ที่พำนักตลอดกาล
  จำนวนคนเข้าชม  589


ที่พำนักตลอดกาล

 

คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีอัตตักวา คือมีความยำเกรงต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องสร้างความยำเกรงต่อพระองค์ให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราให้ได้ โดยการศึกษา แสวงหาความรู้ในเรื่องราวของบทบัญญัติศาสนา พยายามทำความเข้าใจ และนำมาสู่การปฏิบัติ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และในขณะเดียวกัน ก็ต้องออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ และพยายามทำให้สุดกำลังความสามารถของเรา

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในช่วงสุดท้ายของวันกิยามะฮฺ เมื่อบรรดาผู้ศรัทธาที่ทำความผิดที่ไม่ใช่ความผิดจากการทำชิริก พวกเขาจะได้รับการชำระโทษในนรก ตามความผิดที่พวกเขาได้ทำไว้ในโลกดุนยา หรือบางคนอาจจะได้รับการอภัยโทษก็ได้ หากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์ หลังจากนั้น พวกเขาก็จะได้ออกจากนรก เพื่อเข้าสวรรค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

          แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ พวกเขาจะต้องผ่านกระบวนการของการคืนสิทธิระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่คนๆหนึ่งไปล่วงเกิน หรือไปล่วงละเมิดสิทธิของคนอีกคนหนึ่ง (ตามที่ได้พูดไปครั้งที่แล้ว) เมื่อกระบวนการตรงนี้เสร็จสิ้นลง นั่นหมายถึงว่า ผู้ศรัทธาคนนั้นสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความผิดแล้ว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจึงได้ทรงอนุมัติให้เขาได้เข้าสวรรค์ของพระองค์ เป็นรางวัลตอบแทนให้แก่ผู้ศรัทธา ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ เป็นที่อยู่ที่พำนักอันแสนพิเศษจริงๆ 

          พิเศษขนาดว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกว่า สายตาของมนุษย์ไม่เคยเห็นมันมาก่อนบนโลกดุนยา หูก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน หัวใจของมนุษย์ก็ไม่สามารถจินตนาการได้เลย 

 

           อัลหะดีษในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ อิมามมุสลิม รายงานจากท่านอบูหุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

: يَقُولُ اللَّهُ تَعَالَى : أَعْدَدْتُ لِعِبَادِي الصَّالِحِينَ مَا لَا عَيْنٌ رَأَتْ وَلَا أُذُنٌ سَمِعَتْ وَلَا خَطَرَ عَلَى قَلْبِ بَشَرٍ ذُخْرًا بَلْهَ مَا أُطْلِعْتُمْ عَلَيْهِ َ

 

อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสว่า...ข้าได้จัดเตรียมไว้ให้แก่บ่าวที่ศอลิหฺของข้า

ในสิ่งที่ ตา(ของเขา)ไม่เคยเห็นมาก่อน ..หู(ของเขา)ไม่เคยได้ยินมาก่อน..

และ(สิ่งนั้น)ไม่เคยผ่านเข้าไปในหัวใจของมนุษย์คนใดเลย (ไม่สามารถจินตนาการได้เลย)...”

 

          ดังนั้น คฤหาสน์ ปราสาท ราชวังที่เราเห็นบนโลกดุนยานี้ ที่เราเห็นแล้วตกตะลึง ที่เราบอกว่า มันช่างสวยเหลือเกิน อลังการเหลือเกิน วิจิตรเหลือเกิน วิเศษเหลือเกิน ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับสวรรค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาในโลกอาคิเราะฮฺ ซึ่งผู้ศรัทธาจะได้อยู่พำนักในสวรรค์นั้นอย่างตลอดกาล

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เรามารู้จักลักษณะของสวรรค์ตามที่อัลกุรอานได้แจ้งไว้ ตามที่ท่านนบีได้บอกไว้ ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนที่เป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้หัวใจของเราได้มุ่งมาดปรารถนาที่จะได้เข้าไปอยู่เข้าไปพำนัก ลักษณะบางส่วนก็เช่น.. 

     สวรรค์มีแสงแพรวพราวดูตระการตาไปหมด ไม่สามารถจะพรรณนาความงามได้หมด มันถูกสร้างด้วยอิฐที่เป็นเงินเป็นทอง สิ่งที่นำมาฉาบมันก็คือชะมดเชียงที่หอมฟุ้ง ก้อนกรวดของสวรรค์คือไข่มุกและทับทิม ดินของสวรรค์คือ หญ้าฝรั่น

     สวรรค์มีประตู 8 บาน แต่ละบานมีความกว้างเท่ากับระยะการเดินทาง 3 วัน มี 100 ขั้นบันได แต่ละขั้นจะห่างกันราวชั้นฟ้าทั้งหลายกับแผ่นดิน สวรรค์ขั้นสูงสุดคือฟิรดาวซ์ เพดานของมันติดกับบรรลังก์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

     แม่น้ำสายต่างๆจะไหลมาจากที่นั่น น้ำในแม่น้ำจะเป็นน้ำผึ้ง นมสด เหล้าบริสุทธิ์ น้ำจืดสนิท มันไหลผ่านอย่างไม่มีขีดจำกัดตามความต้องการของผู้ศรัทธา มีอาหารเอร็ดอร่อยนานาชนิดมาคอยให้ลิ้มลอง

     มีเต็นท์มากาง เต็นท์นี้ทอจากไข่มุกกลวง กว้าง 60 ไมล์ ทุกๆมุมของเต๊นท์นี้จะมีบริกรหนุ่มที่สง่างาม ทาขอบตาดำประจำอยู่

     ผู้ใดได้เข้าสวรรค์ เขาจะได้ความสุข โดยไม่พบกับความยากลำบากใดๆเลย เขาจะอยู่ตลอดกาล จะไม่ตาย จะไม่แก่ จะหนุ่มจะสาวอยู่ตลอดกาล เสื้อผ้าของเขาจะไม่เก่า เขาจะไม่ขับถ่าย ทุกครั้งที่เขาจามออกมาก็จะเป็นกลิ่นชะมดเชียง ..

     นี่ก็คือลักษณะเพียงเล็กน้อยของสวรรค์ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งภายในสวรรค์ก็จะมีสิ่งพิเศษๆมากมาย มีเครื่องอำนวยความสะดวกนานาชนิดซึ่งสายตาของเราไม่เคยเห็น หูของเราไม่เคยได้ยิน สมองของเราไม่สามารถจินตนาการได้

 

          บุคคลที่ได้เป็นชาวสวรรค์จะได้รับรางวัลตอบแทนมากมาย ซึ่งชาวสวรรค์ที่มีสถานะต่ำสุด จะได้รับรางวัลทุกอย่างที่เขาปรารถนาในโลกดุนยา โดยที่เขาจะได้รับมันมากกว่า 10 เท่า หมายความว่า อะไรที่เรามุ่งมาดปรารถนาอยู่ในโลกดุนยาขณะนี้ แล้วเราอาจจะยังไม่ได้รับมัน แน่นอน ในโลกอาคิเราะฮฺ เราจะได้รับมัน โดยที่เราจะได้รับมันมากกว่า 10 เท่า..นี่คือรางวัลตอบแทนสำหรับชาวสวรรค์ที่มีสถานะต่ำสุดเท่านั้น ...แล้วนับประสาอะไรกับชาวสวรรค์ที่มีสถานะสูงกว่านี้ จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นพิเศษมากมายขนาดไหน...

          นอกจากนี้ ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวสวรรค์ก็คือ เขาจะได้เห็นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้รับความเมตตาความโปรดปรานจากพระองค์ และได้มีชีวิตอยู่ในสวรรค์ตลอดกาล

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย เรามาดูลักษณะของนรกบ้าง ตามที่อัลกุรอานได้แจ้งไว้ และท่านนบีได้บอกไว้ ยกตัวอย่างมาเพียงบางส่วนเพื่อให้หัวใจของเราได้มีความหวั่นกลัว ไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้มัน ...

     ลักษณะของนรกก็เช่น มี 7 ประตูทางเข้า ความร้อนแรงของมันร้อนแรงยิ่งกว่าความร้อนของไฟบนโลกดุนยาเจ็ดสิบเท่า ร่างของผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกปรับให้ใหญ่โตขึ้นเพื่อรับการลงโทษ ซึ่งระยะห่างระหว่างบ่าทั้งสองของเขา เท่ากับระยะเดินทางสามวัน

     ซี่ฟันแต่ละซี่จะเท่ากับภูเขาอุฮุด ผิวหนังจะหนาขึ้น และถูกผลัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่มันเน่าเปื่อย เพื่อจะได้ลิ้มรสของการลงโทษอย่างสาสม

     เครื่องดื่มของพวกเขาจะเป็นน้ำร้อนระอุตัดลำไส้ อาหารของพวกเขาคือต้นซักกูม และน้ำเลือดน้ำหนองของชาวนรก 

     การลงโทษที่เบาที่สุดของชาวนรก คือถูกวางถ่านจากไฟนรกจำนวนสองก้อนไว้ใต้ฝ่าเท้า จนทำให้สมองของเขาเดือด แสดงว่า ภายในร่างกายของเขาต้องร้อนระอุอย่างมากมาย จึงจะทำให้สมองเดือดได้ ...นี่คือโทษที่เบาที่สุด ผิวหนังจะสุกและไหม้เกรียมจนละลาย เรือนร่างจะถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน

     ความลึกของนรก ระยะทางก็เท่ากับ ระยะเวลาที่หากเด็กทารกถูกโยนลงไป เมื่อไปถึงก้นนรก เด็กคนนั้นจะมีอายุ 70 ปี

     เชื้อเพลิงของไฟนรกคือ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา บรรดาผู้ที่ตั้งภาคี มุนาฟิก และก้อนหิน รูปปั้น รูปเจว็ดต่างๆ ..อากาศในนรกล้วนเป็นพิษ แค่เงาของนรกก็ร้อนระอุอย่างมาก

     เครื่องนุ่มห่มก็เป็นไฟ ความโกรธของนรกจะเผาไหม้ทุกสรรพสิ่งไม่เหลือซาก มันจะผ่านไปยังผิวหนัง จรดส่วนลึกของเนื้อกระดูกและหัวใจ

 

          นรกจึงเป็นสถานที่สำหรับการลงโทษ ไม่ใช่เป็นโรงพยาบาล ไม่ใช่สถานที่สำหรับการรักษาพยาบาล อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงเตรียมนรกไว้ลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ดื้อดึง ผู้อธรรม ผู้ฝ่าฝืน จะมีการลงโทษ จะมีการทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์ ไม่มีสิ่งใด ไม่มีใครจะมาคุ้มครองและให้การช่วยเหลือใดๆได้เลย บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและมุนาฟิกจะต้องอยู่ในนรกและถูกลงโทษในนรกตลอดกาล

          ในขณะนี้ ทั้งนรก ทั้งสวรรค์ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และไม่มีวันที่มันจะสูญสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ทั้งสวรรค์ ทั้งนรกจะคงอยู่ตลอดกาล นี่คือหลักอะกีดะฮฺที่ถูกต้องของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก่อนจบคุฏบะฮฺในวันนี้ และก่อนจบเรื่องราวของกระบวนการในวันกิยามะฮฺ ตามที่อุละมาอ์ของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺได้รวบรวมไว้ ขอให้เราได้ตระหนักว่า มุสลิมเราเป็นคนสองโลก คือโลกดุนยากับโลกอาคิเราะฮฺ ...มุสลิมไม่ใช่มีเพียงโลกนี้โลกเดียว ไม่ใช่ว่าตายแล้วก็จบกัน ไม่ใช่อย่างนั้น และมุสลิมไม่มีโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิด แต่มุสลิมมีโลกดุนยากับโลกอาคิเราะฮฺ เมื่อจากโลกดุนยานี้ไปแล้ว ก็ต้องไปสู่โลกอาคิเราะฮฺอันถาวร

          ดังนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงสอนเรา ในเรื่องของการใช้ชีวิตในโลกดุนยาว่า ให้เราใช้ชีวิตในโลกดุนยานี้อย่างคนแปลกหน้า หรือคนเดินทาง

           อัลหะดีษในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจับไหล่ของฉันแล้วกล่าวว่า

 

كُنْ فِي الدُّنْيَا كَأَنَّكَ غَرِيبٌ أَوْ عَابِرُ سَبِيلٍ

 

จง(ใช้ชีวิต)อยู่ในโลกดุนยานี้ เสมือนกับว่าท่านเป็นคนแปลกหน้า หรือคนเดินทางเถิด

 

           นักวิชาการอธิบายว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสอนเราว่า ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น เราอย่ายึดเอาโลกดุนยานี้เป็นที่อยู่ถาวร คืออย่าไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ตามที่ใจเราปรารถนาต้องการ โดยไม่สนใจขอบเขตของบทบัญญัติศาสนา ใช้ชีวิตโดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่เราจะได้รับในโลกอาคิเราะฮฺ

          แต่ท่านนบีให้เราถือโลกดุนยานี้เป็นเพียงทางผ่าน เพื่อไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ เสมือนกับคนที่เขาได้เดินทางออกจากบ้าน ออกจากที่พำนักที่นอนของเขา เพื่อออกไปทำธุระปะปัง หรือไปทำมาหากินยังเมืองไกลๆ หรือไปศึกษาหาความรู้ยังต่างแดน เมื่อเวลาที่เขาเดินทางไปที่เมืองใด เขาก็เป็นคนแปลกหน้าของที่นั่น และไม่มีความรู้สึกที่จะยึดเมืองนั้นเป็นที่พักถาวร หัวใจของเขาจึงไม่ได้ติดใจอะไรในเมืองนั้น เพราะหัวใจของเขาก็ต้องมุ่งที่อยากจะกลับบ้านของตนเองที่เป็นที่อยู่ที่แน่นอน

 

          นั่นก็หมายความว่า เมื่อเราเกิดมา เราก็แค่มาแวะใช้ชีวิตชั่วคราวในโลกดุนยา แต่จุดหมายปลายทางที่เราจะไปอยู่ จะไปพำนักอย่างถาวร ก็คือโลกอาคิเราะฮฺ ...ชีวิตในโลกดุนยาจึงเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ ซึ่งเป็นโลกที่ถาวร ...

          นักวิชาการจึงได้บอกว่า โลกดุนยาเป็นโลกแห่งการทดสอบ เป็นโลกแห่งการทำอะมัลศอลิหฺ ทำอิบาดะฮฺ สะสมการงานที่เป็นความดีความงาม เป็นโลกชั่วคราว ที่สักวันต้องดับสูญไป สูญสลายไป ในขณะที่โลกอาคิเราะฮฺ เป็นโลกแห่งการตอบแทนสิ่งที่เราได้ทำไว้ ได้ประพฤติไว้ ได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยา เมื่อได้รับการตอบแทนอย่างไรแล้ว ผลของการตอบแทนนั้น ก็คือสิ่งที่เราต้องอยู่กับมันไปตลอดกาลตลอดไป ไม่มีวันดับสูญอีกเลย ...

     ใครที่ได้เป็นชาวสวรรค์ เขาก็จะได้ที่อยู่ในสวรรค์ตลอดกาล... ใครที่เป็นชาวนรกที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เป็นมุชริกีน เป็นมุนาฟิก เขาก็จะได้ที่อยู่ในนรกตลอดกาลเช่นกัน

 

           ดังนั้น มุสลิมเราจะต้องไม่หลงใหลใคร่ดีในโลกดุนยาจนมากมาย จนเกินเลยขอบเขตบทบัญญัติของอัลลออฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่ให้ดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงโลกอาคิเราะฮฺให้มากๆ เราต้องรู้จักยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บอกไว้ว่า เราไม่สามารถนำโลกดุนยากับโลกอาคิเราะฮฺมาเปรียบเทียบกันได้เลย

 

      อัลหะดีษ ในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

مَوْضِعُ سَوْطٍ فِي الْجَنَّةِ خَيْرٌ مِنَ الدُّنْيَا وَمَا فِيهَا

 

ที่วางไม้เท้าในสวรรค์ ดีกว่าโลกดุนยานี้ และสิ่งที่อยู่ในโลกดุนยานี้

 

وَلَغَدْوَةٌ فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَوْ رَوْحَةٌ خَيْرٌ مِنَ الدُّنْيَا وَمَا فِيهَا *

 

     “และแท้จริง เวลากลางวันเพียงเสี้ยวหนึ่งของผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ หรือช่วงบ่ายเพียงเสี้ยวหนึ่งก็ยังดีกว่าโลกดุนยานี้ และสิ่งที่มีอยู่ในโลกดุนยานี้

 

          ด้วยเหตุนี้ โลกดุนยาจึงแทบไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเทียบกับโลกอาคิเราะฮฺ ดังนั้น เราอย่าไปติดอกติดใจอะไรมากมายกับสิ่งลวงล่อต่างๆในโลกดุนยานี้

 

           สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดให้เราได้มีหัวใจที่ไม่ยึดติดกับโลกดุนยานี้ และได้ดำเนินชีวิตอย่างผู้มีอัตตักวา ผู้มีความยำเกรงต่อพระองค์อย่างแท้จริง

 

 

 (คุฏบะฮฺวันศุกร์ มัสญิดดารุลอิหฺซาน บางอ้อ)