อัลกะบะอ์กับอัศฮาบิลฟีล
  จำนวนคนเข้าชม  291

อัลกะบะอ์กับอัศฮาบิลฟีล 

คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะการยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นเรา ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นมะอฺศิยะฮฺ สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติศาสนา และมันก็จะเป็นแรงผลักดันเราให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นอะมัลศอและฮฺต่างๆ ซึ่งผลของการที่เรามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ ชีวิตที่ดีงามที่เราจะได้รับในโลกดุนยานี้ และการที่เราได้ปกป้องตัวของเราเองให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษในไฟนรก และได้รับรางวัลตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้นในโลกอาคิเราะฮฺ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะฮฺที่ 96 – 97 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

إِنَّ أَوَّلَ بَيْتٍ وُضِعَ لِلنَّاسِ لَلَّذِي بِبَكَّةَ مُبَارَكًا وَهُدًى لِّلْعَالَمِينَ 

แท้จริงบ้านหลังแรกที่ถูกก่อตั้งขึ้นสำหรับมนุษยชาติ(เพื่อการอิบาดะฮฺ)นั้น คือบ้านที่บักกะฮฺ(ก็คือบ้านที่มักกะฮฺ)

ซึ่งได้รับความจําเริญ และเพื่อเป็นทางนำแก่ประชาชาติทั้งหลาย

 

فِيهِ آيَاتٌ بَيِّنَاتٌ مَّقَامُ إِبْرَاهِيمَ ۖ وَمَن دَخَلَهُ كَانَ آمِنًا ۗ وَلِلَّهِ عَلَى النَّاسِ حِجُّ الْبَيْتِ مَنِ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلًا ۚ وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ اللَّهَ غَنِيٌّ عَنِ الْعَالَمِينَ

          “ในบ้านนั้น มีสัญญาณต่างๆที่ชัดแจ้ง (ส่วนหนึ่งนั้น)คือมะกอมอิบรอฮีม (หมายถึงรอยเท้าหรือจุดที่ยืนของท่านนบีอิบรอฮีม) และผู้ใดได้เข้าไปในบ้านนั้น เขาก็เป็นผู้ที่ได้รับความปลอดภัย และสิทธิของอัลลอฮฺที่ทรงมีต่อมนุษย์นั้น คือการ(ให้มนุษย์)มุ่งสู่บ้านหลังนั้น อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้(ก็คือได้ไปทำหัจญ์และอุมเราะฮฺ) และผู้ใดปฏิเสธ(ในเรื่องนี้) แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงพึ่งพาประชาชาติทั้งหลาย

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย บ้านที่มักกะฮฺ หมายถึง กะอฺบะฮฺหรือบัยตุลลอฮฺบ้านของอัลลอฮฺซึ่งก็คือมัสยิดอัลหะรอม จากอายะฮฺดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงยอมรับและอนุมัติให้กะอฺบะฮฺหรือบัยตุลลอฮฺเป็นบ้านของพระองค์ มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลามตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เมื่อประมาณ 900 ปีก่อนการมาของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม และถูกสร้างอยู่ในผืนแผ่นดินของนครมักกะฮฺ ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าอุมมุลกุรอ

         และถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะถูกสร้างในสถานที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย เป็นทะเลทราย แต่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็ได้ทรงจัดหาปัจจัยยังชีพที่ดีที่สุดให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆบ้านของพระองค์ พระองค์ได้ประทานความเมตตาให้แก่ผู้ที่มาพำนักอยู่ในอาณาบริเวณนั้น ให้มีแต่ความผาสุก ความศานติ ความปลอดภัย ได้รับความจำเริญเป็นพิเศษจริงๆมากกว่าสถานที่อื่นใดในโลกนี้ทั้งหมด เป็นศูนย์รวมของประชาชาติมุสลิม เป็นสถานที่ที่มีความจำเริญในทุกๆด้าน เป็นศูนย์รวมของเครื่องอุปโภคบริโภค ศูนย์รวมของสินค้านานาชนิดจากทั่วโลก เพราะจะมีมุสลิมจากทั่วโลกมายังสถานที่นี้ พวกเขาก็จะนำสิ่งต่างๆมาแลกเปลี่ยนกัน นำมาซื้อขาย นำมาบริจาค นำมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

          และสถานที่นี้ยังเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติอิบาดะฮฺของบรรดามุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบพิธีหัจญ์ การทำอุมเราะฮฺ ที่บรรดามุสลิมทั่วโลกจะต้องมุ่งมายังสถานที่แห่งนี้ การละหมาดที่ต้องผินหน้ามายังสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม พวกเขาก็ต้องผินหน้ามายังสถานที่นี้ นอกจากนี้ บัยตุลลอฮฺยังเป็นศูนย์กลางที่ชี้นำไปสู่ทางที่ถูกต้องให้แก่ประชาชาติทั้งหลาย

 

        เมื่อผู้คนเดินทางมาประกอบพิธีหัจญ์ เมื่อถึงวันที่ 9 ของเดือนซุลหิจญะฮฺ พวกเขาจะเดินทางไปวุกูฟที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ ส่วนคนที่ไม่ได้ไปทำหัจญ์ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บอกให้พวกเขาถือศีลอดสุนัตวันอะเราะฟะฮฺ ดังอัลหะดีษในบันทึกของอิมามมุสลิม จากรายงานของท่านอบูเกาะตาดะฮฺ อัลอันศอรีย์เล่าว่า ท่านนบี  ถูกถามเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้ไปทำหัจญ์ ท่านนบี  ได้ตอบว่า

وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المَاضِيَّةَ وَاليَاقِيَّةَ

ให้ถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ อัลลอฮฺจะทรงอภัยความผิดให้แก่เขาในปีที่ผ่านมาและในปีถัดไป

 

          ในหะดีษใช้คำว่า صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَใครที่ถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺท่านนบี  ไม่ได้ใช้ให้ถือศีลอดวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ แต่ให้ถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺซึ่งมันก็จะไปตรงกับวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ แล้วหลังจากวันนั้นจึงตามด้วยวันอีดิลอัฎฮา เป็นวันนะหฺริ يوم النحر วันเชือด สิ่งที่เรารับรู้กันก็คือ อะเราะฟะฮฺมีที่เดียวคือที่มักกะฮฺ ดังนั้นการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺจึงต้องตามวันอะเราะฟะฮฺที่มักกะฮฺ อันเป็นสถานที่ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงบอกไว้ว่ามีความจำเริญและเป็นทางนำสำหรับประชาชาติทั้งหลาย วันเข้าเราะมะฎอนหรือออกเราะมะฎอน อาจจะไม่ตรงกันก็ได้ แต่วันอะเราะฟะฮฺให้ตรงกับวันที่ฮุจญาตวุกูฟกันที่อะเราะฟะฮฺ

 

         ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลอันกะบูต อายะฮฺที่ 67 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า 

أَوَلَمْ يَرَوْا أَنَّا جَعَلْنَا حَرَمًا آمِنًا وَيُتَخَطَّفُ النَّاسُ مِنْ حَوْلِهِمْ ۚ أَفَبِالْبَاطِلِ يُؤْمِنُونَ وَبِنِعْمَةِ اللَّهِ يَكْفُرُونَ

          “พวกเขา(หมายถึงบรรดาผู้ปฏิเสธ)ไม่เห็นหรอกหรือ มองไม่ออกหรอกหรือ ไม่ได้พินิจพิจารณาหรอกหรือว่า เรา(คืออัลลอฮฺ)ได้กำหนดให้เขตหวงห้ามนั้น (หมายถึงนครมักกะฮฺ)حَرَمًا หะเราะมันก็คือหะรอม ( คือเขตที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกำหนดให้เป็นเขตหวงห้าม ห้ามทำชิริก ห้ามทำมะอฺศิยะห์ ห้ามคิดไม่ดี แม้แต่คิด แม้แต่นึกก็ไม่ได้ ) เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย ทั้งๆที่ผู้คนที่อยู่โดยรอบเขตหวงห้ามนั้นต่างุถูกฉกไปอย่างเร็วَيُتَخَطَّفُ ยุตะค็อฏฏ็อฟคือถูกนำไปอย่างเร็ว ..ถูกจับไปฆ่า ถูกจับไปเป็นเชลย ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ ถูกลักพาตัว ถูกนำไปขาย แล้วพวกเขาก็ยังจะศรัทธาต่อสิ่งที่มันเป็นเท็จ แล้วก็ปฏิเสธความโปรดปรานจากอัลลอฮฺอย่างนั้นหรือ ?”

 

          นั่นก็คือผู้คนที่อยู่รอบๆนครมักกะฮฺนั้นต่างโดนอันตรายทุกรูปแบบ แต่นครมักกะฮฺนั้นกลับปลอดภัย นครมักกะฮฺเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลหะรอม นครมักกะฮฺจึงได้รับการคุ้มครองให้เป็นเขตหะรอม เป็นเขตห้ามทำชั่วทุกรูปแบบ ห้ามทำการละเมิดบทบัญญัติของพระองค์โดยเด็ดขาด ดังนั้นในนครมักกะฮฺ ถ้าใครไปก่อเหตุร้าย มีการกระทำที่ไม่ดี หรือแม้แต่มีเนียตที่ไม่ดี ก็มีสิทธิหายนะได้ เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลหัจญ์ ตอนท้ายของอายะฮฺที่ 25 ว่าۚ

 وَمَن يُرِدْ فِيهِ بِإِلْحَادٍ بِظُلْمٍ نُّذِقْهُ مِنْ عَذَابٍ أَلِيمٍ

          “ผู้ใดก็ตามที่มีความปรารถนาในที่นั้น (หมายถึงในมัสยิดอัลหะรอม) ที่จะสร้างความเดือดร้อน กระทำการที่ออกนอกบทบัญญัติศาสนาด้วยการซ่อเล็ม (ทำชั่ว ทำสิ่งที่ไม่ดี) เรา(คืออัลลอฮฺ)จะให้เขาได้ลิ้มรสอะซาบ(การลงโทษ)อันเจ็บแสบยิ่ง

 

         นั่นคือใครต้องการที่จะละเมิดสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกำหนดไว้ ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระองค์ ก่ออธรรมให้กับตัวเองโดยทำให้ตัวเองต้องโดนอะซาบ ด้วยการละเมิด ดื้อดึง ฝ่าฝืนบทบัญญัติศาสนา อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะทรงให้คนชนิดนั้นได้รับอะซาบ ได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบยิ่ง ดังเช่นเรื่องของอัศฮาบุลฟีล أَصْحَابِ الْفِيلِ เจ้าของช้างที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลฟีล ซึ่งมีอยู่ 5 อายะฮฺ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

أَلَمْ تَرَ كَيْفَ فَعَلَ رَبُّكَ بِأَصْحَابِ الْفِيلِ ( 1 )

          “เจ้า(หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด แต่ความหมายรวมถึงประชาชาติของท่านนบีทั้งหมด)ไม่เห็นหรอกหรือ (ถึงสิ่งที่บรรดาเจ้าของช้างได้กระทำลงไป โดยที่พวกเขามีความต้องการจะทำลายล้างกะอฺบะฮฺของอัลลอฮฺ) แล้วพระเจ้าของเจ้าได้กระทำกับบรรดาเจ้าของช้างอย่างไร ?” 

أَلَمْ يَجْعَلْ كَيْدَهُمْ فِي تَضْلِيلٍ ( 2 )

          “พระองค์ไม่ได้ทรงทำให้แผนการของพวกเขาล้มเหลวหรอกหรือ?”

وَأَرْسَلَ عَلَيْهِمْ طَيْرًا أَبَابِيلَ ( 3 )

          และ(พระองค์)ได้ทรงส่ง(ฝูงนก)อะบาบีลจำนวนมากมายมายังพวกเขา

تَرْمِيهِم بِحِجَارَةٍ مِّن سِجِّيلٍ ( 4 )

          “มัน(ฝูงนก)ได้ขว้างพวกเขาด้วยหินที่เกิดจากดินแข็ง (ชึ่งมาจากส่วนลึกของนรก)

فَجَعَلَهُمْ كَعَصْفٍ مَّأْكُولٍ ( 5 ) 

          “แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นใบไม้ที่ถูก (สัตว์) กิน

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เรื่องราวของอัศฮาบุลฟีล หรือเรื่องของเจ้าของช้างตามที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงบอกไว้ในซูเราะฮฺอัลฟีลนี้ เป็นเรื่องราวที่เป็นที่ทราบกันอย่างดีในหมู่ชาวอาหรับ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเกิด เรื่องของเจ้าของช้างตามที่นักประวัติศาสตร์เห็นพ้องกันโดยสรุปมีว่า

 

          เมื่อกษัตริย์ยิวผู้เป็นมุชริก กล่าวกันว่าชื่อซีนุวาส ที่ปกครองยะมัน เขาได้ก่ออธรรมกับบรรดาผู้ศรัทธาจนเกิดเป็นเรื่องราวของอัศฮาบุลอุคดู๊ดนั้น (ตามที่ได้เล่าไปในคุฏบะฮฺครั้งก่อน) กษัตริย์นะญาซีย์แห่งฮะบะชะฮฺ (คืออบิสสิเนียหรือเอธิโอเปีย) ซึ่งเป็นชาวนะศอรอจึงได้ส่ง อับรอฮะฮฺ อัลอัชร็อม ซึ่งเป็นชาวนะศอรอมาปราบกษัตริย์ซีนุวาส จนกระทั่งกษัตริย์ซีนุวาสหนีกระเจิดกระเจิงไปทางทะเล เกิดคลื่นลมแรงในท้องทะเลจนเรือของกษัตริย์ซีนุวาสอัปปางจนสิ้นชีวิตในครั้งนั้น แล้วอับรอฮะฮฺก็ได้ปกครองยะมัน  

          และเพื่อต้องการเอาอกเอาใจกษัตริย์นะญาซีย์ อับรอฮะฮฺจึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นหลังหนึ่งในยะมัน มอบให้เป็นอนุสรณ์แก่กษัตริย์นะญาซีย์ แล้วก็ประกาศให้ชาวอาหรับทั้งหลายที่เคยไปประกอบพิธีหัจญ์ที่อัลกะอฺบะฮฺ ให้ไปประกอบพิธีหัจญ์ที่โบสถ์ของตนแทน ทำให้ชาวอาหรับที่ยกย่องว่าอัลกะอฺบะฮฺเป็นบ้านของอัลลอฮฺ รู้สึกไม่พอใจและแค้นเคืองมาก จนกระทั่งมีผู้เข้าไปลอบทำสิ่งไม่ดี สิ่งสกปรกในโบสถ์นั้น และในที่สุดก็ได้ลอบเข้าไปวางเพลิงจนโบสถ์กลายเป็นเถ้าธุลี ทำให้อับรอฮะฮฺโกรธมาก และเชื่อว่าผู้ที่กระทำการเช่นนี้ต้องเป็นผู้ที่ยกย่องอัลกะอฺบะฮฺอย่างแน่นอน เขาจึงยกกองทัพที่มีทหารมากมายพร้อมทั้งกำลังช้างสารอันทรงพลังจำนวนหนึ่ง มุ่งมายังนครมักกะฮฺเพื่อต้องการทำลายอัลกะอบะฮฺให้สิ้นซาก

          เมื่ออับรอฮะฮฺยกทัพมาถึงอัลมุฆ็อมมัส อันเป็นสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้กับนครมักกะฮฺ อับรอฮะฮฺก็ได้ส่งทูตไปยังชาวมักกะฮฺ แจ้งให้ทราบว่า ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะมาทำสงครามกับชาวมักกะฮฺ หากแต่มาเพื่อทำลายอัลกะอฺบะฮฺเท่านั้น อับดุลมุฏเฏาะลิบซึ่งเป็นปู่ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (ซึ่งขณะนั้น ท่านนบียังไม่เกิด) ปู่ของท่านนบีเป็นผู้นำของชาวกุเรชซึ่งทำหน้าที่ดูแลอัลกะอฺบะฮฺอยู่ มีความประสงค์อยากจะไปพบกับอับรอฮะฮฺด้วยตนเอง จึงได้รับเชิญให้ไปพบกับอับรอฮะฮฺ

         เมื่อเผชิญหน้ากับอับรอฮะฮฺ แทนที่อับดุลมุฏเฏาะลิบจะขอร้องให้อับรอฮะฮฺเลิกล้มความตั้งใจที่จะทำลายอัลกะอฺบะฮฺ กลับมาขอให้อับรอฮะฮฺคืนอูฐของท่านจำนวน 200 ตัวที่ทหารของอับรอฮะฮฺจับไป ทำให้อับรอฮะฮฺแปลกใจมาก และมองท่านว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว

         อับรอฮะฮฺได้ถามอับดุลมุฏเฏาะลิบว่า ทำไมท่านจึงไม่คิดที่จะปกป้องอัลกะอฺบะฮฺที่พวกท่านยกย่อง หรือไม่ก็มาเจรจาให้ยกเลิกการทำลายล้างกะอฺบะฮฺ แต่กลับมาเจรจาขออูฐคืน

          อับดุลมุฏเฏาะลิบจึงตอบว่า ฉันมีสิทธิเป็นเพียงเจ้าของอูฐเท่านั้น ฉันจึงเจรจาขออูฐคืน ส่วนอัลกะอฺบะฮฺนั้นมีเจ้าของคอยคุ้มครองอยู่แล้ว ฉันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเจรจากับท่านได้ เพราะถึงอย่างไรเจ้าของอัลกะอฺบะฮฺก็จะต้องยับยั้งขัดขวางผู้ที่จะเข้ามาทำลาย หรือเข้ามารุกรานอยู่แล้ว

          อับรอฮะฮฺได้ฟังก็ตอบไปว่า ไม่มีใครที่จะสามารถมายับยั้งฉันได้หรอก แต่อับรอฮะฮฺก็รู้สึกยินดีที่จะไม่มีการขัดขวางในการกระทำของเขาในครั้งนี้ แล้วเขาก็คืนอูฐ 200 ตัวให้อับดุลมุฏเฏาะลิบไป

          ครั้นเมื่ออับดุลมุฏเฏาะลิบเดินทางกลับถึงมักกะฮฺก็ได้ประกาศให้ประชาชนออกไปอยู่บนภูเขาซึ่งอยู่รอบๆอัลกะอฺบะฮฺ ส่วนตัวท่านเองได้เข้าไปที่อัลกะอฺบะฮฺด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา ท่านได้ร้องไห้และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้ทรงคุ้มครองปกป้องรักษาอัลกะอฺบะฮฺไว้ ท่านได้กระทำเช่นนี้อยู่ครู่ใหญ่แล้วท่านก็ผละจากไป 

          ครั้นพอวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดเวลาที่อับรอฮะฮฺจะยกทัพเข้ามาทำลายอัลกะอฺบะฮฺนั้น ปรากฏว่าช้างนำที่มีชื่อว่า มะฮฺมูด มันไม่ยอมทำหน้าที่นำทัพเข้ามักกะฮฺ แม้ว่ามันจะถูกสับขอหนักอย่างไร มันก็ไม่ยอมไป แต่เมื่อให้มันบ่ายหน้าไปยังยะมัน มันก็จะรีบไปทันที

          ในระหว่างที่กำลังชุลมุนกันอยู่นั้นเอง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลากลางคืน ทางทิศด้านฝั่งทะเลปรากฏว่ามีฝูงนกบินมาเป็นกลุ่มๆฝูงใหญ่ เป็นฝูงนกอะบาบีล ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครเคยเห็นพวกมันมาก่อน และหลังจากนั้น ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นพวกมันอีกเลย 

          ที่ปากของพวกมันจะคาบหิน ที่เท้าทั้งสองของมันก็คีบหินมาด้วย หินนี้ทำมาจากดินแข็งที่มาจากสุดก้นบึ้งของนรก มีความร้อนกรุ่นด้วยไฟจากนรก ความแข็งของมันเปรียบเสมือนลูกกระสุนที่สามารถยิงเจาะเข้าร่างกายได้ และมันเป็นหินชนิดเดียวกับที่เคยถูกส่งลงมาทำลายล้างประชาชาติของท่านนบีลูฏ อะลัยฮิสสลาม

           ฝูงนกอะบาบีล ซึ่งเป็นพลทหารของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้เข้าโจมตีกองทัพของอับรอฮะฮฺอย่างหนักหน่วง พวกมันโฉบลงบนศีรษะพร้อมกับปล่อยหินลงใส่ทหารเหล่านั้นจนทำให้กองทัพของอับรอฮะฮฺแตกกระเจิงอย่างสิ้นท่า ทหารล้มตายกันระเนระนาด ทหารบางส่วนพยายามหนีเอาตัวรอด แต่ก็หนีไม่พ้น หนีไปทางไหนก็จะเจอฝูงนกบินโฉบ โปรยหินเข้าใส่ ทำให้ทหารของอับรอฮะฮฺดิ้นพรวดพราดด้วยความเจ็บปวด และล้มตายอย่างทุกข์ทรมาน

          แผนการร้ายของอับรอฮะฮฺล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และจบลงอย่างเจ็บแสบ อับรอฮะฮฺถูกนกโปรยหินเข้าใส่ ตัวเขาและทหารไม่กี่คนได้เผ่นหนีกลับไปยะมัน ระหว่างทางก็ล้มเจ็บเพราะพิษจากหิน เนื้อหนังเริ่มเปื่อยยุ่ย หลุดเป็นชิ้นๆ พวกเขาพยายามกระเสือกกระสนไปจนถึงเมืองศอนอาอ์ เมืองหลวงของยะมัน และสุดท้ายก็จบชีวิตที่นั่น

 

          เรื่องราวดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของอัลกะฮบะฮฺ หรืออัลบัยตุลลอฮฺ หรือมัสยิดอัลหะรอมว่าเป็นสถานที่ที่มีความประเสริฐ เป็นสถานที่ที่มีความยิ่งใหญ่ มีความปลอดภัย เป็นสถานที่ที่เป็นทางนำแห่งมนุษยชาติ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ทรงตอบโต้การกระทำของผู้ที่มาอธรรม มาทำไม่ดีกับอัลกะอฺบะฮฺและบรรดาผู้ศรัทธาอย่างเจ็บแสบ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย นั่นก็คือเรื่องราวของอัศฮาบุลฟีล เรื่องราวของบรรดาเจ้าของช้างซึ่งก็คืออับรอฮะฮฺ อัลอัชร็อม กับบรรดาทหารของเขา ที่ในส่วนลึกของจิตใจของอับรอฮะฮฺนั้นก็คือ แผนการที่จะเปลี่ยนค่านิยมของชาวอาหรับให้ผินหลังจากอัลกะอฺบะฮฺ พร้อมกันนั้นก็ให้ชาวอาหรับหลั่งไหลเข้าสู่ยะมัน อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์ที่เขาสร้างขึ้น และหวังกอบโกยผลประโยชน์ ความมั่งคั่ง รวมทั้งให้ยะมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจแทนที่อัลกะอฺบะฮฺ เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นดังที่ตั้งใจไว้ อับรอฮะฮฺจึงหาเล่ห์เพทุบายเพื่อที่จะทำลายอัลกะอฺบะฮฺให้พังพินาศราบเป็นหน้ากอง ซึ่งหากเขาทำสำเร็จก็เท่ากับว่าชาวอาหรับจะหมดที่พึ่งทางใจ รวมทั้งบั่นทอนความแข็งแกร่ง ความมั่นคง ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของชาวอาหรับ 

          ในปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน โลกมุสลิมกำลังถูกรุกรานอย่างหนักจากศัตรูของอิสลามจากทุกทิศทุกทาง เรื่องหนึ่งที่ศัตรูของเราต้องการก็คือ พยายามทำลายอัลกะอฺบะฮฺ ทำลายจุดศูนย์รวมของชาวมุสลิมทั่วโลก บั่นทอนความแข็งแกร่ง พยายามทำให้มุสลิมอ่อนแอ 

          อีกวิธีการหนึ่งก็คือให้มุสลิมลืมคำสอนของอัลกุรอาน ลืมแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งจะเห็นว่าผู้คนในยุคปัจจุบันก็เริ่มจะละเลยคำสอนของอัลกุรอาน ละเลยแบบฉบับของท่านนบี แล้วก็หลงใหลอยู่กับวัตถุ ค่านิยมต่างๆ หลงใหลวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ของเรา ลืมเอกลักษณ์ความเป็นมุสลิม

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย สุดท้ายนี้ ขอให้เราได้ตระหนักถึงแผนการของศัตรูอิสลามที่จะทำลายล้างอิสลาม ด้วยการกระทำทุกรูปแบบ ขอให้เราได้พยายามรักษาการอีมาน การศรัทธาให้เข้มแข็งด้วยการยึดมั่นในหลักการ บทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ปฏิบัติตามแบบอย่างที่มีมาจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วยจิตใจที่อิคลาส บริสุทธิ์ใจทำเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียว ไม่เห็นดีเห็นงามไปกับการทำบิดอะฮฺ ไม่ทำมะอฺศิยะฮฺควบคู่ไปกับการทำอะมัลศอและฮฺ เพื่อที่ในวันกิยามะฮฺ ตัวเราจะได้รอดพ้นจากการถูกลงโทษในนรกญะฮันนัม และได้รับรางวัลด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษ สิ่งดีๆมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้น 

 

( มัสยิดดารุลอิหฺซาน บางอ้อ )