11 ข้อคิดและบทเรียนจากสถาบันที่ชื่อรอมาฎอน
  จำนวนคนเข้าชม  827


11
ข้อคิดและบทเรียนจากสถาบันที่ชื่อรอมาฎอน

โดย ยะห์ยา หัสการบัญชา

 

          ขอขอบคุณและสรรเสริญต่อเอกองค์อัลลอฮ์ที่ประทานความโปรดปรานอันล้นเหลือให้กับบ่าวผู้ศรัทธาทั้งหลายของพระองค์ ด้วยการให้มีชีวิตอยู่มาจนถึงเดือนรอมดอนในปีนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงเดือนรอมาฎอนแล้วก็นับได้ว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีและเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์จะใช้เดือนนี้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดียิ่งขึ้น

          ในมุมมองหนึ่งเดือนรอมดอนก็เปรียบเสมือนโรงเรียนหรือสถาบันแห่งหนึ่งที่ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาเข้ารับการอบรมเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ 30 วัน ในรอบ 1 ปี แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากว่าผู้ศรัทธาประพฤติตนตามหลักธรรมคำสอนของอิสลามแล้ว เขาก็จะได้รับคุณประโยชน์และความดีงามอย่างมากมายมหาศาลจากสถาบันแห่งนี้

 

            และจากมุมมองนี้ก็สามารถสรุปข้อคิดหรือบทเรียนที่บรรดาผู้ศรัทธาที่มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการทำความดีจะได้รับจากเดือนรอมาฎอนซึ่งประดุจดั่งสถาบันที่อบรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ศรัทธาโดยสามารถสรุปข้อคิดและบทเรียนได้ 11 ข้อดังนี้

 

1. อัต-ตักวา(เกรงกลัวการลงโทษของอัลลอฮ์และหาสิ่งป้องกันตัวให้พ้นจากไฟนรก)อย่างแท้จริง

           สถาบันแห่งนี้ได้สอนให้บรรดาผู้ศรัทธารู้จักและเข้าใจถึงความหมายของคำว่าอัต-ตักวา(ความยำเกรงต่ออัลลอฮ์)ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งความตักวายำเกรงต่ออัลลอฮ์นี้ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักอันสูงสุดของการถือศีลอดเลยทีเดียว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลาได้ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอานว่า

يا أيها الذين آمنوا كتب عليكم الصيام كما كتب على الذين من قبلكم لعلكم تتقون

 “ โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติเหนือพวกเจ้าทั้งหลาย

ดังที่ได้ถูกบัญญัติเหนือบรรดาประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง”

(อัลบะกอเราะห์183)

           ซึ่งรอมาฎอนถือเป็นสถาบันอันดียิ่งที่จะช่วยให้บรรดาผู้ศรัทธาฝึกตนให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์มากขึ้น ในช่วงตลอดระยะเวลาถือศีลอด 30 วัน ในเดือนนี้

 

2. ทำให้สายใยความสัมพันธ์ระหว่างบ่าวผู้ศรัทธากับอัลลอฮ์ มีความผูกพันเหนียวแน่นและมั่นคง

          เราจะพบว่าบรรดาผู้ศรัทธา จะมีความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังในการขวนขวายทำความดีอย่างมากในเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอด อ่านอัลกุรอาน บริจาคทาน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นสื่อที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างบ่าวผู้ศรัทธากับอัลลอฮ์ มีความเหนียวแน่นมั่นคง ทำให้ผู้ศรัทธามีความสุขและรู้สึกซาบซึ้งในทุกๆครั้งที่เขาได้ทำอิบาดะห์คุณงามความดีต่างๆเพื่ออัลลอฮ์ ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอนนั่นเอง

 

3. รู้จักและเข้าใจความหมายของคำว่าอดทนอย่างแท้จริง

          สถาบันแห่งนี้สอนให้ผู้ศรัทธารู้จักความอดทนอย่างแท้จริง เพราะนอกจากเขาจะต้องอดทนในการงดเว้นจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในตลอดช่วงระยะเวลาที่เขาถือศีลอดแล้ว เขายังจะต้องอดทนอดกลั้นจากการพูดจาหยาบคาย,ไร้สาระ และเช่นเดียวกันยังต้องอดทนจากการถูกยั่วยุจากผู้อื่น ซึ่งความอดทนเหล่านี้ อิสลามได้สอนบรรดาผู้ศรัทธามาตลอดอยู่แล้ว แต่เราจะพบว่าสิ่งเหล่านี้สามารถปฏิบัติได้อย่างน่าทึ่งและยอดเยี่ยม ในเดือนรอมาฎอนนี้เอง

 

4. รู้สึกถึงการติดตาม,สอดส่องดูแลของอัลลอฮ์ ต่อบ่าวของพระองค์ได้มากยิ่งขึ้น

          สิ่งนี้เป็นบทเรียนที่มีผลสืบเนื่องมาจากการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน เพราะผู้ศรัทธาที่ทำอิบาดะห์ความดีชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด,จ่ายซะกาตหรือประกอบพิธีฮัจย์ ล้วนแต่เป็นการทำอิบาดะห์ในที่เปิดเผยทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับการถือศีลอดเพราะการถือศีลอดนั้นเป็นอิบาดะห์ที่ซ่อนเร้นไม่มีผู้ใดจะรู้ได้ว่า “เขาถือศีลอดจริงหรือไม่?” นอกจากเขากับอัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ 

          ด้วยเหตุนี้เองการถือศีลอดจึงเป็นอิบาดะห์ที่ไม่มีการระบุผลบุญตอบแทนที่ตายตัวอย่างชัดเจน เพราะการตอบแทนนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากอัลลอฮ์ โดยพระองค์จะทรงตอบแทนตามที่พระองค์ทรงประสงค์

          ดังนั้นเมื่อเขาสามารถถือศีลอดได้อย่างครบถ้วนด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็จะสามารถรู้สึกว่าอัลลอฮ์นั้นทรงเฝ้าติดตามดูแลการกระทำของเขาอยู่ตลอดเวลาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

          สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่รอมาฎอนได้สอนเรา เพราะเมื่อบ่าวของอัลลอฮ์คนใดก็ตามที่เขามีความรู้สึกเช่นนี้ เขาก็จะไม่กล้าที่จะทำความชั่ว,อบายมุขหรือฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ เพราะเขาจะรู้สึกอยู่เสมอว่า “อัลลอฮ์ ทรงติดตามดูแลเขาอยู่ตลอดเวลานั่นเอง”

 

5. มีมารยาทอันดีงามทั้งในเรื่องความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น 

         เพราะตลอดช่วงระยะเวลาที่เขาถือศีลอด เขาจะต้องละเว้นจากการพูดจาที่ไม่ดีและไร้สาระ แต่จะต้องพูดจาในสิ่งที่ดี ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เขามีมารยาทอันดีงามทั้งในความคิด,คำพูด และการกระทำ และการถือศีลอดตั้งแต่ช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งลับขอบฟ้า โดยงดเว้นจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งนี้หากผู้ถือศีลอดนำไปประยุกต์ใช้แล้ว จะช่วยฝึกสอนให้เขารู้จักมีความซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นในทุกๆเรื่องได้เป็นอย่างดี

 

6. มีความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น 

          หากเราสังเกตและพิจารณาถึงสภาพของบรรดามุสลิมผู้ศรัทธาในเดือนรอมาฎอนนี้ ก็จะเห็นภาพของความแตกต่างจากเดือนอื่นในหลายๆเรื่อง และหนึ่งในนั้นคือภาพที่บรรดาผู้ศรัทธาที่มีฐานะร่ำรวยต่างพากันบริจาคทานช่วยเหลือพี่น้องผู้ศรัทธาที่ยากจนขัดสน ซึ่งภาพเหล่านี้คงจะหาดูได้ยากในเดือนอื่นๆ นอกจากนี้เราจะเห็นภาพของผู้ศรัทธาเสียสละทุนทรัพย์ของเขาในการเลี้ยงอาหารละศีลอดแก่ผู้ที่ถือศีลอด และเช่นกันในวันอีดิ้ลฟิตร์ก็จะเห็นภาพของบรรดาผู้ศรัทธา(ที่มีความสามารถในการจ่ายซะกาตฟิตร์)ต่างพากัน นำซะกาตฟิตร์มามอบให้แก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ยากจน ขัดสน สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่สถาบันรอมาฎอนได้สอนให้มีความโอบอ้อมอารี,ใจบุญสุนทาน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อผู้อื่น ซึ่งหากประชากรโลกนำบทเรียนนี้ไปใช้แล้วจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของโจรกรรมและปัญหาวิกฤติขาดแคลนอาหารของโลกได้เป็นอย่างดี

 

7. รู้จักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

          เพราะการถือศีลอดนั้นไม่มีการแบ่งแยกอภิสิทธิชน หรือแบ่งชนชั้นวรรณะ โดยผู้ศรัทธาทุกๆคนที่มีความสามารถจะต้องถือศีลอดทั้งสิ้น คนร่ำรวยไม่สามารถใช้เงินอันมหาศาลของเขามาจ่ายชดใช้แทนการถือศีลอดได้ และเช่นเดียวกันเราจะพบว่าขณะที่บรรดาผู้ศรัทธากำลังละหมาดฟัรดูและละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ที่มัสยิด พวกเขายืนอยู่ในแถวเดียวกันทั้งผู้ที่ร่ำรวยและผู้ที่ยากจนต่างยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันในการละหมาด จากจุดนี้เองที่รอมาฎอนเป็นสถาบันที่ช่วยสอนและอบรมผู้ศรัทธาให้รู้จักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเข้าใจถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมกันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น “เพราะสำหรับอัลลอฮ์แล้วผู้ที่มีเกียรติที่สุด ณ ที่พระองค์แล้วคือผู้ที่มีความตักวายำเกรงต่อพระองค์มากที่สุดนั่นเอง”

 

8. มีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลาตลอดจนรู้จักคุณค่าของเวลา

          หากเราพิจารณาและสังเกตก็จะพบว่าคุณประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราจะได้รับจากรอมาฎอน คือ การมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา เพราะผู้ที่ถือศีลอดเขาจะต้องละเว้นจากการรับประทานอาหารเครื่องดื่มและการร่วมหลับนอนกับภรรยา ตลอดจนละเว้นออกห่างจากสิ่งที่ทำให้เสียศีลอดต่างๆตลอดระยะเวลาที่อยู่ในช่วงละศีลอด สิ่งนี้จะช่วยฝึกให้ผู้ศรัทธามีระเบียบวินัย และหากว่าเขาละศีลอดก่อนที่จะได้เวลาสัก 10 นาที การถือศีลอดของเขาก็ใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องถือศีลอดให้ตรงเวลาเมื่อเข้าเวลาถือศีลอด (คือ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น)และต้องละศีลอดเมื่อถึงเวลาละศีลอด (คือ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า) สิ่งนี้จะช่วยฝึกสอนให้รู้จักตรงต่อเวลา 

           และเช่นกันในขณะรับประทานอาหารสะโฮร ทุกนาทีในขณะที่เขารับประทานอาหารสะโฮรนั้นสอนให้ได้รู้ถึงคุณค่าของเวลา เพราะเขาจะต้องรับประทานและดื่มให้เต็มที่เพื่อที่จะได้มีแรงในการถือศีลอด และจะต้องคอยระมัดระวังในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มให้อยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนการถือศีลอด

           จากจุดนี้ทำให้ได้รู้และเข้าใจว่ารอมาฎอนสอนให้ผู้ศรัทธารู้จักคุณค่าของเวลาเพราะทุกนาทีที่มันผ่านไปไม่สามารถเรียกมันย้อนกลับมาได้ ฉะนั้นทุกนาทีที่หมดไปเราจะต้องใช้ให้คุ้มค่าและดีที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผู้ที่ขาดทุนและเสียใจที่สุดก็คงไม่ใช่ใครนอกจากเรานั่นเอง

 

 

9. ช่วยอบรมบุตรหลานให้เคยชินกับการทำความดีและปลูกฝังค่านิยมและอุดมการณ์ของอิสลามให้พวกเขา

           นอกจากรอมาฎอนจะสอนและให้ข้อคิดกับเราแล้ว ยังเป็นเวทีที่ดีเยี่ยมในการใช้ฝึกสอนและอบรมบุตรหลานให้ทำความดี โดยสอนให้รู้จักฝึกหัดถือศีลอด หรือฝึกละหมาด สอนเขาในการอ่านอัลกุรอาน และข้อคิดที่ได้จากอัลกุรอาน ซึ่งวิธีการฝึกของแต่ละครอบครัวอาจจะมีวิธีที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและความเหมาะสม 

     ♦ บางครอบครัวอาจจะใช้วิธีเล่าประวัติของบรรดานบีหรือบุคคลที่เป็นคนดีมีคุณธรรมในอิสลามให้บุตรหลานฟังเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเกิดแรงและกำลังใจที่อยากจะถือศีลอด ทำละหมาด หรือทำความดีอื่นๆ 

     ♦ บางครอบครัวอาจจะใช้วิธีการมอบของขวัญหรือรางวัลให้บุตรหลานหากเขาสามารถถือศีลอดได้ครบทั้งวันหรือสามารถละหมาดฟัรดูครบ 5 เวลา ตลอดจนละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ได้ 

     ♦ บางครอบครัวอาจจะรวม 2 วิธีนี้เข้าด้วยกันก็ได้ พร้อมกับสั่งสอนในขณะให้รางวัลกับบุตรหลานว่า “นี่เป็นเพียงสิ่งตอบแทนบนโลกใบนี้ แต่หากลูกถือศีลอดและทำความดีอื่น ๆ เพื่ออัลลอฮ์แล้วพระองค์จะทรงประทานรางวัลตอบแทนแก่ลูกอย่างมากมายมหาศาลในโลกหน้า” เป็นต้น

          รอมาฎอนยังช่วยปลูกฝังค่านิยมและอุดมการณ์อิสลามให้แก่บุตรหลานได้เป็นอย่างดี เพราะในขณะที่เราพาครอบครัวไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือบุตรหลานไปละศีลอดที่มัสยิด ไปร่วมละหมาดที่มัสยิด และบางแห่งอาจมีการบรรยายศาสนธรรม(นะซีฮัต)เล็กน้อย หลังละหมาด สิ่งเหล่านี้จะช่วยปลูกฝังบุตรหลานให้ซึมซับและรับรู้ถึงค่านิยม,อุดมการณ์ของอิสลามไปโดยอัตโนมัติ เพียงแค่เราพาเขาไปร่วมบรรยากาศในการละศีลอด และ ร่วมละหมาดที่มัสยิดเท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ยืนยันให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของเดือนรอมาฎอนอันประเสริฐนี้ได้เป็นอย่างดี

 

10. ช่วยให้ผู้ศรัทธามีสุขภาพที่ดี

          นอกจากรอมาฎอนจะให้บทเรียนและข้อคิดเกี่ยวกับด้านจิตวิญญาณแล้ว รอมาฎอนยังให้บทเรียนในเรื่องสุขภาพร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งร่างกายของมนุษย์นั้นในมุมมองหนึ่งก็เปรียบเสมือนกับรถยนต์ ที่เมื่อวิ่งแล่นมาเป็นระยะทางอันยาวนานแล้ว ย่อมต้องการหยุดพักเพื่อรักษาและถนอมเครื่องยนต์ให้สามารถใช้ต่อไปได้นานๆ ร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน หลังจากที่ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายตลอดจนระบบการทำงานต่างๆที่อยู่ในร่างกายได้ทำงานมาตลอดระยะเวลา 11 เดือน ระบบเหล่านี้ก็ต้องการพักผ่อนเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าในรอบปี ระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์ต้องได้รับการพักผ่อน ซึ่งวิธีที่ช่วยได้ดี ก็คือการอดอาหารช่วงระยะเวลาหนึ่งในแต่ละวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 30-40 วัน นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงสัจธรรมของอิสลามได้เป็นอย่างดี เพราะวงการแพทย์เพิ่งค้นพบวิทยาการนี้เมื่อไม่นาน หากแต่อิสลามนั้นได้สอนมาก่อนหน้าเป็นเวลาถึงพันสี่ร้อยกว่าปีเพราะ...

ผู้สร้างย่อมรู้ดีที่สุดเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกสร้าง

 

11. เปลี่ยนแปลงสังคมมุสลิมจากสภาพที่ย่ำแย่ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

           หากเราพิจารณาและสังเกตสังคมมุสลิมในปัจจุบันแล้วจะพบว่า มีหลายสิ่งที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการละเลยในการละหมาดฟัรดู 5 เวลา ละเลยในการจ่ายซะกาต ละเลยต่อการอ่าน อัล-กุรอาน ละเลยต่อการศึกษาเรียนรู้ศาสนาทั้งภาคบังคับและความรู้เสริมทั่วๆไป ตลอดจน ละเลยต่อการทำความดีอื่นๆ แต่เมื่อเดือนรอมาฎอนมาถึง เราก็จะพบมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมากมายหลายเรื่องด้วยกัน เช่น 

           ♣ ก่อนเข้าเดือนรอมาฎอนเราจะพบว่าจำนวนผู้คนที่ไปละหมาดที่มัสยิดนั้นมีจำนวนน้อยมาก บางแห่งมีผู้มาละหมาดเพียงแค่แถวเดียว แต่พอเข้าเดือนรอมาฎอน แถวละหมาดกลับมีผู้คนมาละหมาดเพิ่มมากขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยทีเดียว 

           ♣ ก่อนเข้าเดือนรอมาฎอนอัล-กุรอานในมัสยิดหรือในบ้านของบรรดามุสลิม มีฝุ่นเกาะหนาแน่น เนื่องจากการละเลย ไม่เอาใจใส่ในการอ่านอัลกุรอาน แต่พอเข้าเดือนรอมาฎอน บรรดามุสลิมมากมายต่างให้ความสำคัญ และเอาใจใส่ในการอ่านอัลกุรอาน 

          ♣ ก่อนเข้าเดือนรอมาฎอนเราอาจจะไม่ค่อยได้พบเห็นมุสลิมผู้ศรัทธาที่ร่ำรวยบริจาคทานแก่คนยากจน ขัดสน แต่พอเข้าเดือนรอมาฎอนเราก็จะพบว่า บรรดามุสลิมผู้ศรัทธาที่มีความร่ำรวยต่างพากันบริจาคทานแก่คนยากจน ขัดสน เป็นต้น 

           สิ่งเหล่านี้บ่งบอกและสอนให้เราได้รู้ว่าสังคมมุสลิมที่ดีสามารถเกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่เรื่องที่เป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆ หากเพียงแค่มุสลิมพยายามนำเอาบทเรียนและสิ่งดีงามต่างๆในเดือนรอมาฎอนไปใช้ในชีวิตประจำวันของเขาในทุกๆวัน ทั้งในและนอกรอมาฎอน อินชาอัลลอฮ์ ภาพของสังคมมุสลิมอันเข้มแข็งก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมและสามารถเกิดขึ้นได้จริง

 

 

          จากข้อคิดและบทเรียนทั้ง 11 ข้อนี้จะเห็นได้ว่ารอมาฎอนเป็นสถาบันที่ดีงามและล้ำค่าอย่างยิ่งซึ่งมุสลิมเปรียบเสมือนนักศึกษาที่อยู่ในสถาบันแห่งนี้ คำถามที่อยากจะฝากไว้ให้คิดและตอบกับตัวเองก็มีอยู่ว่า... ช่วงระยะเวลาที่อยู่ในสถาบันแห่งนี้คุณตั้งใจเรียน พยายามศึกษาหาความรู้หรือไม่? ( คือพยายามตักตวงและทำความดีหรือไม่?) และคุณได้รับข้อคิดและบทเรียนจากสถาบันแห่งนี้มากน้อยเพียงใด? และเราเป็นนักศึกษาประเภทไหนในส ถาบันแห่งนี้? ...หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดเหล่านี้จะมีประโยชน์ให้กับทุกๆคนผู้สนใจที่จะศึกษาเข้ารับการอบรมในสถาบันรอมาฎอนอันทรงเกียรตินี้