จุดเริ่มต้นของการสอบสวนในวันกิยามะฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  1394


จุดเริ่มต้นของการสอบสวนในวันกิยามะฮ์

 

คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะการยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นเรา ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นชิริก สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ สิ่งที่เป็นมะอฺศิยะฮฺ สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และมันก็จะเป็นแรงผลักดันเราให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นอิบาดะฮฺ สิ่งที่เป็นอะมัลศอและฮฺต่างๆ ซึ่งผลของการที่เรามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ การที่เราได้ปกป้องตัวของเราเองให้รอดพ้นจากการถูกทรมานในกุบูร และปกป้องเราจากการถูกลงโทษในไฟนรกในวันกิยามะฮฺ สำหรับในโลกดุนยานี้ เราก็จะได้รับชีวิตที่ดีงาม และในโลกอาคิเราะฮฺเราก็จะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้น

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เรายังคงอยู่ในเรื่องของกระบวนการในวันกิยามะฮฺ... หลังจากที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงรวบรวมมนุษย์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทุกคน ให้มาอยู่รวมกัน ทุ่งมะห์ชัร เพื่อรอคอยกระบวนการสอบสวนและพิพากษาตัดสินจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ระยะเวลารอคอยอันยาวนานคือหนึ่งวันเท่ากับห้าหมื่นปี เสมือนกับว่า โลกดุนยาที่เราอยู่มาหลายๆสิบปีนั้น ยาวนานแค่เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ระยะเวลารอคอยอันยาวนานทำให้ทุกคนรู้สึกวิตกกังวล กระวนกระวาย อยู่ในความหวาดกลัว มิหนำซ้ำ ยังต้องจมอยู่ในน้ำเหงื่อของตัวเอง ปริมาณของน้ำเหงื่อจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับอะมัลอิบาดะฮฺต่างๆที่เขาทำไว้บนโลกดุนยานี้ แล้วก็ยังมีสภาพการณ์ต่างๆอีกมากมาย ....

 

          สภาพของคนที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติต่างๆของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เช่น 

     ♦ ใครที่ไม่จ่ายซะกาต ในวันนั้น ทรัพย์สมบัติต่างๆของเขาก็จะกลายเป็นงูใหญ่มาพันรอบคอของเขา หรืออย่างบางอายะฮฺก็บอกว่า ทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมไว้ จะถูกเผาด้วยไฟนรก แล้วถูกนำมานาบที่หน้าผากของเขา ที่สีข้างของพวกเขา และแผ่นหลังของพวกเขา ( ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 35 ) หรืออย่างบางหะดีษก็บอกว่า กลายเป็นเตารีดมารีดทับพวกเขา ..

     ♦ คนที่หยิ่งยโสโอหัง อวดเบ่งอวดโตก็จะมีสภาพดั่งมดตัวเล็กๆที่มีแต่คนหยามเหยียด ...

     ♦ คนที่ชอบคดโกง ชอบยักยอกทรัพย์ของคนอื่น ขโมยของของคนอื่น ในวันนั้นก็จะถูกแฉถูกเปิดโปงจนหมด ....

     นรกญะฮันนัมก็จะถูกดึง ถูกลากด้วยเชือกเจ็ดหมื่นปม แต่ละเชือกจะมีมะลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นตนคอยลากดึง ทันทีที่พวกกาฟิร ผู้ปฏิเสธศรัทธาได้เห็นนรก ยังไม่ได้เข้านะครับ แค่ได้เห็น เขาก็คิดจะฆ่าตัวตายทันที หรือไม่ก็ขอให้ตัวเองกลายเป็นกรวดหินดินทราย

 

          นี่ก็คือสภาพแห่งความทุกข์ทรมานเพียงบางส่วนที่ยกมาพูดเป็นตัวอย่าง ...เราอย่าลืมว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของสิ่งเร้นลับที่เราไม่สามารถทราบรายละเอียดทั้งหมดของสภาพการณ์แต่ละสภาพได้ บางเรื่องเราอาจไม่เข้าใจว่าจะเกิดอย่างไร อย่างเช่น เราจะจมในน้ำเหงื่อของตัวเองอย่างไร หรือในเรื่องของการทำผิดอย่างหนึ่ง เช่น ไม่ยอมจ่ายซะกาต แต่ทำไมโดนลงโทษหลายอย่าง แล้วจะโดนกันอย่างไร ถ้าทำความผิดหลายๆอย่าง จะโดนลงโทษอย่างไร อะไรก่อนอะไรหลัง หรือโดนพร้อมกัน ..เรื่องอย่างนี้เราไม่ทราบ แต่เราก็ไม่ต้องไปสงสัยอะไร ขอให้เชื่อมั่นศรัทธาไปตามที่หลักฐานจากอัลกุรอานและอัลหะดีษบอกไว้เท่านั้น ...

 

          หน้าที่ของเราก็คือ จะปฏิบัติตัวอย่างไรบนโลกดุนยานี้ ที่จะทำตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษต่างๆในวันกิยามะฮฺ ตามที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกไว้ เพราะในวันนั้น คนที่เขาเป็นมุอ์มิน คนที่เขามีอัตตักวา มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์ทรงบอกว่า พวกเขาจะไม่มีความหวาดกลัวใดๆ และพวกเขาจะผ่านสภาพการณ์เหล่านี้ไปได้อย่างง่ายดาย

 

            ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อผู้คนต้องทนทุกข์ทรมาน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการรอคอยอันยาวนาน พวกเขาก็อยากจะให้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเริ่มกระบวนการสอบสวน เพื่อที่ว่า พวกเขาจะได้พ้นจากสภาพการณ์ที่ทุกข์ทรมานนี้ไปเสียที พวกเขาจึงไปขอให้บรรดานบีทั้งหลายได้ไปร้องขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาให้เริ่มกระบวนการสอบสวน พิพากษาตัดสิน

 

          อัลหะดีษในบันทึกของอิมามมุสลิม อิมามอัตติรมีซีย์ จากการรายงานของท่านอะบีหุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวไว้ ซึ่งจะขอสรุปว่า..

 

     พวกเขาไปหาท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสลาม ขอให้ท่านไปร้องขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้เริ่มกระบวนการสอบสวน แต่ท่านนบีอาดัมปฏิเสธ โดยบอกถึงความบกพร่องของตัวเอง ท่านจึงมีความละอายต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่จะทำหน้าที่นี้ แล้วได้บอกพวกเขาให้ไปหาท่านนบีนัวฮฺ อะลัยฮิสลาม 

...เมื่อพวกเขาไปพบท่านนบีนัวฮฺ ท่านก็ปฏิเสธ บอกให้พวกเขาไปหาท่านนบีอิบรอฮีม 

...เมื่อพวกเขาไปพบท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม ท่านก็ปฏิเสธ บอกให้พวกเขาไปหาท่านนบีมูซา 

...เมื่อพวกเขาไปพบท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม ท่านก็ปฏิเสธ บอกให้พวกเขาไปหาท่านนบีอีซา 

...ทุกท่านบอกถึงความบกพร่องของตัวเอง ทำให้เกิดความละอายที่จะทำหน้าที่นี้ จนพวกเขามาพบท่านนบีอีซา อะลัยฮิสลาม ท่านนบีอีซาไม่ได้บอกถึงความบกพร่องของตัวเอง แต่ท่านได้บอกให้พวกเขาไปหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 

...พวกเขาจึงไปพบท่านนบีมุฮัมมัด บอกกับท่านนบีมุฮัมมัดว่า ท่านเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺ เป็นนบีท่านสุดท้าย เป็นผู้ที่อัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ท่านแล้ว ในบาปของท่านที่ล่วงเลยมาแล้ว และบาปที่จะเกิดขึ้นมาภายหลัง ดังนั้น ขอให้ท่านช่วยเหลือเราต่อพระเจ้าของท่านด้วยเถิด ท่านไม่เห็นสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่หรือ ? ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจนถึงที่สุดหรือ

     ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงได้กล่าวว่า

اَنَا لَهَا , أَنَا لَهَا      “มันเป็นหน้าที่ของฉัน มันเป็นหน้าที่ของฉัน

     ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้ไปเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไปอยู่ใต้อะรัช หรือใต้บัลลังก์ของพระองค์ แล้วก็ทรุดตัวลงสุญูดต่อพระองค์ หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเปิดใจท่านนบี และดลใจท่านนบีด้วยคำสรรเสริญอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และด้วยคำสดุดีที่งดงามต่อพระองค์ เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาไม่เคยทรงเปิดมันแก่ผู้ใดมาก่อนเลย ... ก็คือให้ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวคำสรรเสริญและคำสดุดีที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยกล่าวมาก่อนเลย

หลังจากนั้นพระองค์จะกล่าวว่า 

يَا مُحَمَّدُ ارْفَعْ رَأْسَكَ سَلْ تُعْطَهْ وَاشْفَعْ تُشَفَّعْ 

     “โอ้ มุฮัมมัด จงเงยหน้า เงยศีรษะขึ้น ..จงขอ เจ้าจะได้ในสิ่งที่ขอ ..จงขอความช่วยเหลือ เจ้าจะได้การช่วยเหลือ

 

ท่านนบี จึงได้เงยศีรษะขึ้นแล้วกล่าวว่า

يَا رَبِّ أُمَّتِي أُمَّتِي

     “โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ..ประชาชาติของข้าพระองค์ ประชาชาติของข้าพระองค์ ( โปรดช่วยเหลือประชาชาติของข้าพระองค์ )

 

แล้วก็จะมีเสียงกล่าวว่า 

يَا مُحَمَّدُ أَدْخِلْ الجنة مِنْ أُمَّتِكَ مَنْ لا حِسَابَ عَلَيْهِمْ مِنَ الْبَابِ الأَيْمَنِ مِنْ أَبْوَابِ الْجَنَّةِ وَهُمْ شُرَكَاءُ النَّاسِ فِيمَا سِوَى ذَلِكَ مِنَ الأَبْوَابِ

     “โอ้มุฮัมมัด ท่านจงนำเข้าสวรรค์จากประชาชาติของท่าน ผู้ที่ไม่ต้องถูกสอบสวน จากด้านประตูขวาของบรรดาประตูสวรรค์ และพวกเขาจะร่วมกับมนุษยชาติในส่วนที่นอกจากนั้น จากบรรดาประตูต่างๆ....” ( ก็คือ ส่วนหนึ่งของการได้รับความช่วยเหลือก็คือ ประชาชาติของท่านนบีส่วนหนึ่งจะได้เข้าสวรรค์โดยไม่ต้องถูกสอบสวน)

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย กระบวนการตรงส่วนนี้เรียกว่า الشفاعة การชะฟาอะฮฺ เป็นการช่วยเหลือครั้งแรกของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มีต่อบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เรียกว่าชะฟาอะฮฺอุซมา ( คือการช่วยเหลือครั้งยิ่งใหญ่ ) โดยการขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาให้สรรพสิ่งทั้งมวลรอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน จากความปั่นป่วนในวันกิยามะฮฺในขณะนั้น ในขณะที่กำลังรอการสอบสวน และขอให้พระองค์ทรงร่นระยะเวลาของการสอบสวนให้เร็วขึ้น เพื่อทุกคนจะได้พ้นไปจากสภาพของการทุกข์ทรมานนี้... ซึ่งหน้าที่นี้ถือเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสัญญาไว้แก่เฉพาะท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น

 

          พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อัลหะดีษในบันทึกของท่านอิมามอัตติรมีซีย์ รายงานจากท่านเอาฟ์ บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

، فَخَيَّرَنِي بَيْنَ أَنْ يَدْخُلَ نِصْفُ أُمَّتِي الْجَنَّةَ ، وَبَيْنَ الشَّفَاعَةِ ، فَاخْتَرْتُ الشَّفَاعَةَ

          อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงส่งท่านญิบรีล อะลัยฮิสลาม มาหาท่านนบี แล้วให้ท่านนบีเลือกระหว่าง การให้อุมมะฮฺของท่านนบีครึ่งหนึ่งได้เข้าสวรรค์ ( ก็หมายถึงว่า ส่วนที่เหลือก็ตกนรกไป ) กับการชะฟาอะฮฺของท่านนบี ....การชะฟาอะฮฺคือการช่วยเหลือบรรดามุสลิมที่ได้ไปทำความชั่ว ทำบาป ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นบาปที่ไม่ได้เกี่ยวกับการชิริก แล้วเขาได้เสียชีวิตลงโดยที่ไม่ได้เตาบะฮฺตัว เขาก็มีโอกาสได้รับการชะฟาอะฮฺของท่านนบี...

          ท่านพี่น้องครับ เมื่อท่านนบีต้องเลือกอย่างนี้ ท่านนบีก็ได้เลือกเอาการชะฟาอะฮฺ เพราะการชะฟาอะฮฺจะช่วยเหลืออุมมะฮฺของท่านนบีได้มากกว่า ได้ครอบคลุมกว่า

     การเลือกของท่านนบีอย่างนี้ แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเมตตา ความห่วงใยที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัมมีต่ออุมมะฮฺของท่าน ไม่อยากให้ต้องมาทนทุกข์ทรมานจากความผิดต่างๆ .....แล้วพิจารณาตัวเราสิครับว่า ห่วงตัวเองอย่างนี้บ้างไหม ? กลัวการลงโทษในวันนั้นบ้างไหม ? ดูแลตัวเอง ปกป้องตัวเองอย่างไรในดุนยานี้ที่จะทำให้ตัวเองรอดพ้นจาการถูกลงโทษในวันกิยามะฮฺ ...

 

          ท่านคอลีฟะฮฺอัรรอชิดีนท่านที่สองของอัลอิสลาม ท่านอุมัร อิบนุลค๊อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เคยกล่าวว่าจงตรวจสอบตัวของพวกท่านก่อนที่พวกท่านจะถูกตรวจสอบ ..จงชั่งการงานของพวกท่าน ก่อนที่มันจะถูกนำมาชั่ง ...จงเตรียมตัวเผชิญหน้ากับวันอันยิ่งใหญ่( วันกิยามะฮฺ ) ซึ่งพวกท่านไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใดไว้ได้เลย

 

          ดังนั้น การดำเนินชีวิตในโลกดุนยานี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเราทุกคน และขอให้เราระลึกอยู่เสมอว่า ในการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันๆนั้น จะมีสองส่วนที่ต่างกัน คือส่วนของมุอามะลาต กับส่วนของการงานศาสนา...มุอามะลาตก็เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตในโลกดุนยา เรื่องของการคิดค้น ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เรื่องของวิธีการต่างๆที่เรานำมาใช้ในการดำเนินชีวิตที่ไม่ใช่การงานศาสนา เป็นเรื่องราวทางโลก ทางสังคม ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งอนุญาตให้คิดทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักอะกีดะฮฺที่ถูกต้องและไม่มีบทบัญญัติศาสนามาห้าม

          แต่ในส่วนของอิบาดะฮฺ ส่วนของการงานศาสนานั้น ทุกเรื่องที่จะทำจะต้องอยู่ในบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และต้องทำตามแบบอย่างซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัมลัมเท่านั้น จะเกินเลยขอบเขตไม่ได้ จะคิดค้นทำเองไม่ได้เลย ...ซึ่งมันมีความแตกต่างกันระหว่างส่วนของมุอามะลาตกับอิบาดะฮฺ

 

          ดังนั้น ในเรื่องของการบริหารกิจการต่างๆ หรือการบริหารประเทศ เราก็สามารถหาวิธีการสร้างความเจริญ สร้างความมั่งคั่งให้แก่กิจการของเราได้ หรือให้แก่ประเทศของเราได้ โดยวิธีการนั้นต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนา และอยู่ภายใต้หลักอะกีดะฮฺที่ถูกต้อง วิธีการเหล่านี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเปลี่ยนวิธีการแล้ว จะต้องเปลี่ยนหลักอะกีดะฮฺตามไปด้วย... ซึ่งมันเป็นคนละส่วนกัน

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย พอพูดมาถึงตรงนี้ ก็จะขอพูดถึงประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มักถูกโจมตีอยู่เสมอ ในเรื่องต่าง โดยเฉพาะจากมุสลิมด้วยกันเอง หรือจากกลุ่มที่มีแนวความคิดอิควาน หรืออย่างกลุ่มชีอะฮฺ ก็มักจะออกมาโจมตีเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นข่าวออกทางสื่อสารมวลชน ทางโซเชียลต่างๆ ทั้งๆที่ประเทศซาอุดี้ ถือเป็นประเทศเดียวก็ว่าได้ ที่เขามีเป้าหมายการปกครองประเทศที่ต้องการนำบทบัญญัติของอัลอิสลามมาใช้ในการปกครองประเทศมากที่สุด และเป็นประเทศเดียวในขณะนี้ที่มีเป้าหมายในการประกาศเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอาลา ...เขาทำหน้าที่นี้มาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ในขณะนี้ก็ยังทำอยู่ นี่คือเรื่องของอะกีดะฮฺ

 

          ...ถ้าเราลองหวนกลับไปดูประเทศที่เขาประกาศตัวเองว่า ทำการปฏิวัติอิสลาม ประเทศอิหร่าน ถามว่า หลังการปฏิวัติของอิหร่านผ่านมาเป็นระยะเวลานานเป็นสิบ ๆปี ท่านได้เห็นการกระทำใด ได้เห็นนโยบายที่เป็นการประกาศเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาไหม ? ไม่มีเลย มิหนำซ้ำกลับทำบิดอะฮฺเพิ่มเข้าอีก

 

          การปกครองประเทศของประเทศซาอุดี้ ฯจะวางระบบมาจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ เขาจะมีบรรดาอุละมาอ์ผู้ทรงคุณธรรม ผู้มีความรักในศาสนามาทำหน้าที่ตรงนี้ ในขณะเดียวกันผู้ปกครองหรือกษัตริย์ของประเทศนี้ ก็เปิดโอกาสให้บรรดาอุละมาอ์ได้มาวางระบบในเรื่องของหลักการศาสนา เรื่องของอะกีดะฮฺ เรื่องของอิบาดะฮฺ เปิดโอกาสและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามมากมาย ให้ทุนการศึกษาแก่คนทั่วโลกให้มาเรียนด้านศาสนา 

 

          มีการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า امر بالمعروف والنهي عن المنكر หน่วยงานกำชับให้ทำความดี ห้ามปรามการทำความชั่ว หน่วยงานลักษณะนี้ก็เห็นมีแต่ที่ประเทศซาอุดี้ ฯที่เดียว ยังไม่เห็นที่อื่นๆมี แสดงให้เห็นว่า เขาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักศรัทธาที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้เราถือเป็นหน้าที่ต่อกันที่ต้องกำชับกันให้ทำความดี พร้อมทั้งห้ามปรามการทำความชั่ว เป็นการตักเตือนกันและกัน นี่ก็คือการชูหลักศรัทธาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาขึ้นมาให้โดดเด่น ..และยังมีเรื่องต่างๆอีกหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งบรรดาอุละมาอ์ก็พร้อมจะคัดค้าน หากมีเรื่องที่จะผิดต่อบทบัญญัติศาสนาเกิดขึ้นจากการบริหารประเทศ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อเราพูดถึงคำว่ากษัตริย์ในประเทศซาอุดี้ เราอย่าไปมองภาพว่าเหมือนกษัตริย์ในบ้านเรา เพราะกษัตริย์ในบ้านเราจะถือเป็นสมมติเทพ แต่กษัตริย์ในประเทศซาอุดี้ ฯไม่ได้เป็นภาพแบบนั้น เป็นแต่เพียงผู้ที่มาดูแล มาปกป้อง มารักษามัสยิดอัลหะรอมทั้งสองเท่านั้น ดังนั้น ในส่วนของการปกครองประเทศ ฝ่ายกษัตริย์ ฝ่ายการปกครองก็ดูแลปรับเปลี่ยนวิธีการกันไป อาจจะมีข้อบกพร่อง ก็เป็นเรื่องปกติของคนที่ย่อมมีผิดพลาดบ้าง มีเข้มแข็งบ้าง อ่อนแอบ้าง ซึ่งเขาก็จะมีบรรดาอุละมาอ์คอยดูแลอยู่ คอยตักเตือนอยู่ แต่ในเรื่องของอะกีดะฮฺก็ถือว่ายังเข้มแข็ง ยังเป็นหลักอะกีดะฮฺอิสลามียะฮฺที่ถูกต้อง เป็นอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ขอให้เรามีความรู้สึกดี ๆต่อประเทศซาอุดี้ มีความรู้สึกดีๆต่อพี่น้องอะฮฺลุซซุนนะฮฺ เพราะเราเป็นชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ เราต้องรักคนที่เขารักอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่า เราจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของผู้ปกครองของเขา แต่เราก็รักเขา เพราะเขารักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ..เพราะเขามอบเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ..เพราะการปกครองของเขามีเป้าหมายที่นำไปสู่เตาฮีดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ...ท่านชัยค์อับดุลอะซิซ บินบาซ อุละมาอ์ใหญ่ได้เคยกล่าวไว้ว่า ....การเป็นศัตรูต่อประเทศนี้ ก็ถือเป็นศัตรูต่อสัจธรรมและเตาฮีดแห่งอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา...ประเทศซาอุดี้ ฯจึงถือเป็นต้นแบบ เป็นแหล่งความรู้ในเรื่องของหลักอะกีดะฮฺอิสลามียะฮฺ และการปฏิบัติในเรื่องศาสนาที่ถูกต้องให้แก่เรา

 

          สุดท้ายนี้ ขอให้เราได้หวั่นเกรงความตายที่จะมาหาเราอย่างกะทันหัน โดยที่เราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะมาหาเราเมื่อไร ? ดังนั้น หากเราปรารถนาความตายในสภาพที่เป็นมุสลิม เป็นมุอ์มิน เราต้องดำเนินชีวิตอย่างมุสลิม อย่างมุอ์มิน เราจงทำให้เต็มที่ ทำให้เต็มกำลังความสามารถของเราในการที่จะดำรงตนให้เป็นผู้ศรัทธาที่มอบเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียวเท่านั้น และปฏิบัติตามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำทุกสิ่งด้วยอิคลาศ เพื่อให้การเสียชีวิตของเราอยู่ในสภาพที่นอบน้อมยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยสิ้นเชิง

 

ที่มา มัสยิดดารุ้ลอิห์ซาน