขาบ้าง  และอัลลอฮฺ ประทานอัลกุรอานลงมา ความว่า

 “อย่าให้ความเกลียดชังของพวกเจ้าต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ทำให้พวกเจ้าขาดความยุติธรรม”

(ดูใน อิบนิ กะษีร)

แม้แต่ผู้ปฏิเสธศรัทธา เรายังต้องให้ความยุติธรรม แล้วท่านคิดอย่างไรสำหรับผู้ศรัทธาด้วยกัน? มุสลิมรุ่นแรกๆ (สะลัฟ) กล่าวไว้ว่า

“เมื่อเขาทำกับท่านแบบผู้ทรยศต่ออัลลอฮฺ ให้ท่านทำกับเขาแบบผู้เชื่อฟังอัลลอฮฺ ความยุติธรรมนั้นทำให้ฟ้าดินดำรงอยู่ได้”

         เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ ร่อวาฮะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ  เคยกล่าวไว้  ครั้งหนึ่งท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ส่งท่านไปประเมินราคารายได้จากพืชผลของชาวคอยฺบัรฺ พวกเขาพยายามจะติดสินบนเพื่อให้ประเมินราคาแบบลดหย่อนไม่ตรงตามความเป็นจริง  ท่านอับดุลลอฮฺ กล่าวว่า 

          “โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ พวกเจ้าต้องการให้ฉันกินของผิดกฎหมายอย่างนั้นหรือ  ฉันขอสาบานว่า ฉันได้รับคำสั่งมาจากบุคคลที่ฉันรักที่สุดในโลก พวกท่านเป็นที่รังเกียจแก่ฉันยิ่งกว่าลิง และหมู ความรักที่ฉันมีต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และความเกลียดของฉันที่มีต่อพวกเจ้า จะไม่ทำให้ฉันอยุติธรรมต่อพวกท่าน”  

พวกเขากล่าวว่า “เช่นนี้แหละทำให้ฟ้าดินดำรงอยู่ได้”

(มุคตะศอร อิบนิกะษีรฺ 1/345 – ศ่อฮียฺอิบนิฮิบบาน)


ประการที่ 3 วิถีทางแห่งการดำเนินชีวิตของท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ของเราเป็นแบบอย่างของพวกเราและคนอื่น

          อัลลอฮ์  ทรงแต่งตั้งท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างแก่พวกเรา ชาวมุสลิม   การปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา วิถีชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของพวกเราและสร้างความยุติธรรมแก่ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อย่างชนิดที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นความยุติธรรมจากผู้ใดเทียบเท่ากับนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมของเรามาก่อนเลย
 

มีรายงาน จากท่าน  ญาบิรฺ อิบนิ อับดิลลาฮฺ กล่าวว่า

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำการสู้รบกับ “มุฮาริบ อิบนิ ค๊อศฟะฮฺ”  บริเวณที่มีต้นอินทผาลัม ขณะนั้น ฝ่ายศัตรูเห็นฝ่ายมุสลิมเผลอเรอ จึงมีคนหนึ่งชื่อ “เฆาวฺร๊อษฺ”อิบนฺ อาริษฺ” แอบบุกเข้ามาประชิดตัวท่านร่อซูล ศ็อลลัล ลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยืนถือดาบจ่อตรงที่ศรีษะของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

และพูดขึ้นว่า  ”ใครเล่าจะช่วยให้ท่านรอดจากเงื้อมมือของฉัน ?  

ท่านร่อซูล กล่าวขึ้นว่า “อัลลอฮฺ อัซฺวะญัลฺ” ทันใดนั้น ดาบของเขาหลุดมือ

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงหยิบดาบนั้นมาถือไว้และ กล่าวว่า “ ใครเล่าจะช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของฉัน ?” 

เขากล่าวว่า “ขอให้ท่านเป็นผู้ที่ได้เปรียบที่ดี” 

ท่านร่อซูล กล่าวว่า “ท่านปฏิญาณตนว่า ลาอิลาอะอิลลัลลอฮฺ หรือไม่ ?  

เขาตอบว่า “ไม่..แต่ฉันให้สัญญาต่อท่านว่าจะไม่สู้รบกับท่าน และจะไม่ร่วมกับกลุ่มผู้ที่สู้รบกับท่านอีก”  

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงปล่อยเขา   

ผู้รายงานได้เล่าต่อไปว่า

ชายผู้นั้นจึงกลับไปยังเพื่อนๆ ของเขาและกล่าวว่า “ฉันมาหาพวกท่าน ฉันมาจากคนหนึ่งซึ่งเป็นคนดีที่สุดในหมู่มนุษย์”

(บันทึกโดย ท่านอะฮฺมัด และท่านอิบนุฮิบบาน ฮะดีสอยู่ใน บุคอรียฺและมุสลิม )
 

ประการที่ 4  ศ่อฮาบะฮฺของท่านนบีปฏิบัติดีเจริญรอยตามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านอับดุลลอฮฮฺ อิบนิ อุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ วันหนึ่งที่บ้านของท่านเชือดแกะตัวหนึ่งเพื่อประกอบอาหาร  

เมื่อท่านกลับมาถึงบ้าน ท่านถามว่า พวกท่านนำไปให้ชาวยิวบ้างหรือเปล่า ? พวกท่านนำไปให้ชาวยิวบ้างหรือเปล่า ? ถามถึงสองครั้ง  

ฉันได้ยิน ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

"มะลาอิกะฮฺ ญิบรีล  สั่งเสียฉัน เกี่ยวกับการปฏิบัติดีต่อเพื่อนบ้าน จนกระทั่งฉันคิดว่า จะให้รับมรดกกันได้เสียอีก"

(บันทึกโดย  ท่านอบูดาวุด ท่านอัตติรมิซีย์  และท่านอัลอัลบานีว่าเป็นฮะดีส ศ่อฮียฮฺ)

          บิดาของท่านอับดุลลอฮฺ คือท่านอุมัร อิบนุล ค็อฎฎอบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ  วันหนึ่งชายชาวยิวกับชาวมุสลิม ทะเลาะกัน  ทั้งสองมาหาท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺให้เป็นผู้ตัดสิน และท่านอุมัรร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ เป็นว่าฝ่ายยิวเป็นฝ่ายถูก จึงตัดสินให้ชายคนนั้น เป็นฝ่ายถูก

( ศ่อฮียฺ อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ)

ท่านอิบนุ ฮะบีบ และท่าน ก๊อยฺซฺ อิบนุ ซะอดฺ ขณะทั้งสองกำลังนั่งอยู่ที่เมือง อัลกอดิซียะฮฺ มีคนแบกศพผ่านมา ทั้งสองจึงลุกขึ้นยืน 

มีผู้กล่าวว่า นี่เป็นศพชาวคริสต์ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม ต้องยืนด้วยหรือ ? 

ทั้งสองกล่าวว่า แท้จริง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น มีผู้แบกศพผ่านมา ท่านจึงลุกขึ้นยืน 

มีผู้ถามว่า โอ้ท่านร่อซูล นี่เป็นศพชาวยิว ต้องลุกขึ้นยืนด้วยหรือ ? 

ท่านร่อซูล ตอบว่า เขาก็เป็นบุคคลคนหนึ่งมิใช่หรือ?

          ด้วยอุดมการณ์ของอิสลามแล้วจะไม่ต้องการฟิตนะฮฺ ความวุ่นวาย ระหว่างมุสลิมกับคนอื่น ถ้าหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้น อิสลามก็จะยับยั้งผู้อธรรม อัลลอฮฺจะไม่แนะนำทางที่ถูกต้องแก่ผู้อธรรม  อันความวุ่นวายนั้นหลับใหลอยู่ อัลลอฮฺทรงสาปแช่งคนที่ปลุกมันขึ้นมา ผู้ใดก่อความวุ่นวายอัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้นั้น
 

 

ประการที่ 5  ท่าทีของอิสลามต่อความวุ่นวายในเรื่องการฆ่ากัน

          สิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวถึงก็คือ ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ขอความปลอดภัยและเข้ามาอยู่ในประเทศอิสลาม เขาจะต้องได้รับความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือประชาชนธรรมดา ถ้าหากเขาเป็นมุสลิมเลือดเนื้อ ชีวิตต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว แต่บุคคลเหล่านั้นก็ถูกฆ่า ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ถูกคุกคาม เด็กและสตรีต้องล้มตายลงในสภาพที่ ผู้ฆ่าก็ไม่รู้ว่าฆ่าเขาทำไม ผู้ถูกฆ่าก็ไม่รู้ว่าด้วยเรื่องอันใดจึงถูกฆ่า 

ในเรื่องนี้จะกล่าวในสองประเด็นด้วยกัน

1. ห้ามฆ่าผู้ที่ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย

          ทัศนะของอุละมาอฺส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เมื่อผู้ปกครองหรือตัวแทนผู้ปกครองให้สัญญาความปลอดภัยแก่ผู้ใด มุสลิมทั้งหลายต้องปฏิบัติตามสัญญา ไม่อนุญาตให้ฆ่า จับเป็นเชลย  ยึดทรัพย์ สร้างความเดือดร้อน โดยไม่ได้อยู่ในกรอบของศาสนา เพราะพวกเขาได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น อิสลามจึงให้ความคุ้มครองผู้ที่เป็นทูตในการเจรจา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสองฝ่าย เพื่อหาทางสงบศึก

          มีรายงานจากท่าน สะละมะฮฺ อิบนุ นุอีม  อิบนิ มัสอูด อัล อัชญะอีย์ จากบิดาของท่าน (คือนุอีม)กล่าวว่า  ฉันได้ยิน ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวกับ ตัวแทนในการเจรจา ของ มุซัยละมะฮฺ อัลกัซซาบ(ผู้อ้างตัวว่าเป็นนบี) หลังจากที่ได้อ่าน สารของมุซัยละมะฮฺว่า

ماذا تقولان أنتما؟ قالا : نقول كماقال مسيلمة  فقال صلى الله عليه وسلم : أما والله لولا أن الرسل لا تقتل لضربت أعناقكما
ท่านทั้งสองจะพูด อย่างไร ? 

ทั้งสองก็ตอบว่าเราก็พูดอย่างเดียวกันกับ มุซัยละมะฮฺ พูด นั่นแหละ  

       ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ  ถ้าหากผู้ที่มาเป็นทูตเจรจา จะต้องไม่ถูกฆ่าแล้วละก่อ ฉันจะตัดหัวเจ้าทั้งสองทิ้งเสีย

          นี่คือ ท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งเป็นนายของมนุษยชาติ กำลังสนทนากับบุคคลสองคน ที่เป็นมุรตัด สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม  ดำเนินตาม มุซัยละมะฮฺ อัลกัซซาบฺ ท่านพบว่าทั้งสองคนนั้น ยังเป็นพวกของมุซัยละมะฮฺอย่างเหนียวแน่น  ซึ่งโทษของเขาทั้งสองต้องถูกประหาร แต่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ที่ไม่ให้สังหารคนที่ทำหน้าที่เป็นทูตในการเจรจา 

อัลลอฮฺ ตรัสว่า

{ ولا يجرمنكم شنآن قوم  على أن لا تعدلوا}

"อย่าให้ความเกลียดชังของพวกเจ้าต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทำให้ พวกเจ้าขาดความยุติธรรม"

          คือ แม้ว่าเราจะไม่ชอบ บรรดาผู้ปฏิเสธ แต่เราต้องให้ความยุติธรรม ดังนั้น ขอให้คนหนุ่มสาว เยาวชนมุสลิมจะต้องรับทราบและปฏิบัติตน ตามแนวทางของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับการให้ความปลอดภัยแก่กลุ่มที่ทำสัญญาว่าจะอยู่ในการปกครองของอิสลามว่า จะสังหารพวกเขา หรือข่มขู่ไม่ได้

” من قتل معاهدا لم يرح رائحة الجنة وإن ريحها ليوجد من مسيرةأربعين عاما ”

"ผู้ใด ฆ่า (กาเฟร มุอาฮัด) ผู้ปฏิเสธอิสลาม แต่ทำสัญญาว่าจะอยู่ในการปกครองของอิสลาม เขาจะไม่ได้กลิ่นของสวรรค์

ซึ่งกลิ่นของสวรรค์นั้น จะขจรขจายไปไกลระยะทางเดินด้วยเท้าสี่สิบปี"
 

” من أمن رجلا على دمه  فقتله  فأنا بريء من القاتل والمقتول ولوكان المقتول كافرا”

"ผู้ใดรับรองความปลอดภัยแก่ชีวิตของคนหนึ่ง ต่อมาเขาได้ฆ่าคนนั้น  ฉันพ้นจากผู้ฆ่า แม้ว่าผู้ถูกฆ่าจะเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ตาม"

          ตามหลักศรัทธา ของ อะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ทุกคนต้องอยู่ในแนวทางแห่งคำสอน และแนวปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  แล้วทำไม ยังมีกลุ่มที่ชอบความรุนแรง และอ้างว่าเป็นเรื่อง ศาสนา ?
 

2. ห้ามฆ่า มุสลิม

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "การสาปแช่ง มุสลิม เท่ากับการฆ่า"

ดังนั้น เราจะเจตนาฆ่ามุสลิมด้วยความไม่เป็นธรรมได้อย่างไร แม้แต่การสาปแช่งยังทำไม่ได้ ?


อัลลอฮฺ ตรัสว่า 

          "ผู้ใด ฆ่ามุสลิม โดยเจตนา อย่างไม่เป็นธรรม นรกญะฮันนัมเป็นสิ่งตองแทนให้เขา เขาจะอยู่ในนั้น ด้วยความโกรธของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺจะขับไล่เขาพ้นจากความโปรดปราน และจะเตรียมการลงโทษอย่างแสนสาหัสไว้ให้เขา"

(ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 4 / 93 )

ดังนั้น เหตุการณ์การฆ่าผู้บริสุทธิ์ ทั้งเด็ก สตรี คนชรา  เป็นการสร้างความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน

อัลลอฮฺตรัสว่า

         "แท้จริง ผลตอบแทนแด่บรรดาผู้ที่สู้รบกับอัลลอฮฺและร่อซูล ฝ่าฝืนข้อตัดสินของอัลลอฮฺและร่อซูล สร้างความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน ด้วยการ ฆ่า หรือปล้นทรัพย์  ให้ฆ่าพวกเขา หรือจับพวกเขาผูกมัดไว้บนไม้กางเขนแล้วฆ่า หรือตัดมือขวา ตัดเท้าซ้าย

          ถ้าหากยังไม่เลิกก็ให้ตัดมือซ้าย ตัดเท้าขวา หรือเนรเทศออกจากประเทศแล้วจับขังไว้ในประเทศนั้นๆ จนกว่าพวกเขาจะกลับตัว  การตอบแทนดังกล่าวนี้อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ สำหรับพวกที่สู้รบกับอัลลอฮฺ เป็นความอัปยศสำหรับพวกเขาในดุนยา และในวันโลกหน้า พวกเขาจะถูกลงโทษอย่างแสนสาหัส"

( อัลมาดิอะฮฺ 5  /   33  )
 

          ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงคุ้มครองพวกเรา ให้ พ้นจากความสับสน วุ่นวาย และขอให้ประเทศชาติของเราและประเทศมุสลิมทั้งหลาย รอดพ้นจากความวิบัติทั้งหลายทั้งปวงด้วยเถิด.