อะกีดะฮฺอ่อนแอ (1)
  จำนวนคนเข้าชม  656


อะกีดะฮฺอ่อนแอ (1) 

โดย เชค ซอแหละฮฺ บิน เฟาซาน อัลเฟาซาน

อับดุลวาเฮด สุคนธา แปลเรียบเรียง

 

ความหมาย อะกีดะฮฺ

 

           อะกีดะฮฺ มาจากรากศัพท์ อัล-อักดุ ( الْعَقْدُ ) แปลว่าผูกได้ให้ความรู้สึกว่าแน่นมั่นคงคือความเชื่อ ดังนั้นความเชื่อที่เกิดขึ้นต้องมั่นคงจะสงสัยไม่ได้ อะกีดะฮฺ จึงหมายถึง มั่นคง

 

          อะกีดะฮฺ คือ สิ่งที่มนุษย์มีการเชื่อมั่นและศรัทธาอยู่ในจิตใจต้องไม่มีความคลางแคลงใจ กล่าวออกมาด้วยลิ้น นำมาสู่การปฏิบัติด้วยอวัยวะต่างๆ

 

          อัล อะกีดะฮ์ หลักการ และพื้นฐานของศาสนาอิสลาม รากฐานอันสำคัญตั้งอยู่การงานทั้งหมดของมนุษย์ หากว่าหลักเชื่อมั่นนั้นถูกต้อง การงานทั้งหมดจะถูกตอบรับ แท้จริงมันคือประการแรกของหลักอิหม่ามคือ (หลักศรัทธา) และประการแรกของหลักอิสลาม คือ (หลักปฏิบัติ)

 

          หลักการอิสลามตั้งอยู่บนรากฐานห้าประการ  และประการแรกคือ การปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดคือบ่าวและรสูลของอัลลอฮฺ

 


          หลักการอีหม่านตั้งอยู่บนรากฐานหกประการ  และประการแรกคือ การศรัทธาเกี่ยวกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺและมุฮัมมัดคือบ่าวและรสูลของอัลลอฮฺ

 

     สิ่งแรกที่บรรดาร่อซูลทั้งหลายนั้นเรียกร้องให้มนุษย์นั้นคือความเชื่อให้ปฏิบัติตาม

อัลลอฮฺ ทรงกล่าวว่า

 

﴿ يَا قَوْمِ اعْبُدُوا اللَّهَ مَا لَكُم مِّنْ إِلَهٍ غَيْرُهُ [الأعراف : 59].

 

     “แล้วเขาได้กล่าวว่าโอ้ประชาชาติของฉันจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิดไม่มีผู้ได้รับการเคารพสักการะใด สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์

 

อัลลอฮฺ ทรงกล่าวว่า

 

﴿ وَمَا أَرْسَلْنَا مِن قَبْلِكَ مِن رَّسُولٍ إِلاَّ نُوحِي إِلَيْهِ أَنَّهُ لاَ إِلَهَ إِلاَّ أَنَا فَاعْبُدُونِ [الأنبياء 25]

     "และเรามิได้ส่งร่อซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮีแก่เขาว่าแท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า

 

          หากบุคคลใด มีหลักศรัทธาที่ถูกต้องตามแบบฉบับกีตาบุลลอฮ์และซุนนะของท่านนบี การงานต่างๆจะถูกต้องทั้งหมดเพราะการตามแบบอย่างของท่านนบี เป็นส่วนสำคัญจะให้อัลลอฮฺนั้นทรงตอบรับการงานทั้งหลาย

 

เงื่อนไขของการทำอิบาดะห์ 

ประการแรก : อิบาดะห์นั้นจะต้อง บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ

ประการที่สอง สอดคล้องกับหลักบทบัญญัติสุนนะของท่านนบี

 

          นี้คือความสำคัญของหลักศรัทธาในศาสนาอิสลามเป็นประแรกของบรรดานบีถูกส่งลงมาเพื่อการเรียกร้องไปสู่การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียวและจากการเริ่มเผยแพร่ศาสนาของท่านนบีมูฮัมหมัดที่นครมักกะฮ์ ท่านเริ่มด้วยการดะวะฮฺไปสู่ กะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺที่ว่า (لاَإِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ) “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ

 

จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮฺ

« أُمِرْتُ أَنْ أُقَاتِلَ النَّاسَ حَتَّى يَشْهَدُوا أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ فَإِذَا قَالُوهَا عَصَمُوا مِنِّي دِمَاءَهُمْ وَأَمْوَالَهُمْ إِلاَّ بِحَقِّهَا وَحِسَابُهُمْ عَلَى اللَّهِ تَعَالَى » .

 

     ฉันถูกสั่งใช้เพื่อต่อสู้กับมนุษย์ จนกว่าพวกเขาจะปฏิญาณว่า ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (หมายความว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริง- นอกจากอัลลอฮฺ) วะอันนะ มุหัมมะดัน เราะสูลุลลอฮฺ (และมุหัมมัดนั้นคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ)

     และ (จนกว่า) พวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และ (จนกว่า) พวกเขาจะจ่ายซะกาต

     ดังนั้นเมื่อพวกเขาปฎิบัติตามดังที่กล่าวมานั้นแล้ว เลือดเนื้อและทรัพย์สินของพวกเขาย่อมได้รับการคุ้มครองจากฉัน เว้นแต่ด้วยสิทธิของอิสลาม และการสอบสวนของพวกเขานั้น เป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ” 

(หะดีษบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

 

          ท่านนบีมูฮัมหมัดได้เรียกร้องชาวมักกะฮฺสู่หลักศรัทธาที่ถูกต้อง ในเรื่องการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺองค์เดียวอยู่เป็นระยะเวลาสิบสามปีก่อนอพยพไปยังเมืองมาดีนะ และห้ามปรามพวกเขาไม่ให้ตั้งภาคีหรือมีสิ่งอื่นต่อพระองค์ แน่นอนการทำงานศาสนา จะต้องเผชิญกับการทำร้ายอย่างมากมายจากผู้ที่ไม่หวังดีและเกลียดชังในศาสนาใหม่ของมูฮัมหมัด นี้คือแบบอย่างของท่านนบีตลอดจนบรรดาศ่อฮาบะได้ยึดและปฏิบัติในรูปแบบที่ถูกต้องตามคำดำรัสของพระองค์ ให้ความสำคัญกับเรื่องอากีดะฮฺอย่างมากในการสอน การศึกษา และ เรียกร้องในศาสนา

 

 

« إِنَّكَ تَأْتِي قَوْمًا أَهْلَ كِتَابٍ ، فَادْعُهُمْ إِلَى شَهَادَةِ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ ، وَأَنِّي رَسُولُ اللَّهِ . فَإِنْ هُمْ أَطَاعُوكَ لِذَلِكَ فَأَعْلِمْهُمْ أَنَّ اللَّهَ افْتَرَضَ عَلَيْهِمْ خَمْسَ صَلَوَاتٍ فِي كُلِّ يَوْمٍ وَلَيْلَةٍ ، فَإِنْ هُمْ أَطَاعُوكَ لِذَلِكَ فَأَعْلِمْهُمْ أَنَّ اللَّهَ افْتَرَضَ عَلَيْهِمْ صَدَقَةً فِي أَمْوَالِهِمْ ، تُؤْخَذُ مِنْ أَغْنِيَائِهِمْ وَتُرَدُّ فِي فُقَرَائِهِمْ »

 

     "ครั้งเมื่อท่านร่อซูลส่งท่านมูอ๊าดไปยังประเทศเยเมน ได้สั่งเสียกับท่านว่า หากว่าท่านนั้นไปยังกลุ่มชนของชาวคัมภีร์ จงเรียกร้องพวกเขาไปสู่การปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และ ฉัน มุหัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ"

     หากว่าพวกเขาเชื่อฟัง จงบอกให้พวกเขารับทราบ แท้จริงอัลลอฮฺทรงกำหนดการจ่ายซะกาตเป็นสิ่งจำเป็นเหนือพวกเขาทั้งหลายจากทรัพย์สินของพวกเขา เก็บจากคนรวย ส่งมอบคนอยากจน

( บุคอรีย์ มุสลิม)

 

         ท่านนบีไม่ได้กำชับท่านมูอ๊าด สอนพวกเขา เรื่องละหมาด การจ่ายซะกาตเป็นเรื่องแรก เว้นแต่จะต้องสอนเรื่องหลักศรัทธาเสียก่อน การปฏิบัติทั้งหลายนั้นไม่ยังประโยชน์ เว้นแต่จะต้องเชื่อมั่นในเรื่องศรัทธาลำดับแรก

 

     บ่งชี้ถึงความสำคัญในเรื่องของอากีดะฮฺในศาสนา เริ่มการสั่งใช้ความดี ด้วยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ละทิ้งสิ่งเป็นชีริกต่างๆ

 

﴿ وَاعْبُدُوا اللَّهَ وَلاَ تُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا [سورة النساء : الآية 36] .

"และจงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์"

 

﴿ أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ [سورة النحل : الآية 36] .

พวกท่าจงเคารพภักดีอัลลอฮ์ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด

 

     “อัฏฏอฆูตจะครอบคลุมสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้เรียกร้องมนุษย์ให้เคารพสักการะมัน เช่น ดวงอาทิตย์ ต้นไม้ รูปเจว็ด และก้อนหิน

มีรายงานในหะดีษอัลกุดซีย์ กล่าวว่า

 

« أَنَا أَغْنَى الشُّرَكَاءِ عَنِ الشِّرْكِ ، مَنْ عَمِلَ عَمَلاً أَشْرَكَ مَعِي فِيهِ غَيْرِي تَرَكْتُهُ وَشِرْكَهُ » .

 

     "ฉันเป็นที่เพียงพอแล้วกับการมีหุ้นส่วนต่อสิ่งอื่นจากการตั้งภาคี ใครที่ปฏิบัติงานใดที่มีหุ้นส่วนอื่นจากอัลลอฮฺ ฉันจะทิ้งให้เขาอยู่กับสิ่งนั้น"

 

ในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า

« فَهُوَ لِلَّذِي أَشْرَكَ ، وَأَنَا مِنْهُ بَرِيءٌ »

ใครที่ตั้งภาคี แน่นอนฉัน (อัลลอฮฺ) บริสุทธ์จากสิ่งนั้น

 

          หากมีเรื่องคำสั่งของหลักศรัทธา แน่นอนย่อมมีหลักการห้ามในเรื่องการตั้งภาคี มันไม่เป็นการเพียงพอ สำหรับมนุษย์คนหนึ่ง บอกว่า ฉันเคารพ อิบาดะต่ออัลลอฮฺ ฉันละหมาด ถือศีลอด จ่ายซะกาต มาทำฮัจญ์ โดยที่เขานั้นยังปฏิบัติสิ่งที่ค้านหลักการของศาสนาเช่น ขอดุอาอ์ ต่อ ท่านาซัน ฮุเซน ต่อ เชคอับดุลกอเดร วิงวอนต่อผู้ตายไปแล้ว การงานที่ท่านปฏิบัติมานั้นจะสูญเปล่า จนกว่าเขานั้นจะอิบาดะด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆทั้งสิ้น

 

อัลลอฮฺ ทรงกล่าวว่า

﴿ وَأَنَّ المَسَاجِدَ لِلَّهِ فَلاَ تَدْعُوا مَعَ اللَّهِ أَحَدًا [الجن : 18]

และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮฺ

 

ทรงกล่าวอีกว่า

: ﴿ فَادْعُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ [غافر : 14]

ดังนั้น จงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์

 

          ต้องมีความบริสุทธิ์ใจในการวิงวอนต่ออัลลอฮฺ อย่าขอสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ เช่น คนตายไปแล้ว ขอต่อชาวกุโบร์ นี้คือการตั้งภาคีใหญ่ มันทำให้เขานั้นหลุดพ้นออกจากศาสนา

 

           ใช่หรือ ! การที่ท่านนั้นบอกว่า เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ แต่ท่านนั้น ยังเชือดสัตว์ต่อคนตาย ยังบนบาน ซึ่งมันค้านกับความเชื่อของท่าน มันจะทำให้การงานของท่านทั้งหมดนั้น ไม่ถูกตอบรับ

 

อะกีดะฮ์อ่อนแอ (2) ..... Click Link >>>