อิสลามกับความสมดุลทางสังคมในการทำหน้าที่ของสตรี
  จำนวนคนเข้าชม  361


อิสลามกับความสมดุลทางสังคมในการทำหน้าที่ของสตรี

 

โดย .อิมรอน มะกูดี ร่อหิมะฮุลลอฮฺ

 

          อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงสร้างอาดัม โดยที่ยังไม่มีสตรีใดมาก่อนหน้าอาดัมเลย และพระองค์นั้น ยังคงทรงเดชานุภาพที่จะบันดาลให้โลกทั้งผองนี้ มีแต่ผู้ชายเท่านั้น หรือทำให้มีแต่ผู้หญิง แต่ทว่า พระองค์ผู้ทรงปราณี ผู้ทรงรอบรู้ ทรงรู้ดีว่า จะทรงสร้างผู้ใด พระองค์ทรงบังเกิดอาดัม แล้วทรงสร้างเฮาวาอฺ เพื่อให้อาดัมได้รับความปกติสุข และมีความพึงพอใจในตัวนาง 

 

         ดังนั้น พระองค์จึงทรงบังเกิดเพศชายและเพศหญิงแล้วทรงกำหนดให้แต่ละเพศนั้น มีหน้าที่การงานของตน ในการดำรงชีวิต พระองค์ทรงตระเตรียมไว้สำหรับแต่ละเพศ ซึ่งเรือนร่างที่เหมาะสม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม 

 

          สิ่งที่ไม่ต้องสงสัย ก็คือ ไม่มีผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงสร้างมาจะสามารถเปลี่ยนแปลงเรือนร่างของผู้หญิงหรือผู้ชาย โดยที่จะตระเตรียมให้ฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากหน้าที่ที่อัลลอฮฺได้ทรงบังเกิดเขาขึ้นมา และจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่า คนหนึ่งคนใดในหมู่ผู้ชายหรือผู้หญิงประสบความล้มเหลว ทางด้านการดำเนินชีวิตตามที่พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้ไว้ และยังไม่ปรากฏหลักฐานเช่นเดียวกันว่า บุคคลหนึ่งในสองเพศประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้เขามีความสามารถ มีเวลาว่างและมีความเหมาะสมกว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของคนอื่น คู่เคียงไปกับหน้าที่ของตน

 

          ♣ หน้าที่ของผู้ชาย คือ การแสวงหาปัจจัยยังชีพที่เหมาะสมสำหรับครอบครัว ภายในขอบข่ายของพลังความสามารถของเขาและตามสภาพความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต 

 

        ♦ ส่วนหน้าที่ของผู้หญิง (ภรรยา) คือ การแบ่งเบาภาระของผู้ชาย (สามี) ในการรับผิดชอบต่อการดำเนินชีวิต ทำหน้าที่ภายในบ้านและการเลี้ยงดูอบรมลูกซึ่งหน้าที่ประการสุดท้าย หน้าที่การเลี้ยงดูอบรมลูก เป็นหน้าที่ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุด โดยที่ผู้เป็นแม่ ต้องปฏิบัติกับผู้ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงบังเกิดมาซึ่งเป็นสิ่งที่มีเกียรติที่สุด 

 

          และกับความสดสวยแห่งชีวิตภายในโลกนี้ เมื่อพระองค์อัลลออฺทรงบังเกิดอาดัม และทรงเป่าวิญญาณ ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์เข้าไปยังเขา พระองค์มิได้ทรงใช้ให้ผู้ใดกราบต่อเขา นอกจาก มลาอิกะฮฺ เพราะว่ามลาอิกะฮฺเป็นผู้มีเกียรติสูงสุด ในบรรดาผู้ที่พระองค์อัลลอฮฺได้มอบหมายให้รับใช้มนุษย์ 

 

          มลาอิกะฮฺบางท่านทำหน้าที่ในการขออภัยโทษ และขอพรให้เขาเหล่านั้นได้รับความเอ็นดูเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ มลาอิกะฮฺบางท่าน ได้ลงมาเพื่อขจัดความหวาดกลัวและความเศร้าโศกของเขาเหล่านั้น มลาอิกะฮฺบางท่านลงมา เพื่อช่วงเหลือพวกเขาเหล่านั้น ในการทำสงคราม และมลาอิกะฮฺบางท่านได้นำวะฮียฺ และบัญญัติของอัลลอฮฺ มามอบให้บรรดาศาสดาของพระองค์

 

          และเช่นเดียวกัน พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดหน้าที่ของผู้หหญิงไว้ โดยเป็นมารดาเพื่อเลี้ยงดูวงศ์วานลูกหลานของอาดัม ขณะที่เขาเหล่านั้น กำลังนอนแบเบาะ (เยาว์วัย) และพระองค์ไม่ทรงประสงค์จะมอบหน้าที่นี้ให้กับผู้ใด เพราะว่านางเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้ ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮฺจึงได้เสริมสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้แก่นาง โดยให้นางตั้งครรภ์ คลอดบุตร เลี้ยงดูเขา หน้าที่นี้ไม่สมควรที่จะใช้ให้คนใช้หรือคนเลี้ยงเด็กเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งมันมิใช่สิ่งอื่นใด นอกจากจะเป็นการให้เกียรติของพระองค์อัลลอฮฺต่อบรรดาวงศ์วานของอาดัมตลอดไป

 

          เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง ในศาสนาและบัญญัติจากฟากฟ้า ตลอดจนสิ่งที่สติปัญญาของมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถยอมรับได้ ในการอธิบายทางด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับหน้าที่ของสตรีในสังคมยุคใหม่ สตรี คือ ผู้ที่ให้การเลี้ยงดูเยาวชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งได้เสริมสร้างเศรษฐกิจภายในสังคมในทุกด้าน ถ้าหากว่านางละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบนี้ให้ผู้อื่นปฏิบัติ ผลที่จะติดตามมา คือ สังคมจะขาดสิ่งต่างๆ มากมาย ที่ได้รับผลประโยชน์จากเยาวชน ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเลี้ยงดูในแบบเทียม ห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงต้องการ 

 

          เป็นที่ทราบดีในทางเศรษฐกิจว่าสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดที่กำลังประสบกับยุคใหม่ คือ การว่างงานทุกด้าน นอกจากนี้แล้ว ยังมีการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐกิจ อีกหลายอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้และโดยไม่เข้าแทรกแซงต่อการอธิบายนี้ หรือคัดค้าน หรือตัดทอนความสำคัญลงไป ขอกล่าวเสริมว่า สาเหตุประการหลักของปัญหานี้ คือ การที่สตรีได้ทำหน้าที่ของผู้ชาย จำนวนของบรรดาผู้ว่างงานของผู้ชาย ในสังคมหนึ่งสังคมใด คงจะไม่เกินไปกว่าจำนวนของคนงานหญิง ที่ทำงานนอกขอบข่ายของครอบครัว

          ผู้หญิงนั้น ไม่ว่านางจะตกอยู่ในสภาพเช่นใดก็จำเป็นจะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อนาง เช่น พ่อ พี่ชาย หรือน้องชาย สามี ลูกชาย หรืออย่างน้อย ได้แก่ ญาติของนาง คนหนึ่งหรือบางทีได้แก่ เพื่อนบ้านของนาง โดยเหตุนี้ นางจึงเป็นผู้ได้การเลี้ยงดู การปกป้องคุ้มครอง ให้ค่าครองชีพแก่นางตามความเหมาะสม 

          แต่ผู้ชายเล่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อเขา ภรรยาของเขาหรือบรรดาลูกๆ ของเขากระนั้นหรือ ? แท้จริง เขาจะต้องรับผิดชอบต่อตัวของเขาเอง ต่อครอบครัวของเขา ต่อพ่อแม่ของเขา และบางทีก็ต่อญาติบางคนของเขา โดยเหตุนี้ จึงไม่กินกับปัญญาที่ผู้หญิงจะละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของนาง เพื่อมาแก่งแย่งผู้ชาย ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เพราะว่าผู้ชายมีความเหมาะสมที่สุดในการทำงานนอกบ้าน

 

          แท้จริง การทำงานของผู้ชายจะไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย และจะปกป้องสังคมให้รอดพ้นจากความชั่วของผู้ที่ถูกอารมณ์บีบบังคับให้ปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดี และนี่คือ ผลประโยชน์ที่มีอยู่ในขนบประเพณีด้านเศรษฐกิจ 

 

          แท้จริง ความชั่วร้ายที่อยู่เบื้องหลังการที่ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้าน มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้น แต่ว่าได้ทำให้สังคมมีความเสื่อมโทรมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความเสื่อมเสีย เพราะเมื่อผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้าน นางได้ละทิ้งหรือละเลยหรือจำกัดหน้าที่การเลี้ยงดูลูกๆ ของนาง ทั้งนี้เนื่องจากว่า นางต้องทำงานหรือได้รับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานอื่น

         และแท้จริง บรรดาสถานที่เลี้ยงเด็กก็ไม่อาจจะมีส่วนแบ่งเบาภาระให้แม่ละทิ้งการเลี้ยงดูลูกๆ ของนางได้ เพราะการวิจัยและการศึกษาทางด้านวิชาการแผนใหม่ได้ยืนยันว่า เด็กที่บรรดาแม่ของเขามิได้ทำการเลี้ยงดูจะไม่ได้รับความอบอุ่นทางใจและก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจที่ร้ายแรง ตลอดจนเกิดความผิดปกติทางด้านอุปนิสัยเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

 

ที่มา วารสารสันติสุข มูลนิธิชี้นำสู่สันติ