มั๊วะอ์ญิซาตของท่านร่อซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  จำนวนคนเข้าชม  356


มั๊วะอ์ญิซาตของท่านร่อซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

 

นำเสนอโดย ... อาจารย์มาลิก โยธาสมุทร

จากข้อเขียนของ ... มัจญ์ดีย์ ซัยยิด อับดุลบากีย์

 

          ผู้ที่เป็นบ่าวของอัลลอฮ์ทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลลอฮ์เถิด บรรดามั๊วะอ์ญิซาตของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น มีอยู่มากมาย ไม่สามารถจะนับได้ถ้วน ดังเช่น มีน้ำไหลพวยพุ่งออกมาจากซอกนิ้วมือของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จนกระทั่งเต็มภาชนะของบรรดาทหารของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่มีผู้ใดในพวกเขาพูดว่า นี่เป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่พวกเขากลับให้ความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา เช่น

 

น้ำหนึ่งขันเพียงพอสำหรับคน 80 คน จนกระทั่งซอฮาบะฮ์คนหนึ่งพูดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า

 

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ผู้ที่ทรงแต่งต้งท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาด้วยความจริงว่า ฉันไม่พบว่ามีช่องทางใดสำหรับตัวเขาอีกแล้ว (ที่จะดื่มกินอีก)”

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์)

หมายถึงพวกเขาอิ่มจนกระทั่ง พวกเขาไม่สามารถจะดื่มเป็นครั้งที่สองได้อีกต่อไป

แล้วพวกเขาก็พากันกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ ตะอาลา และให้ความยิ่งใหญ่แด่อัลลอฮ์ ตะอาลา (ด้วยคำว่าอัลฮัมดุลิลลาฮ์และอัลลอฮุอักบัร”) 

และพวกเขามิได้กล่าวอะไรนอกจากคำว่าแท้จริง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น คือ ร่อซูลที่มาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา

 

จากมั๊วะอ์ญิซาตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม รายงานจากท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า

 

แท้จริง ชาวมักกะฮ์ได้ขอต่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณ (อายะฮ์) หนึ่งในการเป็นร่อซูลของท่าน แล้วท่านก็ให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณจากการที่ดวงจันทร์แยกออกจากกันเป็นสองซีก จนกระทั่ง พวกเขาได้เห็นแต่ละซีกของมันอย่างชัดเจน

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

 

อิมามอะหมัด ได้บันทึกรางานจากญุบัยร์ อิบนิ มุฏอิม ว่า

ดวงจันทร์ได้แยกอออกจากกันเป็นสองซีกในสมัยท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซีกหนึ่งอยู่บนภูเขาลูกนี้

(บันทึกโดย อิมามอบูดาวู๊ด และอัฏฏอยาละซีย์ จากรายงานของท่านอิบนิ มัสอู๊ด)

 

อีกรายงานหนึ่งจากอัลอัสวัตจาก อิบนิ มัสอู๊ด แจ้งว่าจนกระทั่ง ฉันมองเห็นภูเขาอยู่ตรงกลางระหว่างดวงจันทร์ทั้งสองซีกนั้น

(จากมั๊วะอ์ญิซาตที่น่าอัศจรรย์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

 

มีรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮ์เป็นจำนวนมาก ดังที่อิมามอัลบุคอรีย์ได้บันทึกเอาไว้ว่า 

 

ในคุฏบะฮ์ วันศุกร์ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยยืนบนท่อนอินทผลัมท่อนหนึ่งซึ่งใช้แทนมิมบัร หญิงชาวอันศอรคนหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า : หากพวกท่านต้องการให้ทำมิมบัร (ก็ได้) ดังนั้น พวกเขาจึงทำมิมบัรใหม่ให้ 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ขึ้นไปบนมิมบัรใหม่นั้น ท่อนอินทผลัมเก่านั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางดังระงม ดังนั้น ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงลงจากมิมบัรใหม่ แล้วท่านก็วางมือของท่านโอบกอดท่อนอินทผลัม (มิมบัรเก่า) นั้น จึงทำให้เสียงร้องครางนั้นค่อยๆ เงียบสงบลง 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า : ท่อนอินทผลัมนั้นร้องไห้คร่ำครวญเพราะถูกตัดขาดจาการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่มันเคยได้รับ 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า : หากฉันไม่จับมัน (ท่อนอินทผลัม) นั้น มันก็จะยังคงส่งเสียงร้องอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งวันกิยามะฮ์ แล้วท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สั่งให้ฝังท่อนอินทผลัมนั้นไว้ ที่ใต้มิมบัรอันใหม่นั่นเอง

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และอัตติมิซีย์)

 

ท่านกอฎีย์ อิย๊าฏ กล่าวว่า : ฮะดิษเรื่องเสียงครวญครางของท่อนอินทผลัม (ฮะนีนัลญิซอิ) นี้เป็นที่รู้จักกันดี เป็นที่แพร่หลาย (มัชฮูร และมุนตะซิร) และเป็นคอบัร มุตะวาติรบรรดาอะฮ์ลุ้ลฮะดิษ ได้นำเสนอฮะดิษนี้ และมีซอฮาบะฮ์ไม่ต่ำกว่าสิบท่านที่รายงานฮะดิษนี้

 

อิมามอัลกุรฎูบีย์ กล่าวว่า : มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากบรรดาซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หลายครั้ง ในวาระที่ต่างกัน ถือได้ว่าเป็นประจักษ์พยานอันยิ่งใหญ่ มีการรายงานจากหลายกระแส และไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้พบเห็น มั๊วะอ์ญิซาตเช่นนี้จากผู้อื่นที่มิใช่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ของเรา

 

ดังมีรายงานถ่ายทอดจากท่านอิบนิ อับดิ้ลบัรริ จากท่านอัลมุชะนีย์ แจ้งว่าการพวยพุ่งออกมาจากบรรดาซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือได้ว่าเป็นมั๊วะอ์ญิซาตที่ชัดเจนกว่าการที่น้ำพวยพุ่งออกมาจากก้อนหินเมื่อท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม ใช้ไม้ตะพดของท่านตีไปที่ก้อนหินแล้วน้ำก็พวยพุ่งออกมา เพราะการที่มีน้ำออกมาจากก้อนหินนั้น เป็นเรื่องปกติเป็นที่รู้กัน ซึ่งต่างจากการที่น้ำพวยพุ่งออกมาจากระหว่างกระดูกและเลือดเนื้อของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

 

ปรากฏในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม จากท่านอนัส แจ้งว่าได้เห็นท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในขณะที่เข้าเวลาละหมาดอัศร์ ผู้คนต่างเรียกร้องที่จะอาบน้ำละหมาด แต่หาน้ำไม่ได้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาพร้อมกับน้ำที่จะใช้อาบน้ำละหมาด แล้วท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็จุ่มมือลงไปในภาชนะที่ใส่น้ำดังกล่าว แล้วท่านก็บอกให้ผู้คนมาอาบน้ำละหมาดที่ท่าน ฉันเห็นน้ำพวยพุ่งออกมาจากซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่อยู่ในภาชนะนั้น ผู้คนต่างก็มาอาบน้ำละหมาด จนกระทั่ง ถึงคนสุดท้ายของพวกเขา

 

ในอีกสำนวนหนึ่งระบุว่าแล้วน้ำก็ถูกทำให้พวยพุ่งออกมาจากบรรดาซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จนกระทั่งผู้คนกลุ่มนั้นได้อาบน้ำละหมาดกันทั่วทุกคน

มีผู้กล่าวกับท่านอนัส ว่า : พวกท่านมีกันกี่คน

ท่านอนัสกล่าวว่า มี 300 คน

 

ในฮะดิษเมากูฟ ปรากฏอยู่ในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม จากท่านญาบิร แจ้งว่า

ผู้คนต่างก็กระหายน้ำกันมาก ในวันอัลฮุดัยบียะฮ์พวกเขาจึงพากันไปห่าท่านร่อซูลุลลอฮ์ ขณะที่ในมือของท่านนบีนั้นมีกระบวยตักน้ำอยู่ พวกเขากล่าวว่า : เราไม่มีน้ำที่จะใช้อาบน้ำละหมาด และ ไม่มีน้ำที่จะดื่ม นอกจากน้ำในกระบวยของท่านเท่านั้น 

แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็จุ่มมือของท่านลงไปในกระบวยนั้น จึงทำให้มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากบรรดาซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เหมือนกับตาน้ำอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว พวกเราจึงได้อาบน้ำละหมาดและดื่มน้ำ 

มีผู้กล่าวแก่เขาว่า : มีผู้ถามท่านญาบิรว่า ในวันนั้นพวกท่านมีกันกี่คน 

ญาบิรตอบว่า : มีถึงหนึ่งแสนคนก็สามารถดื่มได้พอ แต่ในวันนั้นพวกเรามีจำนวน 1,500 คน (หนึ่งพันห้าร้อยคน)”

(บันทึกโดย อิมามติรมิซีย์)

 

ในซอเฮี๊ยะฮ์ ระบุว่า น้ำไหลพุ่งออกมาประดุจตาน้ำในครั้งสงครามบะว๊าฏ” (อยู่ใกล้กับยันบุ๊อ์) อีกด้วย ดังถ้อยคำที่ว่า 

แล้วฉันก็เห็นน้ำไหลพุ่งออกมาจากบรรดาซอกนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วก็มีน้ำพุ่งขึ้นมาจากถาดใบใหญ่และเราก็ใช้มือกอบน้ำนั้นไว้ จนกระทั่งเต็มภาชนะและ ท่านนบีก็ใช้ให้มีผู้ขอดุอาอ์ ดังนั้น พวกเราจึงยกมือขึ้นขอดุอาอ์จนกระทั่งมีฝนตกลงมา

 

ในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม รายงานจากท่านอิบนิ มัสอู๊ด แจ้งว่า ขณะที่เราอยู่กับท่านร่อซูลุลลอฮ์ ในการเดินทาง เราไม่มีน้ำเลย ดังนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงพูดกับเราว่า

พวกท่านจงขอให้มีบะรอกะฮ์ (ความจำเริญเพิ่มพูน) จากน้ำที่เรามีอยู่เถิด แล้วก็มีคนนำน้ำมา แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็เอาน้ำนั้นพรมไปที่ภาชนะ แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็วางฝ่ามือของท่านบนภาชนะนั้น จึงทำให้มีน้ำพวยพุ่งขึ้นมาในระหว่างซอกนิ้วของท่าน และเรายังเคยได้ยินเสียงกล่าวตัสบี๊ฮ์จากอาหาร ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังรับประทานอยู่อีกด้วย

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ อัตติรมิซีย์ และอันนะซาอีย์)

 

ในบันทึกที่ซอเฮียะฮ์ของอิมามมุสลิม จากรายงานของท่านอิบนิ มัสอู๊ด ระบุถึงตาน้ำที่ตะบู๊กว่าพวกเขาได้ไปที่ตะบู๊ก ขณะที่น้ำค่อยๆ เอ่อออกมา แล้วก็รวมตัวเฉกเช่นการรวมส่วนเข้าด้วยกัน 

เขากล่าวว่า : แล้วพวกเขาก็ค่อยๆ วักน้ำทีละนิดๆ จนกระทั่งใส่รวมไว้ในภาชนะแล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ล้างหน้าและมือทั้งสองข้างของท่าน แล้วท่านก็กลับไปทำเช่นนั้นอีก แล้วตาน้ำนั้นก็มีน้ำไหลออกมามากมาย แล้วบรรดาผู้คนก็ได้ใช้น้ำนั้นกันทั่วหน้าทุกคน

จากรายงานของอิบนิ อิสฮ๊าก แจ้งว่าน้ำนั้นไหลพุ่งแรงมาก มีเสียงดังคล้ายกับฟ้าผ่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : โอ้ มุอ๊าซ หากเจ้ามีชีวิตยืนยาวต่อไปในภายภาคหน้า เจ้าจะพบว่า สถานที่นี้จะมีสวนเกิดขึ้น แล้วต่อมาก็ปรากฏว่ามีสวนเกิดขึ้นที่นั่นจริงๆ

 

ในบันทึกที่ซอเฮียะฮ์ของอิมามอัลบุคอรีย์ เมื่อครั้งสงครามอัลฮุดัยบียะฮ์มีฮะดิษรายงานโดย อัลมุเซาวัร อิบนิ มัดร่อมะฮ์ และมัรวาน มีรายงานพวกเขาลงแวะพักอยู่ที่ตรงกลางอัลฮุดัยบียะฮ์ที่ชะมัด ซึ่งมีน้ำอยู่น้อยมาก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อาบน้ำละหมาดจากน้ำในถุงหนัง ผู้คนต่างก็กรูกันเข้ามาหาท่าน 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงถามว่า : “มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกท่านหรือ?” 

พวกเขาตอบว่า : “เราไม่มีน้ำจะดื่ม และไม่มีน้ำจะอาบน้ำละหมาด นอกจากที่เห็นอยู่ในมือของท่านเท่านั้น 

ญาบิรเล่าว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงจุ่มมือลงไปในภาชนะใส่น้ำที่ทำมาจากถุงหนังสัตว์นั้น ทันใดนั้น ก็มีน้ำพวยพุ่งออกมาคล้ายกับตาน้ำ พวกเราจึงได้ดื่มกิน และใช้อาบน้ำละหมาด

ซาลิมกล่าวว่า ฉันถามญาบิรว่า พวกท่านมีกันกี่คน

ญาบิรตอบว่าหากว่ามีจำนวนถึงแสนคน น้ำนั้นก็พอใช้ แต่ขณะนั้นพวกเรามีหนึ่งพันห้าร้อยคน

(บันทึกโดย อิมามอัตติรมิซีย์)

ในหนังสือมิซกาตุลมะซอบี๊ฮ์เล่มที่ 3 หน้าที่ 3 หน้าที่ 170 ฮะดิษหมายเลขที่ 5802

 

          ดังกล่าวนี้คือ บางตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นมั๊วะอ์ญิซาตที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับซึ่งล้วนเป็นรายงานที่แข็งแรงเสมือนกับการรายงานของกลุ่มชนจำนวนมาก และก็มีอยู่หลายครั้งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยกมือขึ้นขอดุอาอ์แล้วก็มีฝนตกลงมาทันทีก่อนที่ท่านจะลดมือลงมาตามเดิมเสียอีก ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่บนมิมบัร แล้วยกมือขึ้นขอฝน ฝนก็ตกลงมาก่อนที่ท่านจะลดมือลงมา ฯลฯ

 

          ส่วนหนึ่งจากบรรดามั๊วะอ์ญิซาตที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับ ก็คือ อาหารที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยแต่กลับเพิ่มพูนขึ้นมากมายด้วยบะรอกะฮ์ และการขอดุอาอ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังรายงานที่ปรากฏอยู่ในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม จากท่านญาบิร ในครั้งสงครามคอนดั๊กที่ว่า 

แล้วฉันก็กลับไปหาภรรยาของฉันแล้วพูดว่า : ที่เธอมี (อาหาร) อะไรอยู่บ้างไหม? เพราะฉันเห็นท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท้องกิ่ว หิวโซ ดังนั้น ฉันจึงเอาย่ามที่ทำจากหนัง ข้างในมีข้าวบาร์เล่ย์หนึ่งศ็ออ์ และสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในบ้านตัวหนึ่ง ฉันจึงเชือดสัตว์ (ลูกแพะ) นั้น และต้มข้าวบาร์เล่ย์ แล้วเอาเนื้อนั้นใส่ลงไปในภาชนะ 

แล้วฉันจึงไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า : “โอ้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราได้เชือดสัตว์ของเราและได้หุงอาหารจากข้าวบาร์เล่ย์ของเราหนึ่งศ็ออ์ จึงขอเชิญท่านและผู้ที่อยู่กับท่านมารับประทานอาหารนี้ 

แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงส่งเสียงตะโกนขึ้นว่า : โอ้ ชาวคอนดั๊กทั้งหลาย ญาบิรได้ทำอาหารมาเลี้ยงพวกท่าน ดังนั้น จงมารับประทานอาหารกันเถิด 

แล้วท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าวว่า : อย่าเพิ่งตักอาหารใส่ภาชนะใดๆ จนกว่าฉันจะมาถึงเสียก่อน เมื่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาถึง ท่านจึงเป่าลงไปที่อาหารนั้น ทำให้อาหารนั้นมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นๆ (มีบะรอกะฮ์

แล้วท่านก็กล่าวว่า : จงแจกจ่ายอาหารให้กินกันให้อิ่มกันทุกคน ขณะที่พวกเขามีกันเป็นพันๆ คน ขอสาบานต่ออัลลออฮ์ว่า พวกเขากินกันจนอิ่มแปล้ เสร็จแล้วจึงแยกย้ายกันกลับไป แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือว่า อาหารและขนมปังยังคงมีอยู่เต็มภาชนะของเราเหมือนเดิม

(บันทึกโดย อิมามมุสลิม)

 

          ส่วนหนึ่งจากบรรดามั๊วะอ์ญิซาตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ คำวิงวอน (ดุอาอ์) ของท่านนั้นเป็นดุอาอ์ (มุสตะญ๊าบ) ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตอบรับ ดังรายงานจากท่านฮุซัยฟะฮ์ อิบนุล ยะมาน แจ้งว่า

เมื่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขอดุอาอ์ให้กับผู้ใด ผลของดุอาอ์นั้น ก็จะตกไปถึงลูกของเขาและลูกของลูกของเขา (หลาน) ด้วย

(บันทึกโดย กอฎีย์ อิบนิ อิย๊าฎ ในหนังสืออัชชิฟาอ์ของท่าน)

 

ในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอ์ให้แก่ท่านอนัส อิบนิ มาลิก ว่า

ข้าแต่อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงให้เขา (อนัส) มีทรัพย์สินมากมาย และให้เขามีลูกหลานมากมาย และได้โปรดประทานความจำเริญแก่เขาในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่เขาด้วยเถิด

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์)

 

ท่านอนัส กล่าวว่าขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แท้จริง ทรัพย์สินของฉันนั้นมีมากมายจริงๆ และแท้จริง ลูกของฉันและลูกของลูกๆ ของฉัน (หลาน-เหลน-โหลน) ของฉันนั้น นับได้เป็นร้อยๆ คนทีเดียว

 

ท่านกอฎีย์ อบุ้ลฟัฎล์ กล่าวว่า : และจากดุอาอ์ของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำให้มุอาวิยะฮ์ ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองเมืองอยู่ จนกระทั่งได้เป็นคอลีฟะฮ์ในเวลาต่อมา

 

สำหรับท่านสะอ์ดิ อิบนิ อบีวักก็อศ นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขอให้อัลลอฮ์ทรงตอบรับดุอาอ์ของท่าน เมื่อท่านได้ขอดุอาอ์ให้กับใคร อัลลอฮ์ ตะอาลา ก็จะทรงตอบรับดุอาอ์ของท่าน

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้อิสลามมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีด้วยหนึ่งในสองท่าน คือ ท่านอัมร์ อิบนิ ฮิซาม (อบูญะฮัล) หรือไม่ก็อุมัร อิบนิ้ลคอฏฏ็อบ แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ก็ทรงตอบรับให้ท่านอุมัร อิบนิล คอฏฏ็อบ ได้เข้ารับอิสลาม

อิบนิ มัสอู๊ด กล่าวว่าเรายังคงมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีอยู่ ตั้งแต่ท่านอุมัรเข้ารับอิสลาม

 

ในบางสมรภูมิ ผู้คนประสบกับความหิวโหย ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงขอดุอาอ์ แล้วเมฆก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนแล้ว มีฝนตกลงมาก ทำให้กองทหารได้มีน้ำใช้ดื่มกินกันทั่วทุกคนจนอิ่ม

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอ์ขอให้มีฝนก็ตก ต่อมามีผู้มาร้องทุกข์เนื่องจากฝนนั้นทำให้บ้านช่อง ไร่นาต้องพังพินาศ ท่านก็ขอดุอาอ์ให้ฝนนั้นหยุดตก

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอ์ให้กับท่านอิบนิ อับบ๊าส ว่า

ข้าแต่อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงให้เขา (อับดุลลอฮ์ อิบนิ อับบ๊าส) มีความเข้าใจในศาสนาอย่างลึกซึ้ง และขอพระองค์ทรงสอนการอธิบาย ตีความหมายอัลกุรอานให้กับเขาด้วยเถิด

ดังนั้น หลังจากนั้นท่าน อิบนิ อับบ๊าส จึงได้รับฉายาว่าฮิบรุ้ล อุมมะฮ์หมายถึง ปราชญ์แห่งประชาชาตินี้ และเป็นผู้อธิบายความหมายอัลกุรอาน

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ให้ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิ ญะอ์ฟัร ได้รับความจำเริญมี (บะรอกะฮ์) ในการซื้อการขายของท่าน ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะซื้อ จะขายสิ่งใด ก็ล้วนแต่มีกำไรทั้งสิ้น

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ให้กับอัลมิกด๊าดให้ได้รับความจำเริญมี (บะรอกะฮ์) ในทรัพย์สินของท่านโดยธรรมชาติ

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ให้กับมารดาของท่านอบีฮุรอยเราะฮ์ แล้วนางก็ได้เข้ารับอิสลาม

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ให้กับท่านอาลี ไม่รู้สึกร้อนและไม่รู้สึกหนาว ดังนั้น ท่านจึงสวมใส่เสื้อผ้าหน้าร้อนในฤดูหนาว และสวมใส่เสื้อผ้าหน้าหนาวในฤดูร้อน ฉะนั้น ความร้อนและความหนาวจึงไม่มีที่ท่าน

 

ท่านอัฏฏุฟัยล์ อิบนิ อัมร์ ได้ขอให้มีสัญญาณ (อายะฮ์) หนึ่งแก่กลุ่มชนของเขา เมื่อเขากลับไปเชิญชวนกลุ่มชนของเขาให้เข้ารับอิสลาม ดังนั้น 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่าข้าแต่อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงให้เขามีรัศมี (แสงสว่าง) ด้วยเถิด

ดังนั้น จึงมีรัศมี (แสงสว่าง) พุ่งออกมาระหว่างตาทั้งสองข้างของเขา 

เขาจึงกล่าวว่าโอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กลัวว่าพวกเขา (กลุ่มชนของเขา) จะพูดว่าให้ทำให้พวกเขาบ้าง

ดังนั้น จึงขอเปลี่ยนไปเป็นให้มีแสงสว่างที่ปลายแส้ของเขา ซึ่งจะให้แสงสว่างในค่ำคืนที่มืดมิด ดังนั้น เขาจึงมีฉายาว่าผู้เป็นเจ้าของแสงสว่าง

 

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ให้ทรงจัดการกับอำนาจราชศักดิ์ของจักรพรรดิเปอร์เชีย (กิสรอ) ให้สิ้นซากในทุกวิถีทาง ทั้งนี้ เนื่องจากเขาได้ฉีกสาส์นที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งไปเพื่อเชิญชวนให้เข้ารับอิสลาม แล้วในที่สุด อาณาจักรเปอร์เชียก็ได้ ล่มสลาย จนกระทั่ง ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกเลย

 

          ในซอเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์และมุสลิม จากรายงานของท่านอิบนิ มัสอู๊ด แจ้งว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์ทรงจัดการกับพวกกุเรซ โดยระบุชื่ออย่างชัดเจน ขณะที่พวกเขาพากันหัวเราะเยาะเย้ย ในการที่คนของพวกเขาได้นำไส้พุง เครื่องในสัตว์ที่สกปรก่ (นะยิส) มาโยนใส่ต้นคอ (บ่า-ไหล่) ของท่านร่อซูล ขณะที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังซุญูดอยู่ที่ก๊ะอ์บ๊ะฮ์ เขาได้กล่าวว่า

          ขอสาบานต่อ (อัลลอฮ์) ผู้ที่ได้ทรงส่งมุฮัมมัดมาพร้อมกับความจริง แท้จริง ฉันได้เห็นผู้ที่ถูกท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ระบุชื่อไว้นั้น เป็นโรคลมชัก หมดสติ ล้มลงในวันบะดัร แล้วพวกเขาก็ถูกลากกับพื้นไปยังกลางเมืองเพื่อเป็นการประจาน

 

จากฮะดิษท่านอบีสะอี๊ด อับคุดรีย์ ระบุว่า : ในสงครามคอยบัร” 

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : “อาลี อิบนิ อบีฏอลิบ อยู่ที่ไหน

บรรดาซอฮาบะฮ์กล่าวว่า : โอ้ ท่านร่อซูลุลลอฮ์ เขาเป็นตาแดงทั้งสองข้าง 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า : ให้พาเขามายังท่านซิ

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แล้วท่านร่อซูลจึงเป่า (บ้วนน้ำลาย) ไปที่ตาทั้งสองข้างของท่านอาลี และขอดุอาอ์ให้แก่เขา แล้วเขาก็หายจากการเป็นตาแดงทันที เสมือนกับว่าไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

(บันทึกโดย อิมามมุสลิม)

 

 

ที่มา วารสารสายสัมพันธ์