จะต้องเรียนเตาฮีด ไปถึงเมื่อไหร่ !
  จำนวนคนเข้าชม  539


จะต้องเรียนเตาฮีด ไปถึงเมื่อไหร่ !

 

 คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสั่งใช้เราให้มีความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะการยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นมะอฺศิยะฮฺ สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และจะเป็นแรงผลักดันให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นอิบาดะฮฺ สิ่งที่เป็นอะมัลศอและฮฺต่างๆ 

 

           ซึ่งผลของการที่เรามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ การที่เราได้ปกป้องตัวของเราเองให้รอดพ้นจากการถูกทรมานในกุบูร และปกป้องจากการถูกลงโทษในไฟนรกในวันกิยามะฮฺ สำหรับในโลกดุนยานี้ เราก็จะได้รับชีวิตที่ดีงาม และในโลกอาคิเราะฮฺเราก็จะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้น

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ พึงทราบไว้เถิดว่า คุฏบะฮฺวันศุกร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการละหมาดวันศุกร์ ดังนั้น ท่านพึงตั้งใจฟังและพินิจพิจารณาในสิ่งที่ท่านฟัง เมื่อท่านพินิจพิจารณาใคร่ครวญแล้วว่า สิ่งที่ท่านฟังนั้นเป็นเรื่องราวที่มีหลักฐานที่ถูกต้องตรงตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านพึงนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เต็มกำลังความสามารถ เพราะทุกสิ่งที่ท่านปฏิบัติในโลกดุนยานี้ จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับในโลกอาคิเราะฮฺ 

 

           ท่านพี่น้องครับ กรุณาปิดมือถือ หรือเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด และหยุดการพูดคุยกันในขณะที่อยู่ในช่วงของคุฏบะฮฺ และในขณะละหมาดนั้นท่านไม่สามารถที่จะพูดจาใดๆได้ทั้งสิ้น เพราะมันจะทำให้การละหมาดของท่านเสียและท่านต้องละหมาดใหม่ !

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ขอให้มุสลิมทุกคนได้ชุกูรฺ ได้ขอบคุณอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ได้ ประทานบะเราะกะฮฺ - ความจำเริญ ประทานเราะหฺมะฮฺ - ความเมตตา ที่ให้เราได้ดำเนินชีวิตอยู่ในอัลอิสลาม อันเป็นศาสนาที่พระองค์โปรดปรานและเลือกสรรให้แก่มนุษยชาติทั้งหมด คำว่ามนุษยชาติทั้งหมดหมายถึงมนุษย์ทุกๆคน พระองค์ประทานอัลอิสลามแก่มนุษย์ทุกๆคน ใครก็ตามที่ยอมรับเอาอัลอิสลามเป็นศาสนาของตัวเอง เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม เป็นผู้ศรัทธา ส่วนใครที่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับอัลอิสลามเป็นศาสนาของตัวเอง เขาก็ได้ชื่อว่า เป็นกาฟิรฺ เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา 

          และแน่นอน นอกจากอัลอิสลามแล้ว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงยอมรับศาสนาอื่นๆ อีกเป็นอันขาด ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอาละอิมรอน ส่วนต้นของอายะฮฺที่ 19 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

إِنَّ الدِّينَ عِندَ اللَّهِ الْإِسْلَامُ ۗ

แท้จริง ศาสนา อัลลอฮฺ คืออัลอิสลาม


บรรดาอุละมาอ์ของเราได้กล่าวไว้ว่า
อัลอิสลามคือ  الاستسلام لله بالتوحيد والانقياد له بالطاعة والبراءة من الشرك وأهله

          บรรดาอุละมาอ์ได้ให้ความหมายของ อัลอิสลาม ว่าหมายถึง การมอบตัวเราแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ด้วยการเตาฮีด ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเคารพภักดีต่อพระองค์ ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และเรายังต้องตัดขาดจากเรื่องของการชิริก และห่างไกลจากผู้กระทำชิริกด้วย

 

     จากความหมายของอัลอิสลามที่บรรดาอุละมาอ์ได้ให้ไว้ เราจะเห็นว่าประกอบไปด้วยหลักการ 3 ข้อ นั่นก็คือ

 

หลักการข้อที่หนึ่ง การมอบตัวเราแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาด้วยการเตาฮีด 

          คือ ให้เรายอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งกาย วาจา ใจด้วยการเตาฮีด การเตาฮีด คือ การมอบเอกภาพ มอบความเป็นหนึ่งเดียวในการเป็นพระเจ้าของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสร้างมนุษย์ทุกคน ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ทรงให้ชีวิต ผู้ทรงให้เสียชีวิต ผู้ประทานริสกี ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงอภิบาล ทรงบริหารจัดการ ทรงควบคุมโลกและจักรวาลนี้ทั้งหมด แต่เพียงพระองค์เดียว 

 

          ดังนั้น เมื่อทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างดังกล่าวนี้ พระองค์เท่านั้นย่อมทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง และผู้ที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีกรรมสิทธิ์ ย่อมมีความเหมาะสมที่สุดที่จะต้องได้รับการขอบคุณ ได้รับการสรรเสริญ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงจะต้องมอบการอิบาดะฮฺทั้งหมดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพื่อเป็นการขอบคุณพระองค์ เป็นการสรรเสริญพระองค์ และต้องไม่วิงวอนขอในเรื่องต่างๆ ที่เป็นเรื่องพ้นความสามารถของมนุษย์จะทำได้ จากสิ่งใดหรือจากผู้ใดทั้งสิ้น เราต้องไม่ยอมให้มีความเชื่อใดๆ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือคนหนึ่งคนใดมามีสถานะเป็นพระเจ้าคู่เคียงกับพระองค์อย่างเด็ดขาด 

  •  หากผู้ใดก็ตามที่ไม่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เขาก็คือผู้ที่หยิ่งยโสโอหัง ผู้โอ้อวด
  •  ส่วนผู้ใดก็ตามที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในขณะเดียวกันเขาก็ยกย่องสิ่งอื่น หรือยกย่องคนอื่นให้มีสถานะเป็นพระเจ้าคู่เคียงกับพระองค์ด้วย เขาก็จะถูกเรียกว่า พวกมุชริก
  •  แต่หากผู้ใดก็ตามที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียวเท่านั้น เขาจะถูกเรียกว่าอัลมุวะหฺฮิด (الموحد) “ ก็คือ อะฮฺลุตเตาฮีด ชนแห่งเตาฮีด 

          นี่คือคำอธิบายของอุละมาอ์ของเรา

 

หลักการข้อที่สอง ต้องเคารพภักดีต่อพระองค์ ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์

          จากความหมายของอัลอิสลามที่บรรดาอุละมาอ์ได้ให้ไว้ก็คือ เมื่อเรายอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทั้งกาย วาจา ใจโดยสิ้นเชิงแล้ว เราต้องเคารพภักดีต่อพระองค์ด้วยการเชื่อฟังพระองค์ด้วย เชื่อฟังในคำสั่งทั้งคำสั่งที่เป็นข้อสั่งใช้ และคำสั่งที่เป็นข้อสั่งห้าม อันไหนที่เป็นข้อสั่งใช้ให้ทำ ก็ให้ลงมือปฏิบัติตามข้อสั่งใช้นั้น อันไหนที่เป็นข้อสั่งห้าม ก็ต้องไม่เข้าใกล้ ต้องละเว้น ไม่ทำ และต้องพยายามที่จะไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์

 

หลักการข้อที่สาม ตัดขาดจากเรื่องของการชิริก และห่างไกลจากผู้กระทำชิริกด้วย

           ให้เราตัดขาดจากเรื่องของการชิริกและห่างไกลจากผู้กระทำชิริก นั่นก็คือ ให้เราออกห่าง ไม่เข้าใกล้ ไม่ทำการชิริกทุกรูปแบบ และอยู่ให้ไกลๆคนที่ทำชิริกด้วย หลักการของมุสลิมก็คือ ให้เชื่อมั่นว่าการชิริกคือความโกหกมดเท็จ และต้องตักฟีรต่อพวกมุชริกด้วย คือให้ถือว่าพวกมุชริกคือผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา มุสลิมต้องรักเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในเรื่องนี้ขอให้เราได้พิจารณาสิ่งที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลามได้ทำไว้เป็นแบบอย่างแก่เรา ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลมุมตะหินะฮฺ อายะฮฺที่ 4 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

قَدْ كَانَتْ لَكُمْ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ فِي إِبْرَاهِيمَ وَالَّذِينَ مَعَهُ إِذْ قَالُوا لِقَوْمِهِمْ إِنَّا بُرَآءُ مِنكُمْ وَمِمَّا تَعْبُدُونَ مِن دُونِ اللَّهِ

          “แน่นอน ได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน(ตัวของ)อิบรอฮีม และบรรดา(มุอ์มิน)ที่อยู่ร่วมกับเขา (คืออยู่ร่วมกับท่านนบีอิบรอฮีม) เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริง เราขอปลีกตัวจากพวกท่าน และสิ่งอื่นๆที่พวกท่านเคารพบูชาเป็นพระเจ้าคู่เคียงกับอัลลอฮฺ.....”

 

كَفَرْنَا بِكُمْ وَبَدَا بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةُ وَالْبَغْضَاءُ أَبَدًا حَتَّىٰ تُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَحْدَهُ

          “เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ(ศาสนาของ)พวกท่าน การเป็นศัตรูและการเกลียดชังกันระหว่างเรากับพวกท่านได้ปรากฎขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่)ตลอดไป จนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น

          ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลามเรียกร้องหมู่ชนของท่าน (ซึ่งเป็นหมู่ชนที่ทำชิริก และเคารพกราบไหว้รูปปั้นเป็นพระเจ้าคู่เคียงกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาองค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือเรียกร้องให้พวกเขามอบเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียว และตัดขาดจากการทำชิริกและผู้ที่ทำชิริกด้วย

 

          ดังนั้นเรื่องของเตาฮีดจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถือเป็นวิชา ๆหนึ่งที่เป็นฟัรฎูอีน ที่มุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ พร้อมทั้งทำความเข้าใจด้วย เพราะวิชาเตาฮีดเป็นหลักการสำคัญของหลักอะกีดะฮฺหรือหลักความเชื่อมั่นของอิสลาม เป็นรากฐานแห่งศาสนา เป็นรากฐานของวิชาการด้านต่างๆของอิสลาม เราอาจจะละเลย ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของเตาฮีดมากเท่าที่ควร เพราะเราอาจจะคิดว่า เราเป็นมุสลิมมาตั้งแต่เกิด เรากล่าวกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺอยู่เสมอ เราละหมาดฟัรฎูอยู่ทุกวันทุกคืน ถือศีลอดเราะมะฎอนอยู่ทุกปี ออกซะกาต ทำเศาะดะเกาะฮฺ ทำฮัจญ์ ทำอุมเราะฮ เป็นผู้ที่มีอีมานอยู่แล้ว จึงคิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีเตาฮีดอยู่ในหัวใจดีอยู่แล้ว

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ขอให้เราได้มาพิจารณาเรื่องๆหนึ่งที่ท่านชัยคฺศอลิหฺ บินอับดุลอะซีซ อาลุชชัยคฺ ซึ่งเป็นอุละมาอ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺยุคปัจจุบัน ท่านได้เล่าถึงรายงานๆหนึ่งที่อ้างอิงไปถึงท่านชัยคฺมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ซึ่งท่านเกิดในปีฮัจญฺเราะฮฺศักราชที่ 1115 ประมาณสามร้อยกว่าปีมาแล้ว ท่านชัยคฺมุฮัมมัด ได้ชื่อว่าเป็นอิมามแห่งการฟื้นฟูของอัลอิสลาม เพราะท่านต่อสู้ให้ผู้คนมีเตาฮีด ต่อสู้ให้ผู้คนละทิ้งชิริก ละทิ้งบิดอะฮฺ

          เรื่องที่รายงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆของการดะอฺวะฮฺของท่านชัยคฺมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ขณะที่ท่านชัยคฺมุฮัมมัด กำลังสอนลูกศิษย์ของท่านนั้น ลูกศิษย์ของท่านก็ได้กล่าวขึ้นว่า

          โอ้ท่านชัยคฺครับ เราได้ร่ำเรียนเรื่องของอะกีดะฮฺ แล้วก็เรียนเรื่องของเตาฮีด เราเรียนเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว เราจะต้องเรียนเรื่องของเตาฮีด เรียนเรื่องของอะกีดะฮฺไปอีกนานเท่าไร ? เราอยากจะเรียนเรื่องฟิกฮ์ อยากจะเรียนเรื่องอื่นๆบ้าง อยากจะเพิ่มพูนความรู้ไปยังวิชาด้านอื่นๆของอิสลามบ้าง

          ท่านชัยคฺมุฮัมมัดฯจึงได้บอกกับลูกศิษย์ของท่านว่าขอให้ฉันได้ไตร่ตรองก่อนเถิด(ว่าจะสอนวิชาอื่นๆเมื่อไหร่ดี)”

          ครั้นวันรุ่งขึ้น เมื่อลูกศิษย์เห็นสีหน้าของท่านชัยคฺ ก็ได้ถามท่านชัยคฺว่าท่านชัยคฺครับ มีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านไม่สบายใจหรือ ( ท่านจึงมีสีหน้ากังวลเช่นนี้ )?”

          ท่านชัยคฺมุฮัมมัด ฯจึงได้ตอบว่าฉันเพิ่งได้รับทราบข่าวที่ทำให้ฉันไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ฉันได้ทราบข่าวว่า มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งที่เมืองอัด-ดัรรียะฮฺ ลูกชายของครอบครัวนี้เขาได้หมั้นแล้ว แต่เขากลับไปมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของเขา” 

          และท่านชัยคฺมุฮัมมัดฯได้กล่าวว่าเราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อการกระทำที่ชั่วร้ายที่ได้ยินมานี้

          เมื่อลูกศิษย์ได้ยินดังนั้นก็พูดว่าเราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ เรื่องที่ชั่วร้ายนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เราจะไปตรวจสอบเรื่องนี้ว่า เรื่องราวมันเป็นอย่างไร ?”

          เมื่อลูกศิษย์ได้เดินทางไปยังครอบครัวนั้น และตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงกลับมาพบกับท่านชัยคฺมุฮัมมัด ฯด้วยความยินดี สบายใจในสิ่งที่เขาพบมา ลูกศิษย์บอกว่าท่านชัยคฺครับ อัลลอฮฺได้ทรงนำข่าวดีมาให้ท่านแล้ว ขอท่านจงสบายใจเถิด เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อย่างที่ท่านชัยคฺได้ยินมา ความจริงเรื่องก็มีว่า คนเป็นแม่กำลังป่วยอยู่ที่บ้าน มีคนบางคนได้บอกให้คนในครอบครัวนี้ เชือดแกะที่ธรณีประตู แล้วก็ให้เอาเลือดของแกะชโลมธรณีประตู เพราะเชื่อว่าการทำอย่างนี้ จะรักษาคนเป็นแม่ที่กำลังป่วยอยู่ให้หายป่วย หายเจ็บไข้ได้

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ จงพิจารณาคำพูดตรงนี้ เมื่อลูกศิษย์ทราบข่าวที่ชั่วร้ายว่าลูกชายได้มีเพศสัมพันธ์กับแม่ของตนเอง พวกเขามีความไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อทราบข่าวว่าเรื่องไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็มีความสบายใจ ในขณะที่พวกเขาพบว่าผู้คนได้มีความเชื่อในการนำแกะมาเชือดที่ธรณีประตู แล้วนำเลือดมาชโลมที่ธรณีประตู โดยที่มีความเชื่อว่า การทำสิ่งนี้จะทำให้หายป่วย หายเจ็บไข้ได้ คิดว่าการทำอย่างนี้จะรักษาความชั่วร้ายได้ ลูกศิษย์กลับไม่รู้สึกอะไรเลย มองเห็นแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งๆที่การทำเช่นนี้มันก็คือ การทำชิริกนั่นเอง นั่นแสดงว่า ถึงแม้ว่าลูกศิษย์นี้จะเรียนอะกีดะฮฺ เรียนเตาฮีดมาอย่างมากมายแล้ว แต่ปรากฏว่าเตาฮีดไม่ได้หยั่งรากลงไปในหัวใจของลูกศิษย์เลย

 

          จงมาพิจารณาตัวเราดูว่า เตาฮีดได้ฝังรากลงไปในหัวใจของเราแล้วหรือยัง ! หัวใจของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเราได้ซึมซับในเรื่องของเตาฮีดดีแล้วหรือยัง ! เราได้เรียนรู้ ได้ทำความเข้าใจในเรื่องของเตาฮีดเป็นอย่างดีแล้วหรือยัง ! ได้ปฏิบัติในเรื่องของเตาฮีดอย่างดีแล้วหรือยัง ! เมื่อเรามองออกไปในสังคมรอบ ๆตัวเรา ในขณะที่เราเห็นคนเล่นการพนัน เราไม่สบายใจ เราได้มีการห้าม มีมาตรการห้ามคนเล่นการพนัน หรือเมื่อทราบข่าวคนทำซินา เราไม่สบายใจ เรามีมาตรการห้ามเรื่องของการดื่มของมึนเมา ห้ามเรื่องผิดบาปทั้งหลาย 

 

          แต่พอเราเห็นคนทำบิดอะฮฺ เห็นคนทำชิริก เห็นโดมถูกสร้างอยู่เหนือกุบูร ทำกุบูรให้เป็นมัสยิด เห็นคนทำเรื่องบิดอะฮฺ เห็นคนทำเรื่องของชิริกอีกมากมาย เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลย เราอยู่เฉย ไม่มีการห้ามตัวเอง ไม่มีการห้ามปรามผู้อื่น ไม่มีมาตรการอะไรออกมาเพื่อห้ามการกระทำเหล่านั้น ...หากเราเป็นอย่างนี้ ก็เสมือนว่าเตาฮีดยังไม่ได้หยั่งรากลงไปในหัวใจของเราเช่นกัน

 

          เราสามารถแยกแยะ หรือลำดับความสำคัญของบาปแต่ละอย่างได้ไหมว่า บาปไหนสำคัญกว่าบาปไหน บาปไหนที่เราทำแล้ว ทำให้เตาฮีดของเราเสียหาย ...การทำซินา การเล่นการพนัน การดื่มสิ่งมึนเมา การทำชิริก สิ่งต่างๆเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของบาปใหญ่ ที่มีบทลงโทษ การทำบาปทุกชนิด หากเราได้ทำลงไป แล้วเราสำนึกตัวว่าเราทำผิด แล้วเราก็ขออภัยโทษ ขอเตาบะฮฺตัวต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างจริงใจ อย่างจริงจัง อย่างมุ่งมั่นครบหลักการของการเตาบะฮฺตัว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงอภัยบาปนั้นให้แก่เราทั้งหมด 

          แต่บาปใหญ่ เช่น เรื่องของการทำซินา เรื่องของการเล่นการพนัน ดื่มของมึนเมา ถือเป็นมะอฺศิยะฮฺ บาปที่เป็นความชั่วเฉพาะตัว เมื่อเราทำ เราก็มีความผิด หากเราไม่ได้ขออภัยโทษ ไม่ได้ทำการเตาบะฮฺตัวก่อนที่เราจะเสียชีวิต ในโลกอาคิเราะฮฺเราก็ต้องไปรับโทษในความผิดความบาปที่เราทำไว้จนหมดสิ้นก่อน เราจึงจะได้เข้าสวรรค์ หากเราเป็นผู้ที่มีอีมานต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา 

          ส่วนในโทษของบาปใหญ่ที่เป็นเรื่องของการทำชิริก เรื่องของบิดอะฮฺบางเรื่องที่นำไปสู่การเสียอีมาน หากเราทำแล้ว เราไม่ได้รู้สำนึกตัวว่าทำผิด ไม่ได้ขออภัยโทษ ไม่ได้ขอเตาบะฮฺตัวก่อนที่เราจะเสียชีวิต ในโลกอาคิเราะฮฺเราจะไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเลย

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ตัวของเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา สังคมของเราต้องรู้จักเรื่องของเตาฮีดก่อนเป็นลำดับแรก การมีเตาฮีด มีความเข้าใจในเรื่องของเตาฮีดอย่างดีจะเกิดผลดีแก่เราอย่างไรบ้าง จากอัลกุรอานและอัลหะดีษสรุปผลดีของการมีเตาฮีดที่ถูกต้องได้ว่า ทรัพย์สมบัติของเรา เลือดเนื้อของเราจะถูกห้าม (จากการถูกทำร้าย) และจะได้รับการปกป้อง จะทำให้เรารอดพ้นจากการถูกลงโทษจากไฟนรกในวันกิยามะฮฺ และได้เข้าสวรรค์ การงานและอิบาดะฮฺต่างๆของคนที่มีเตาฮีดที่ถูกต้อง จะได้รับการตอบแทน ได้รับรางวัลตอบแทน ได้รับการดำรงชีวิตที่ดี จะมาลบล้างความผิดให้แก่เรา

          ส่วนอันตรายจากการไม่รู้เรื่องของเตาฮีดที่ถูกต้อง หรือปฏิบัติในเรื่องของเตาฮีดไม่ถูกต้อง ก็คือทำให้เราไม่รู้จักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาผู้ทรงสร้าง ทำให้การงานของเรา อิบาดะฮฺของเราที่ตั้งใจทำก็จะเป็นโมฆะ ไม่ได้รับรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ได้รับการอภัยโทษ จะถูกห้ามจากการเข้าสวรรค์ และต้องลงนรกตลอดกาลแม้จะมีชิริกอยู่เพียงนิดเดียวก็ตาม

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ เมื่อเตาฮีดมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเราทุกคนที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดหลักอะกีดะฮฺหรือมีความเชื่อมั่นศรัทธาที่ถูกต้อง และยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างสิ้นเชิง อันจะทำให้หลักการศรัทธาและการปฏิบัติตัวได้ตั้งมั่นอยู่บนทางนำที่ถูกต้อง เป็นผลให้ได้รับชีวิตที่ดีงามทั้งในโลกดุนยานี้และโลกอาคิเราะฮฺ

 

          สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงช่วยเหลือเราในการเป็นบ่าวที่มีเตาฮีดที่ถูกต้องต่อพระองค์ และทรงโปรดให้เราเป็นผู้ที่มีอิคลาศในการงาน ในอิบาดะฮฺทั้งหมด ขอพระองค์โปรดให้เราได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเตาฮีดอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตนอย่างดีงามเพื่อจะได้ดำรงตนให้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง และห่างไกลจากแนวทางที่หลงผิด ขอให้เราได้ยึดมั่นในหลักการศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเหนียวแน่น อย่างมั่นคง และเสียชีวิตในสภาพที่นอบน้อมยอมจำนนต่อพระองค์โดยสิ้นเชิง

 

อัลกุรอานซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 165 ความว่า

 

และบรรดามนุษย์นั้น มีผู้ที่ยึดถือบรรดาภาคีอื่นๆเป็นพระเจ้าคู่เคียงกับอัลลอฮฺ

ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮฺ

แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮฺมากยิ่งกว่า

และหากบรรดาผู้อธรรมจะได้เห็น ขณะที่พวกเขาเห็นการลงโทษอยู่นั้น

(แน่นอนพวกเขาจะต้องตระหนักดีว่า) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงลงโทษที่รุนแรงยิ่งนัก

 

 

( คุฏบะฮฺวันศุกร์ มัสยิดดารุลอิหฺซาน บางอ้อ )