อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอยู่ที่ไหน?
  จำนวนคนเข้าชม  477


อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอยู่ที่ไหน

 

ถาม-ตอบ โดยสรุป โดย .อาบีดีณ โยธาสมุทร

 

بسم الله الرحمن الرحيم

والصلاة والسلام على رسول الله

 

คำถาม

 

. อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอยู่ที่ไหน?

.ต้องรู้ด้วยหรือว่าพระองค์ทรงอยู่ที่ไหน?

.คำถามประเภทนี้เป็นการลบหลู่พระเจ้าหรือไม่?

.เก็บไว้ค่อยรู้วันอาคิเราะฮฺเลยได้หรือไม่?

. แล้วที่พระองค์บอกว่าทรงอยู่กับเรา หมายความว่าอย่างไร?

.บรรดาซะลัฟเขาว่ากันไว้ว่ายังไง?

 

คำตอบ

 

     ๑ทรงอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์เหนือฟากฟ้าของพระองค์พระองค์ทรงอยู่เบื้องบนโดยเป็นไปในรูปแบบที่เหมาะสมและคู่ควรกับพระองค์และความยิ่งใหญ่ของพระองค์ซึ่งไม่มีผู้ใดทั้งสิ้นเหมือนพระองค์ ดังนั้นไม่ต้องคิดต่อว่า ทรงอยู่บนบัลลังก์อย่างไร ? ทรงอยู่เหนือฟากฟ้าอย่างไร ? และทรงอยู่เบื้องบนอย่างไร หน้าที่ของเรามีเพียงเชื่อมั่นในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกไว้รู้จักสถานะและความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และรู้จักขอบเขตของตัวเราเองและสงวนตัวเราให้อยู่ในขอบเขตไม่ก้าวล่วง

 

     ๒.ใช่เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในบรรดาข้อมูลที่อัลลอฮฺ ตะอาลา และร่อซู้ลของพระองค์ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ได้ทรงแจ้งไว้ให้เราทราบ

 

     ๓. ไม่ เพราะท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมเอง ก็ได้ใช้คำถามนี้ในการตรวจสอบการศรัทธาของทาสหญิงคนหนึ่งมาแล้วถ้าหากคำถามประเภทนี้เป็นการลบหลู่จริง ท่านคงไม่นำมาเป็นคำถามในการทดสอบเป็นแน่

 

      ๔. ไม่ได้เพราะข้อมูลต่างๆในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา และร่อซู้ลของพระองค์ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ได้ทรงแจ้งให้ทราบเอาไว้แล้ว ในอั้ลกุ้รอานและในอัลฮะดี้ษดังนั้นถ้าหากคุณคิดว่าข้อความในคำถามนี้มันถูกต้องจริง แล้วตกลงข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา และร่อซู้ลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมได้แจ้งเอาไว้ในอั้ลกุ้รอานและอัลฮะดี้ษ มันคืออะไรกัน และมันถูกแจกแจงไว้ในอั้ลกุรอานและอัลฮะดี้ษเพื่ออะไรกัน? หรือว่าคุณกำลังคิดว่าพระองค์และร่อซู้ลของพระองค์ไม่ทรงรู้จักกาลเทศะกระนั้นหรือ?

 

     ๕. หมายถึงทรงอยู่กับเราด้วยความรู้ของพระองค์ด้วยความสามารถของพระองค์และด้วยการสนับสนุนจากพระองค์ ไม่ได้แปลว่าทรงลงมาคลุกคลีและปะปนอยู่กับพวกเราบนผืนแผ่นดิน

 

     ๖. ท่านอิบนุมัซอู้ดร่อดิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างฟากฟ้าดุนยาและฟ้าชั้นถัดไปนั้นมีระยะห่างห้าร้อยปีและระหว่างฟากฟ้าแต่ละชั้นทุกๆชั้น มีระยะเท่ากับการเดินทางห้าร้อยปีและระหว่างฟ้าชั้นที่เจ็ดกับเก้าอี้นั้นมีระยะเท่ากับการเดินทางห้าร้อยปีและระหว่างเก้าอี้ถึงน้ำก็มีระยะเท่ากับการเดินทางห้าร้อยปีและบัลลังก์นั้นอยู่เหนือน้ำ และอัลลอฮฺทรงอยู่เหนือบัลลังก์ ซึ่งพระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่พวกท่านกำลังเป็นไปอยู่-ในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า- ไม่มีสิ่งใดเลยจากพฤติกรรมของพวกท่านที่จะหลบซ่อนให้พ้นจากพระองค์ไปได้

     บันทึกโดย อับดุลลอฮฺลูกชายอิหม่ามอะฮฺหมัด ใน อั้ซซุนนะฮฺ ,อิบนุคุซัยมะฮฺ ,อั้ดดาละมีย์ , อั้ลลาละกาอีย์และท่านอื่นๆ อั้ลอั้ลบานีย์กล่าวไว้ใน มุ้คตะศ้อรอั้ลอุลู่(หน้า๑๐๔) ว่าและสายรายงานของพวกท่านเหล่านั้น ดี”   

 

ตัวอย่างตัวบทหลักฐานจากอั้ลกุ้รอ่านและอั้ซซุนนะฮฺ

 

﴿أَأَمِنتُممَّن فِي السَّمَاءِ أَن يَخْسِفَ بِكُمُ الْأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ﴾[٦٧:١٦]

     “พวกเจ้ารู้สึกวางใจกันกระนั้นหรือ ต่อการที่พระผู้ที่ทรงอยู่ในฟากฟ้าจะทรงทำให้แผ่นดินสูบกลืนพวกเจ้าไป แล้วเมื่อนั้นมันก็จะสั่นไหว

(อั้ลมุ้ลกฺ/๑๖)

 

﴿يَخَافُونَ رَبَّهُم مِّن فَوْقِهِمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ﴾ [١٦:٥٠]

     “พวกเขาต่างหวาดกลัวพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาจากเบื่องบนของพวกเขา และพวกเขาก็จะกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชา

( อันน้ะฮฺล/๕๐)

﴿الرَّحْمَٰنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَىٰ﴾  [٢٠:٥]

 “อั้รเราะฮฺมานทรงประทับบนบัลลังก์

( ตอฮา/ )

 

       ฮะดี้ษ ที่รายงานโดยท่านมุอาวิยะฮฺร่อดิยัลลอฮุอันฮุเกี่ยวกับทาสหญิงที่ทำหน้าที่เลี้ยงแพะให้ท่านมุอาวิยะฮฺคนหนึ่ง แล้วเกิดมีปัญหาในกรณีเกี่ยวกับแพะที่เลี้ยงไว้โดยท่านมุอาวิยะฮฺได้กล่าวกับท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมว่า

ท่านร่อซูลุลลอฮฺครับ จะให้ผมปล่อยนางให้เป็นอิสระดีไหม

ท่านกล่าวว่าจงนำตัวนางมาพบฉันแล้วผมก็นำตัวนางมาหาท่าน 

แล้วท่านก็พูดกับนางว่าอัลลอฮฺทรงอยู่ที่ไหน?”

นางกล่าวว่า ในฟากฟ้า 

ท่านกล่าวว่าฉันคือใครหรือ?” 

นางตอบว่าท่านคือร่อซุ้ลของอัลลอฮฺ

ท่านกล่าวว่าจงปล่อยนางให้เป็นไทเสีย เพราะนางคือผู้ศรัทธา” 

(ศ่อฮีฮุมุสลิม/ ๕๓๗)

 

     ฮะดี้ษ ของท่านอบูซะอี้ดโดยท่านกล่าวว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมได้กล่าวไว้ว่า

พวกท่านไม่ไว้ใจฉันกระนั้นหรือทั้งๆที่ฉันนี้เป็นบุคคลที่พระผู้ที่ทรงอยู่ในฟากฟ้าทรงวางพระทัย” 

(ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์/๔๓๕๑)

 

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า 

           “ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อัลลอฮฺทรงอยู่ในภายในของฟากฟ้าโดยที่บรรดาฟากฟ้าจำกัดและห่อหุ้มพระองค์ไว้แต่อย่างใด เนื่องจากความเข้าใจในทำนองนี้ไม่มีซะลัฟแห่งอุมมะฮฺนี้คนใดและไม่มีอีหม่ามคนไหนเขาพูดกันเช่นนี้เลย แต่ทว่าพวกท่านนั้น ต่างมีมติเอกฉันท์กันว่า 

          อัลลอฮฺทรงอยู่เหนือฟากฟ้าของพระองค์บนบัลลังก์ของพระองค์ โดยทรงเป็นเอกเทศจากสิ่งถูกสร้างของพระองค์ไม่มีสิ่งใดเลยจากตัวตนของพระองค์ที่เข้าไปอยู่ในสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดเลยจากสิ่งถูกสร้างของพระองค์ที่เขาไปอยู่ในตัวตนของพระองค์

          ท่านมาลิกอิบนุอนั้ซ ได้พูดไว้ว่าอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่เหนือฟากฟ้าและความรู้ของพระองค์อยู่ในทุกหนทุกแห่ง-จนถึงข้อความที่ท่านกล่าวว่า- ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่มีความเชื่อว่า อัลลอฮฺทรงอยู่ในภายในของฟากฟ้าโดยทรงถูกจำกัดและถูกห่อหุ้มไว้และเชื่อว่าพระองค์ทรงต้องพึ่งพาบรรลังก์หรือสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากบัลลังก์-จากบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์- หรือเชื่อว่าการประทับของพระองค์บนบรรลังก์ของพระองค์นั้นเป็นเช่นเดียวกันกับการประทับของสิ่งถูกสร้างบนเก้าอี้แล้วละก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นเป็นบุคคลผู้หลงทาง ผู้อุตริ ผู้โง่เขลา 

          และผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าเหนือฟากฟ้านั้นไม่มีผู้ทรงสิทธ์อันถูกต้องในการได้รับการสักการะและภักดีให้ได้ทำการเคารพสักการะอยู่ และเชื่อว่าเหนือบรรลังก์ ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าให้ได้ทำการละหมาดและซุญูดแด่พระองค์อยู่ และเชื่อว่า ท่านมุฮัมหมัดไม่ได้เดินทางขึ้นไปหาพระเจ้าของท่าน และเชื่อว่าอั้ลกุรอานนั้นไม่ได้ลงมาจาก ที่พระองค์แล้วละก็ เขาก็เป็นบุคคลที่ปฏิเสธตัวบทเป็นพวกของฟิรเอาน์ เป็นคนที่หลงทางและเป็นผู้ที่อุตริ...”

(มั้จมั้วะอั้ลฟะตาวา//๒๕๘)

 

     หลักฐานที่ให้การยืนยันว่าชาวซะลัฟมีจุดยืนเช่นนี้มีมามายขออนุญาตกล่าวถึงไว้เพื่อเป็นตัวอย่าง ดังนี้

 

     ๑) ฮะดี้ษของท่านอบู ซะอี้ดที่ว่าท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม กล่าวไว้ (ความ)ว่า พวกท่านไม่วางใจฉันกระนั้นหรือ ทั้งๆที่ฉันคือ บุคคลผู้ได้รับการไว้วางใจของพระผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้า...” 

(มุ้ตตะฟะกุนอะลัยฮิ)

 

     ๒คำพูดของท่านอบูบักรร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ที่ว่าใครในพวกท่านที่ให้การสักการะและภักดีต่อมุฮัมหมัดศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม แน่นอนว่า มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่ใครในพวกท่านที่ทำการสักการะและภักดีต่ออัลลอฮฺ แน่นอนว่าอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงมีชีวิตอยู่ไม่ตายจากไปไหน” 

(อั้ลบุคอรีย์/๑๒๔๑,๑๒๔๒)

 

     ๓คำพูดของท่านอุมัรร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ที่ว่า “...อันที่จริงแล้วเรื่องราวนั้น มันมาจากตรงนี้พลางท่านก็ชี้มือของท่านไปยังท้องฟ้าท่านอั้ซซะฮะบีย์กล่าวว่าสายรายงานของข้อมูลนี้เปรียบได้ดั่งดวงอาทิตย์เลยทีเดียวท่านอั้ลอั้ลบานีย์กล่าวว่า เป็นสายรายงานที่ ศ่อเฮี้ยฮฺตรงตามเงื่อนไขของท่านเชคทั้งสอง 

(ดู มุคตะศ้อร อั้ลอุลู่ฯ หน้า ๑๐๓)

 

     ๔คำพูดของท่านหญิง ไซนับบินติ ยะฮฺช์ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮา ที่ว่า บุคคลที่ทำการสมรสให้กับพวกเธอก็คือครอบครัวของพวกเธอ แต่อัลลอฮฺทรงทำการสมรสให้แก่ฉันจากเบื่องบนของชั้นฟ้าทั้งเจ็ด

(ดู ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์/ ๗๔๒๐)

 

     ๕คำพูดของท่าน อิหม่ามอะบูฮะนีฟะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ (.. ๘๐-๑๕๐)ที่ว่าใครที่กล่าวว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพระเจ้าของผมนั้นทรงอยู่บนฟากฟ้าหรือว่าทรงอยู่บนผืนแผ่นดินกันแน่ เขาผู้นั้นได้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว และในทำนองเดียวกันนี้ผู้ใดที่กล่าวว่าผมยอมรับว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือบัลลังก์ แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าบัลลังก์นั้น อยู่บนฟากฟ้าหรืออยู่บนผืนแผ่นดินอัลลอฮฺนั้น ทรงถูกวอนขอจากทางเบื่องบน ไม่ใช่จากทางเบื่องใต้ ซึ่งนั่นไม่ใช่คุณลักษณะแห่งความเป็นเจ้าและความมีความคู่ควรต่อการได้รับการสักการะและภักดีแต่ประการใด

          และสำหรับในประเด็นนี้ก็มีรายงานที่ระบุไว้ในฮะดี้ษที่ให้ยืนยันแล้วท่านก็กล่าวถึงฮะดี้ษที่พูดถึง ทาสผู้หญิงที่ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากคำตอบของนางที่ได้ตอบกับท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมไป โดยให้การยืนยันว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอยู่บนฟากฟ้า"

(ดู อั้ลฟิกฮุ้ลอั้บซั้ต /๑๓๕)

 

     ๖คำพูดของท่านอั้ลเอาซาอีย์(..๑๕๗) ที่ว่าในช่วงที่บรรดาตาบีอีนยังอยู่กันครบ พวกเราได้กล่าวกันว่าอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ลละ ทรงอยู่บนบรรลังก์และพวกเราก็ต่างเชื่อมันกันในสิ่งที่อั้ซซุนนะได้ระบุไว้เกี่ยวกับเรื่องของพระลักษณะ” 

(อั้ลบัยฮะกีย์/อั้ลอัซม้าอฺวั้ศศิฟ้าต/๔๐๘)

 

     ๗คำพูดของท่านอิหม่ามมาลิกอิบนุ อนัส ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ (.. ๙๓-๑๗๙) ที่ว่ารายละเอียดที่ว่าเป็นเช่นไรนั้นไม่ใช่สิ่งที่รับรู้ได้โดยสติปัญญา ส่วนการประทับนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก และการเชื่อมั่นต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนการไต่ถามถึงเรื่องนี้นั้น เป็นการอุตริ...” 

(อั้ดดาระมีย์/อั้รร้อดดุอะลั้ลญะฮฺมียะฮฺ/๓๓)

 

     ๘คำพูดของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ (.. ๑๕๐-๒๐๔) ดังที่มีการรายงานมาจาก ยูนุส อิบนุ อับดิ้ลอะอฺลาที่ว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงมีบรรดาพระนามและบรรดาพระลักษณะ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้ที่ได้รับการยืนยันและชี้แจงโดยหลักฐานแล้วจะกระทำการปฏิเสธเรื่องราวในประเด็นนี้ ซึ่งถ้าหากเขายังออกมาเห็นต่างอีก หลังจากที่ได้มีหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์เรียบร้อยแล้วก็เท่ากับว่าเขาคือ ผู้ปฏิเสธ แต่ถ้าหากพฤติกรรมข้างต้นมีขึ้นก่อนที่จะมีการนำหลักฐานมาชี้แจง ก็ให้ถือว่าเขาเป็นบุคคลที่ได้รับการผ่อนปรนให้ เนื่องจากความเขลา

          ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลต่างๆข้างต้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้โดยสติปัญญา การมองและการนึกคิด ซึ่งเขาผู้นั้นจะต้องให้การยืนยันต่อบรรดาพระลักษณะต่างๆในขณะเดียวกันก็จะต้องทำการปฏิเสธความเสมอเหมือนและความใกล้เคียง ดังที่พระองค์ได้ทรงปฏิเสธเรื่องดังกล่าวไว้จากตัวของพระองค์"ไม่มีสิ่งใดเหมือนกับพระองค์ และพระองค์คือ พระผู้ทรงได้ยินพระผู้ทรงมองเห็น" บันทึกโดย อั้ลฮิการีย์ด้วยสายรายงานที่ผู้รายงานทุกคนเป็นคนที่เชื่อถือได้ 

(ดูมุคฺตะศ็อร อั้ลอุลู่ฯ /๑๗๗)

 

     ๙คำพูดของอิหม่ามอะฮฺหมัดร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ (๑๖๔-๒๔๑) เมื่ออะบูตอลิบ อะฮฺหมัด อิบนุ ฮุมั้ยดฺได้มาถามท่านเกี่ยวกับคนที่กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงอยู่กับพวกเรา แล้วเขาก็อ่าน

مايكون من نجوى ثلاثة إلا هورابعهم

ไม่มีการกระซิบใดๆของคนสามคนนอกจากพระองค์จะทรงเป็นผู้ที่สี่ของพวกเขา

     ท่านกล่าวว่าคนๆนั้นได้กลายเป็นพวกญะฮฺมียะฮฺไปเสียแล้ว พวกเขาเข้ามายึดถือเอาส่วนท้ายของอายะฮฺไว้และทำการละทิ้งส่วนต้นของอายะฮฺไปท่านลองอ่านให้เขาฟังซิว่า

ألم تر أن الله يعلم

เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่าอัลลอฮฺทรงรู้

     ดังนั้น ความรู้ของพระองค์ต่างหากที่อยู่กับพวกเขาและท่านก็กล่าวว่า ในซูเราะฮฺ ก็อฟ

ونعلم ما توسوس به نفسه ونحن أقرب إليه من حبل الوريد

และเรารู้ในสิ่งที่จิตใจของเขากำลังกระซิบอยู่ และเราอยู่ใกล้กับเขาเสียยิ่งกว่าเส้นเลือดชีวิตเสียอีก

ดังนั้น ความรู้ของพระองค์ต่างหากที่อยู่กับพวกเขา

(ดู  มุคฺตะศ็อร อั้ลอุลู่ฯ /๑๙๐)

 

          จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราทราบว่าจริงๆแล้วชาวซะลัฟมีความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับพระลักษณะของอัลลอฮฺตะอาลาเป็นอย่างดีและรู้ว่าจุดยืนที่ถูกต้องและสมควรของผู้เป็นบ่าวนั้นเป็นอย่างไรไม่เลยเถิดไม่ก้าวล่วง เพียงยืนยันและเชื่อตามข้อมูลที่ได้รับอย่างไม่สงสัยและไม่เสียมารยาท ไม่บังอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปแจกแจงรายละเอียดว่าเป็นเช่นไรหรือนำไปเปรียบกับสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เพราะอัลลอฮฺเท่านั้นที่เป็นพระเจ้า และพระเจ้าก็มีเพียงแค่พระองค์เดียวเท่านั้นแล้วจะให้ไปคิดเปรียบเทียบหรือซักถามว่าเป็นเช่นไรได้อย่างไร ?

 

          สุดท้ายนี้ข้าพระเจ้าขอเตือนตัวของข้าพระเจ้าเองตลอดจนผู้โต้แย้งให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺและให้จริงกับพระองค์รู้จักสถานะของพระองค์ และรู้จักตัวเอง สำคัญตนให้ถูก และมุ่งหน้าสู่สัจธรรมอย่าติดอยู่กับตัวบุคคล กลุ่มสังกัด หรือพวกพ้อง และที่สำคัญ พยายามหลีกเลี่ยงการโต้เถียงในเรื่องศาสนาเพราะความรู้ทางศาสนาไม่ได้ตกผลึกผ่านการโต้เถียง หากแต่วิชาการศาสนาจะมีขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้และรับการถ่ายทอดมาจากนักวิชาการที่เป็นที่ทราบกันว่ามีความมั่นคงในวิถีแห่งอิสลามอันบริสุทธิ์เท่านั้น จากรุ่นสู่รุ่นจนสามารถย้อนกลับไปถึงที่มาแห่งแสงทอง อันได้แก่ยุคของท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม และบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านได้นั้นเอง      

 

วะศ็อลลัลลอฮุอะลามุฮัมมัดวะอาลิฮีวะศ่อฮฺบิฮีอัจมะอีน