ฮุกุมการจ่ายซากาต
  จำนวนคนเข้าชม  441


ฮุกุมการจ่ายซากาต 

 

เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

             หลักการอิสลามนั้นเป็นการที่นำมาซึงผลประโยชน์ของคนทุกชนชั้น อิสลามได้มาอุดช่องโหว่ระหว่างคนจนและคนรวย หลายๆอย่างที่อิสลามได้กำหนดเป็นข้อปฏิบัติสำหรับคนรวย และส่งผลดีงามถึงคนยากจน เช่น การเลี้ยงอาหาร การบริจาค การจ่ายซากาต 

 

          สำหรับการจ่ายซากาตนั้นได้ถูกกำหนดแก่กลุ่มคนที่ครอบครองทรัพย์ประเภทต่างๆ เขาจะต้องทำการจ่ายซากาตในทรัพย์สินของพวกเขา ตามที่บทบัญญัติไดกำหนดไว้ การจ่ายซากาตเป็นหนึ่งรุกุนอิสลามห้าประการ และถือว่าเป็นข้อบังคับสำหรับบุคคลที่อยู่ภายใต้เงื่อนที่บทบัญญัติกำหนดไว้ให้จ่ายซากาต 

 

หลักฐานจากอัลกุรอานที่ชี้ถึงการจ่ายซากาตว่ามีความจำเป็น

 

และพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจงชำระซะกาต และจงรุกัวะร่วมกับผู้รุกัวะทั้งหลาย(*1*)”

 

(1) ให้พวกเขาอยู่ในหมู่มุสลิม และทำละหมาดร่วมกัน

 

และจงพูดจาแก่เพื่อนมนุษย์อย่างดี และจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงชำระซะกาต

(อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ ๘๓ )

 

หลักฐานจากอัซซุนนะห์ 

 

عن عكرمة بن خالد أن رجلا قال لعبد الله بن عمر ألا تغزو؟ فقال إني سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلم يقول: «بُنِيَ الإِسْلاَمُ عَلَى خَمْسٍ: شَهَادَةِ أَن لاَّ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَّسُولُ اللَّهِ وَإِقَامِ الصَّلاَةِ وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ وَصَوْمِ رَمَضَانَ وَحَجِّ الْبَيْتِ». أخرجه البخاري

 

     มีรายงานจากท่านฮิกริมะฮฺ บิน คอลิด แท้จริงชายคนหนึ่งได้กล่าวแก่อับดุลลอฮฺ บิน ฮุมัร ท่านไม่ออกสงครามหรือ ?

     เขาได้ตอบว่า ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัมได้กล่าวว่า 

    “อิสลามตั้งอยู่บนห้าประการ คือ การกล่าวคำปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมูฮัมหมัด คือรอซูลของอัลลอฮฺ และการดำรงไว้ซึงการละหมาด การจ่ายซากาต การถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน และประกอบพิธีฮัจญ์

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

 นี่คือหลักฐานบางส่วนสำหรับการจ่ายซากาตจากอัลกุรอ่านและอัซซุนนะห์

 

ฮุกุมของผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายซากาต

 

สำหรับผู้ที่ไม่ยอมจ่ายซากาตนั้นมีอยู่สองสาเหตุด้วยกัน  

     สาเหตุที่หนึ่ง ที่ไม่จ่ายเพราะปฏิเสธฮุกุมเรื่องซากาตว่าเป็นสิ่งไม่จำเป็น หากเขามีความเชื่อเช่นนั้นก็ถือว่าตกศาสนา 

     สาเหตุที่สอง ที่ไม่จ่ายซากาตเนื่องจากตระหนี่ถี่เหนียว แต่ยังยอมรับว่าฮุกุมการจ่ายซากาตนั้นยังเป็นวาญิบจำเป็นสำหรับเขา ก็ถือว่าเขายังไม่ตกศาสนาตามทัศนะส่วนมากของนักวิชาการ แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านถือว่าตกศาสนาสำหรับการไม่จ่ายซากาตเพราะตระหนี่ถึงแม้จะยอมรับว่าการจ่ายซากาตจำเป็น

 

          ท่านเชค อิบนูอุซัยมีน รอฮิมาอุลลอฮฺ ได้กล่าวถึงการจ่ายซากาต มันคือฟัรฎูโดยมติของบรรดามุสลิม ดังนั้นใครปฏิเสธการจ่ายซากาตดังนั้นเขาได้ปฏิเสธ ยกเว้นในกรณีที่เขาปฏิเสธซากาตเนื่องจากเขาเพิ่งรับอิสลามใหม่ๆ หรือเขาได้เติบโตในชนบทที่ห่างไกลและขาดความรู้และไม่มีผู้รู้(คอยให้ความรู้) ในกรณีดังกล่าวถือว่าเขาได้รับการผ่อนปรน แต่จะต้องได้รับการให้ความรู้ และหากเขายังคงยืนกรานที่จะปฎิบัติเหมือนเดิมหลังจากที่ได้รับความรู้แล้ว แน่นอนอยู่ในสถานะปฏิเสธและตกศาสนา สำหรับผู้ที่ไม่จ่ายซากาตเนื่องจากความตระหนี่และการเพิกเฉย สำหรับประเด็นนี้บรรดาผู้มีความรู้ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป 

 

         โดยที่นักวิชาการบางส่วนมีทัศนะว่าแท้จริงผู้ที่ไม่จ่ายซากาตเนื่องจากเพิกเฉยและตระหนี่นั้น อยู่ในสถานะผู้ปฏิเสธ และจากบรรดาพวกเขาที่มีทัศนะดังกล่าว จากหนึ่งในสองสายรายงาน ก็คือท่านอิหม่ามอะหมัด รอฮิมาอุลลอฮฺ 

 

          และนักวิชาการบางส่วนมีทัศนะว่า ผู้ที่ไม่จ่ายซากาตเนื่องจากเพิกเฉยและตระหนี่นั้น ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ปฏิเสธ ถือว่าเป็นทัศนะที่ถูกต้อง แต่ถือว่าเขาได้ทำบาปที่ใหญ่มาก 

 

หลักที่ระบุว่าเขาไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ปฏิเสธ

 

حديث أبي هريرة رضي الله عنه أن النبي صلى الله عليه وسلم ذكر عقوبة مانع زكاة الذهب والفضة ، ثم قال : ( حتى يقضى بين العباد فيرى سبيله : إما إلى الجنة وإما إلى النار )

 

         หะดีษอบีฮุรอยเราะห์ รอฎิยัลลอฮูอันฮู แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวถึง การลงโทษผู้ที่ไม่จ่ายซากาตทองและเงิน หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า

จนกระทั่งมีการตัดสินระหว่างปวงบ่าว และเขาได้เห็นทางของเขาว่า จะไปสวรรค์หรือจะไปนรก

          และเมื่อเขาได้เห็นทางไปสวรรค์แท้จริงเขาไม่ได้เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เนื่องจากผู้ปฏิเสธไม่สามารถจะมองเห็นทางไปสวรรค์ได้ แต่ว่าผู้ที่ไม่จ่ายซากาตเนื่องจากความตระหนี่ และเพิกเฉย ถือว่าเป็นบาปใหญ่ซึงอัลลอฮฺได้กล่าวไว้ ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า 

 

          “และบรรดาผู้ที่ตระหนี่ในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาจากความกรุณาของพระองค์นั้น จงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่ามันเป็นการดีแก่พวกเขา หากแต่มันเป็นความชั่วแก่พวกเขา ซึ่งพวกเขาจะถูกคล้องสิ่งที่พวกเขาได้ตระหนี่มันไว้ในวันกิยามะฮ์

          และสำหรับอัลลอฮ์นั้น คือมรดกแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน

 

 

          “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! แท้จริงจำนวนมากมายจากบรรดานักปราชญ์ และบาดหลวงนั้นกินทรัพย์ของประชาชนโดยไม่ชอบและขัดขวาง(ผู้คน) ให้ออกจากทางของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน และไม่จ่ายมันในทางของอัลลอฮ์นั้น จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด

 

          “วันที่มันจะถูกเผาไฟนรกแห่งญะฮันนัม แล้วหน้าผากของพวกเขา และสีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน นี้แหละคือสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้ เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้นจงลิ้มรสสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด

(ซูเราะห์อัตเตาบะห์ ๓๔ /๓๕)

 

          ดังนั้นสมควรที่จะตักเตือนผู้ที่เพิกเฉยต่อการจ่ายซากาต และเตือนเขาให้นึกถึงความสำคัญของการจ่ายซากาต ตามตัวบทที่ปรากฏและได้สำทับโทษสำหรับผู้ที่ตระหนี่ไม่ยอมจ่ายซากาต 

 

والله أعلم.

 

จากหนังสือ มัจมูฮฺฟาตาวา เชคอุซัยมีนรอฮิมาอุลลอฮฺ