สิทธิของอัลลอฮฺ
  จำนวนคนเข้าชม  406


สิทธิของอัลลอฮฺ 


 

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิห์ อัล-อุษัยมีน

 


         ส่วนหนึ่งจากความงดงามของอิสลามคือการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและให้สิทธิแก่ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิอย่างเหมาะสมโดยปราศจาความเลยเถิดและหย่อนหยาน อัลลอฮฺได้บัญชาให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ทำดีและรักษาสิทธิต่างๆ ของบรรดาญาติมิตร ด้วยเหตุเพื่อธำรงความยุติธรรมนี่เอง ศาสนาทูตทั้งหลายจึงถูกแต่งตั้งขึ้น คัมภีร์ต่างๆ ถูกประทานลงมา และภารกิจทั้งโลกนี้และอาคิเราะฮฺได้ถูกปฏิบัติ

 


          สิทธิของอัลลอฮฺ คือสิทธิที่สำคัญอย่างยิ่งอันดับแรก และจำเป็นอย่างยิ่งที่บ่าวจะต้องมอบให้แก่พระองค์ เพราะเป็นสิทธิที่พึงมีต่ออัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล ผู้ทรงพลานุภาพ และบริหารจัดการกิจการทั้งหมด พระองค์คือผู้ทรงครอบรองสัจธรรมและความชัดแจ้ง ผู้ทรงชีวัน ผู้ทรงตื่น ด้วยอำนาจของพระองค์ชั้นฟ้าและแผ่นดินถูกสร้างขึ้น พระองค์ทรงบันดาลสรรพสิ่ง อย่างมีระบบและปราณีต 


 

          อัลลอฮฺได้สร้างเจ้าจากสิ่งที่ไม่มีมาก่อนและไม่เคยถูกกล่าวขานมาก่อน อัลลอฮฺได้พิทักษ์รักษาเจ้าด้วยปัจจัยทั้งหลายยามที่เจ้ายังอยู่ในครรภ์ของมารดาในสภาพที่มืดมิดสามชั้น ซึ่งขณะนั้นตัวเจ้าเองยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีผู้ใดสามารถให้อาหารหรือสิ่งที่จะทำให้เจ้าเจริญเติบโตมีชีวิตได้ พระองค์คือผู้ทรงให้เจ้าได้อิ่มเอิบกับน้ำนมของมารดาและได้ชี้แนะแนวทางชีวิตแก่เจ้า จากนั้นพระองค์ทรงให้เจ้ามีบิดามารดาที่คอยเอ็นดูและห่วงใยเจ้าอยู่เสมอ พระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เจ้ามากมาย ประทานสติปัญญาและความเข้าใจ พระองค์ทรงให้เจ้ามีความพร้อมที่จะใช้และรับประโยชน์จากปัจจัยทั้งมวลที่พระองค์ได้ประทาน 

 

อัลลอฮฺได้ตรัส ความว่า  

 

"และอัลลอฮฺทรงให้พวกเจ้าออกจากครรภ์มารดาของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย

และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยิน ได้เห็น และมีหัวใจ (สำหรับนึกและคิด) เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ"
 

(อัน-นะห์ลฺ : 78)

 

          หากแม้นว่าพระองค์ได้ระงับปัจจัยแก่เจ้าแม้เพียงพริบตา แน่นอนเจ้าคงพบกับความหายนะ หากแม้นว่าพระองค์ได้ระงับความเมตตาสักระยะเวลาหนึ่ง แน่แท้เจ้าคงไม่มีโอกาสได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ หากทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เจ้าแล้ว ดังนั้นสิทธิที่พระองค์พึงได้รับจากเจ้านั้นต้องเป็นสิทธิที่ใหญ่หลวงนัก เพราะพระองค์คือผู้สร้างเจ้า ผู้ให้เจ้ามีชีวิตพร้อมมอบปัจจัยต่างๆ และความช่วยเหลือให้เจ้าสามารถดำรงตนบนโลกใบนี้ได้ และพระองค์ก็มิได้หวังหรือเรียกร้องจากเจ้าให้ตอบแทนบุญคุณของพระองค์ด้วยการมอบปัจจัยหรืออาหารแต่อย่างใด พระองค์ตรัสว่า  

 

 "เรามิได้ขอเครื่องยังชีพจากเจ้า เราต่างหากเป็นผู้ให้เครื่องยังชีพแก่เจ้า

และบั้นปลายที่ดีนั้นย่อมมีไว้สำหรับผู้ที่มีความยำแกรง" 
 

(ฏอฮา :132)

 

          พระองค์ต้องการจากเจ้าเพียงหนึ่งประการเท่านั้น ซึ่งก็เป็นประโยชน์ที่จะย้อนกลับไปสู่เจ้าเอง พระองค์ทรงประสงค์ให้เจ้าเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้นโดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์

 

         "และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า ข้าไม่ต้องการปัจจัยยังชีพจากพวกเขา และข้าก็ไม่ต้องการให้พวกเขาให้อาหารแก่ข้า แท้จริงอัลลอฮฺ  คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพอันมากหลาย ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง" 
 

(อัซ-ซาริยาต : 56-58)

 

          พระองค์เพียงมีความประสงค์ให้เราเป็นบ่าวของพระองค์อย่างจริงจัง ตามนิยามของความเป็นบ่าวอย่างแท้จริง ดังที่พระองค์เป็นผู้ทรงอภิบาลของเราตามนิยามของความเป็นพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงเช่นกัน

 

          อัลลอฮฺ ประสงค์ที่จะให้เราเป็นบ่าวที่เชื่อฟัง เคารพภักดีต่อพระองค์ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และหลีกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม ศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ได้แจ้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่พระองค์ประทานให้แก่เรานั้นครอบคลุมตัวเราทั้งระบบและต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เราจะตอบแทนพระกรุณาธิคุณของพระองค์ด้วยการฝ่าฝืนและเนรคุณพระองค์กระนั้นหรือ หากแม้นว่าท่านติดหนี้บุญคุณกับใครสักคนแน่นอนท่านคงละอายที่จะกระทำในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งของบุคคลนั้น ฉะนั้นนับประสาอะไรกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมีพระกรุณามหาธิคุณอันล้นพ้น ผู้ทรงเมตตาด้วยการปกป้องและปัดเป่าตัวท่านจากภยันตรายต่างๆ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

 

"และไม่มีความโปรดปรานใด ๆ ที่พวกเจ้าได้รับ นอกจากมันย่อมมาจากอัลลอฮฺ

ดังนั้น เมื่อความทุกข์ร้ายประสบแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จะคร่ำครวญขอพรต่อพระองค์" 
 

(อัน-นะห์ลฺ : 53)

 

          แท้จริงสิทธินี้คือสิ่งที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้สำหรับพระองค์เอง ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดความง่ายได้ในการปฏิบัติสำหรับผู้ที่อัลลอฮฺประสงค์จะให้เกิดความง่ายดายแก่ตัวเขา ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์มิได้ทำให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ดังที่พระองค์ตรัสว่า

 

          "และจงต่อสู้เพื่ออัลลอฮฺ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่แท้จริงเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงคัดเลือกพวกเจ้า และพระองค์มิได้ทรงทำให้เป็นการลำบากแก่พวกเจ้าในเรื่องของศาสนา ศาสนา (ที่ไม่ลำบาก) คือศาสนาของอิบรอฮีม บรรพบุรุษของพวกเจ้า

          พระองค์ทรงเรียกชื่อพวกเจ้าว่า มุสลิมีน (พหูพจน์ของ มุสลิม) ในคัมภีร์ก่อนๆ และในอัลกุรอานด้วย เพื่อศาสนทูตจะได้เป็นพยานต่อพวกเจ้า และพวกเจ้าจะได้เป็นพยานต่อมนุษย์ทั่วไป

          ดังนั้นพวกเจ้าจงดำรงการละหมาด และบริจาคซะกาต และจงยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ พระองค์เป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้า เพราะพระองค์คือผู้คุ้มครองที่ดีเลิศ และผู้ทรงช่วยเหลือที่ดีเยี่ยม" 
 

(อัล-หัจญ์ : 78)

 


          ประเด็นดังกล่าวถือเป็นหลักการศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ คือการศรัทธาต่อสัจธรรมพร้อมกับการปฏิบัติอะมัลที่ดีที่เกิดผล หลักศรัทธาที่มีลำต้นเป็นความรักและความเชื่อมัน ในขณะที่ผลของมันคือความบริสุทธิ์ใจและความอดทนอะมัลที่ดีอันเป็นสิทธิของอัลลอฮฺนั้นก็มีตัวอย่าง เช่น


 

     ♥- การดำรงการละหมาดวันกับคืนหนึ่งห้าเวลา อัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษบาปและยกระดับความดีให้หลายขั้น พร้องกับได้ขัดเกลาจิตใจและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ซึ่งบ่าวสามารถปฏิบัติศาสนากิจนี้ตามความสามารถที่ตนจะกระทำได้ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

 

"ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮฺเท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ" 

(อัต-ตะฆอบุน : 16)

และดังที่นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่อิมรอน บิน หุศ็อยนฺ (ในขณะที่อิมรอนกำลังเจ็บป่วย) ว่า 

"เจ้าจงละหมาดในสภาพที่ยืน แต่หากไม่สามารถที่จะยืนได้ก็จงนั่งเสีย และหากไม่สามารถที่จะนั่งก็จงละหมาดบนสีข้าง(ตะแคงขวา)" 

(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 1066, อบู ดาวูด 952)

     ♥- ซะกาต คือเศษเสี้ยวหนึ่งของทรัพย์สินที่ผู้ครอบครองจ่ายไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่ยากจนและขัดสน ตลอดจนช่วยเหลือผู้ขาดเสบียงในการเดินทาง ผู้มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวและผู้มีสิทธิ์รับซะกาตประเภทอื่นๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่ยากไร้และไม่ทำให้ผู้ที่ร่ำรวยเดือดร้อนลำบากแต่อย่างใด) อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

“ดังนั้นพวกเจ้าจงดำรงการละหมาด จงจ่ายซะกาต และจงยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ

พระองค์เป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้า เพราะพระองค์คือผู้คุ้มครองที่ดีเลิศ และผู้ทรงช่วยเหลือที่ดีเยี่ยม" 

(อัล-หัจญ์ : 78)

     ♥- การถือศีลอดเป็นระยะเวลา 1 เดือนในรอบปี และถ้าผู้ใดป่วยหรืออยู่ในการเดินทาง ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน ส่วนผู้ใดที่ไม่มีความสามารถที่จะถือศีลอดได้อย่างถาวรก็ให้เขาจ่ายเป็นอาหารแก่คนยากจน โดยจ่ายให้ผู้รับอาหารหนึ่งคนต่อจำนวนหนึ่งวันที่ละศีลอดให้ครบตามจำนวนวันทั้งหมดที่ไม่ได้ถือศีลอด

     ♥- การประกอบพิธีหัจญ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่มีความสามารถ 


          ทั้งหมดนั้นเป็นหลักการสิทธิของอัลลอฮฺ ส่วนบทบัญญัติอื่นๆ นั้นจะบังคับให้กระทำเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่นการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ หรือเพราะเหตุแวดล้อมกดดันให้ปฏิบัติ เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ถูกอธรรม 



          พึงรู้เถิดว่าสิทธิเหล่านี้เป็นการงานที่ง่ายดายแต่ทว่าเต็มเปี่ยมด้วยผลบุญ หากท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นท่านจะเป็นผู้ที่มีความสุขในโลกนี้และในโลกอาคิเราะฮฺ และจะรอดพ้นจากการทรมานในไฟนรกและได้เข้าพำนักในสวนสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า


"แล้วผู้ใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรก และถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ แน่นอน เขาก็ชนะแล้ว  

และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้มิใช่อะไรอื่นเลย นอกจากสิ่งอำนวยประโยชน์แห่งมายาเท่านั้น" 

(อาล อิมรอน :185)



ผู้แปล: อันวา สะอุ และ อุษมาน อิดรีส

Islam House