ใครคืออะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ ?
  จำนวนคนเข้าชม  317


ใครคืออะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ ?

 

แปลโดย อบูชีส

ตรวจทาน .สะอั๊ด วารีย์

 

        คำชี้แจงจากสมาคมพิทยาซาอุดิอารเบียด้านวิชาอะกีดะฮฺ ศาสนา นิกาย และมัสอับ(ทางอะกีดะห์) ถึงการประชุมใหญ่ หัวข้อ "ใครคืออะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์?" เรื่อง "ใครกันคือผู้ที่ฉกฉวยเอาฉายาว่า "อะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์" ไป?"

        วันที่สัมมนา 3/9/2016 ตรงกับ  เสาร์  เดือนซุลฮิจญะห์ 1437 

 

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงตรัสว่า   :


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُونُواْ قَوَّامِينَ لِلّهِ شُهَدَاء بِالْقِسْطِ وَلاَ يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَى أَلاَّ تَعْدِلُواْ اعْدِلُواْ هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى وَاتَّقُواْ اللّهَ إِنَّ اللّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ

 

     “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ์ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน” 

(อัลมาอิดะห์ :8 )

 

والصلاة والسلام على سيد ولد آدم محمد بن عبد الله، وعلى آله وصحبه أجمعين، أما بعد

 

        ได้มีการกระจายข่าวตามสื่อต่างๆถึงข่าวการประชุม หัวข้อใครคืออะห์ลุซซุนะห์วัลญะมาอะห์?” ที่จัดขึ้นในเมืองกรอซนีย์เชซเนีย (สาธารณรัฐเชเชน) และที่มีคำชี้แจงตอนปิดประชุม ในวันที่ 24 / 11 / 1437 ฮิจเราะห์ศักราช โดยมีการระบุว่าอะห์ลุซซุนนะห์คือ อะชาอิเราะห์ และมาตุรีดียะห์ในด้านอะกีดะห์ และผู้ยึดถือมัสฮับทั้งสี่ในด้านฟิกฮ์  และกลุ่มซูฟีที่บริสุทธิ์ในด้านความรู้ และคุณธรรม และการขัดเกลาจิตใจ”  

         แต่ต่อมาในภายหลังได้มีการ(เขียน)เพิ่มเติมต่อจากคำว่า(กลุ่มความเชื่อ) และอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นอะห์ลุซซุนนะห์คืออะห์ลุลฮะดิษที่ใช้ทัศนะการมอบหมายความหมายต่ออัลลอฮ์(อะห์ลุตตัฟวี๊ฏ)” -และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นใหม่เป็นไปไม่ได้เลยที่อะห์ลุลหะดีษจะเป็นผู้ที่ยึดมัสฮับตัฟวีฏ(หมายถึงพวกที่ไม่อธิบายความหมายเรื่องคุณลักษณะของอัลเลาะห์ และบอกว่าอัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้ความหมาย)

 

         เช่นกันที่การประชุมครั้งนี้ยังดำเนินการปิดองค์ประชุมของเขา ด้วยการเสียดสี และกล่าวร้ายต่อแนวทางสละฟีย์ และโยนข้อกล่าวหาต่างๆนานาให้กับบรรดาผู้ที่ยึดแนวทางสละฟีย์ แถมยังทำให้เข้าใจผิดโยงแนวทางของพวกสุดโต่งให้กับพวกเขา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกจากการบิดเบือนและสร้างความสับสน และคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

 

          สมาคมเรานี้ ทั้งรู้สึกแปลกใจกับการกำหนดเวลาของการประชุมและสถานที่ และยังผิดหวังกับผลสรุปที่ผิดพลาดที่สรุปออกมาจากการประชุมครั้งนี้   และทางสมาคมเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง และลบล้างความสับสน  ในสิ่งที่มีการยืนยันในสรุปการประชุมของพวกเขา ดังต่อไปนี้  :-

 

     ประการแรก  :  แท้จริงเป้าหมายของคำนิยามว่าอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์นั้นชัดเจนอยู่แล้ว อัลฮัมดุลิลละห์ได้มีนักวิชาการจำนวนมากทั้งในอดีตและปัจจุบันออกมาให้คำอธิบายคำ นี้  

         ดังนั้นอะห์ลุซซุนนะห์ คือ ชนยุคต้นของประชาชาตินี้  “ชนในยุคสามศตวรรษแรกที่ประเสริฐ”  และผู้เจริญรอยตามพวกเขาด้วยความดีงาม  บรรดาผู้ซึ่งอ้างถึงแนวทางสลัฟ และยึดมั่นอยู่บนนวทางสลัฟ

 

          แนวทางของพวกเขาคือ  อัลอิสลามที่ใสสะอาดบริสุทธิ์จากการปะปน(ความเชื่อผิดๆ) คือแนวทางที่เที่ยงตรง  แนวทางที่ซึ่อัลลอฮ์พอพระทัยแก่พวกเขา  ไม่ว่าจะเป็นบรรดานบี  และคนที่มีความสัจจริง และบรรดาผู้ที่ตายชะฮีด และบรรดาคนดี

 

          และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกแยะระหว่างผู้ที่พยายามคัดกรองอิสลาม และไม่ยอมให้มีสิ่งอื่นเจือปนเข้าไป กับผู้ที่แบ่งแยกศาสนา และแตกเป็นกลุ่มต่าง และจะมาขอใช้ฉายานี้

 

          แน่นอนว่าพวกเขาถูกเรียกว่า อะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์  เนื่องจากพวกเขาปฏิบัติตามซุนนะห์ และรวมตัวกันอยู่บนแนวทางซุนนะห์  และอิหม่ามสูงสุดของพวกเขา คนที่พวกเขาจะโกรธแทนท่าน ช่วยเหลือแต่ท่าน ไม่เชื่อว่าใครจะเป็นผู้ไร้มลทิลนอกจากท่าน นั่นคือท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเป็นผู้ที่รอบรู้ และปฏิบัติตามซุนนะฮฺมากที่สุด ซุนนะฮฺสำหรับพวกเขาเป็นทั้งรัสมี ยารักษา และทางรอดพ้น 

 

          และสัญลักษณ์ของพวกเขาคือ  แท้จริงพวกเขาศรัทธาว่า คำพูดที่ดีที่สุด คือคำพูดของอัลลอฮ์  และแนวทางที่ดีที่สุด คือแนวทางของมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  พวกเขาไม่ทำอะไรเกินเลยจากอัลกุรอาน หรือฮะดิษ  ปฏิบัติตามดำรัสของอัลลอฮ์ตะอาลาที่ว่า :


اتَّبِعُواْ مَا أُنزِلَ إِلَيْكُم مِّن رَّبِّكُمْ وَلاَ تَتَّبِعُواْ مِن دُونِهِ أَوْلِيَاء قَلِيلاً مَّا تَذَكَّرُونَ

     

     “ พวกเจ้าจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด และอย่าปฏิบัติตามบรรดาผู้คุ้มครองใดๆ อื่นจากพระองค์ ส่วนน้อยจากพวกเจ้าเท่านั้นแหละที่จะรำลึก

(อะอ์ร็อฟ : 3) 

 

          และเมื่อหลักที่พวกเขายึดมั่นต่อประเด็นปัญหาต่าง คือ อัลกุรอาน ซุนนะห์ และอิจมาอ์ ทัศนะของพวกเขาจึงสอดคล้องกับหลักฐานที่ถูกต้อง และกินกับปัญญา (ปราศจากความคลุมเครือ

          และมีความเชื่อมั่นว่า แท้จริงทุกความดีนั้นอยู่ในการตามแนวทางสลัฟ  และแท้จริงความปลอดภัยอยู่ในการตาม อัลอะตี๊ก(ฉายาหนึ่งของท่านอบูบักร)ในเรื่องศาสนา

 

     แน่นอนว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวถึงคุณลักษณะของกลุ่มที่รอดพ้นว่า  “ผู้ที่ตามฉันและซอฮาบะห์ของฉัน”  

(บันทึกโดยอัตติมีซีย์)

 

قال الإمام مالك رحمه الله: (لا يصلح آخر هذه الأمة إلا ما أصلح أولها). الشفا 2/88

 

     ท่านอิหม่ามมาลิก ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า  “ไม่มีสิ่งใดจะแก้ปัญหาในยุคสุดท้ายของประชาชาตินี้เว้นแต่ด้วยกับสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาคนในยุคแรกได้”  

(หนังสือ อัชชะฟา เล่ม2 หน้าที่ 88)

 

           และพวกเขาเห็นว่า แท้จริงการงานที่ชั่วร้ายที่สุดคือ อุตริกรรมในศาสนา  และการอุตริกรรมนั้นไม่ได้เพิ่มอะไรให้แก่ผู้กระทำมัน เว้นแต่เพิ่มความห่างไกลจากอัลลอฮ์เท่านั้น  และไม่เพิ่มอะไรให้แก่ประชาชาตินี้เลยเว้นแต่การฉีกขาด และการขัดแย้ง  ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมุ่งมั่นในการระวัง และการเตือนจากบิดอะห์ จากผู้ที่ปฏิบัติมัน  

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า  :

 

(فإنه من يعش منكم بعدي فسيرى اختلافا كثيرا؛ فعليكم بسنتي وسنة الخلفاء الراشدين المهديين؛ فتمسكوا بها وعضوا عليها بالنواجذ، وإياكم ومحدثات الأمور فإن كل محدثة بدعة وكل بدعة ضلالة) أخرجه أحمد وأبو داود والترمذي

 

          “ดังนั้นใครที่มีชีวิตอยู่จากพวกท่านหลังจากฉัน(เสียชีวิตไปแล้ว) เขาจะพบความขัดแย้งอย่างมากมาย ดังนั้นพวกท่านจงยึดซุนนะห์ของฉัน และซุนนะห์ของคอลีฟะห์ที่ทรงธรรมที่ได้รับทางนำ  และจงยึดมัน และกัดมันไว้ด้วยฟันกราม และจงระวังการอุตริกรรมในการงาน แท้จริงทุกสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่(ในศาสนา) คือบิดอะห์ (อุตริกรรม) และทุกการอุตริกรรมคือความหลงผิด”  

(บันทึกโดยอะห์มัด และอบูดาวูด และอัตติรมีซีย์)

 

قال التابعي الجليل أبو العالية رحمه الله: (عليكم بسنة نبيكم والذي كان عليه أصحابه، وإياكم وهذه الأهواء التي تلقي بين الناس العداوة والبغضاء) السنة للالكائي 1/56

 

          ตาบีอีนผู้สูงศักดิ์ อบุลอาลียะห์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวไว้ว่า  :  “จำเป็นที่พวกท่านจะต้องยึดซุนนะห์ของนบีของพวกท่าน และยึดตามที่ซอฮาบะห์ของท่านนบียึดกัน   และพวกท่านจงระวังการคล้อยตามอารมณ์ที่มันจะสร้างความเป็นศัตรูและการโกรธเกลียดกันในหมู่ผู้คน”  

(อัซซุนนะห์ ของลาลิกาอีย์ เล่มที่1 หน้าที่ 56)

 

          และด้วยกับความโปรดปรานของอัลลอฮ์ พวกเขาคือผู้คนที่มีความรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง  มีความสงบเสงี่ยม  พวกเขาเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก และจะพูดกับผู้ที่เห็นต่างเขาด้วยสัจจธรรม และตัดสินในหมู่พวกเขาด้วยความยุติธรรม

 

           ส่วนหลักความเชื่อของพวกเขา  พวกเขาให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ในการทำอิบาดะห์ (ศาสนกิจ) ให้เอกภาพต่อท่านนบีด้วยกับการปฏิบัติตาม  และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการตั้งภาคีและผู้ที่ตั้งภาคี  และศรัทธาต่อสิ่งเล้นลับ และวันอาคิเราะห์  และพวกเขานั้นยืนยันต่ออัลลอฮ์ ด้วยกับสิ่งที่อัลลอฮ์ยืนยันด้วยตัวของพระองค์  ยืนยันตามที่ร่อซูลยืนยันจากพระนามและคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮ์  ทั้งคุณลักษณะที่ยืนยันตัวตน และการกระทำของอัลลอฮ์  โดยไม่ปฏิเสธ  ไม่ตีความ  ไม่มอบหมายความหมาย  ไม่กล่าวว่าเป็นอย่างไร  และไม่เปรียบเทียบ(กับสิ่งใด)

          และพวกเขาจะกล่าวว่า แท้จริงอีหม่าน มาจากคำพูด และการกระทำ และพวกเขาในเรื่องนี้ อยู่บนทางสายกลางระหว่างมุรญิอะห์ และวะอีดียะห์(เคาะวาริจญ์เฉกเช่นในเรื่องการกำหนด(กอดอกอดัร) พวกเขาก็อยู่บนทางสายกลางระหว่าง ญับรียะห์ และ อัลก็อดรียะห์

         จนจบสุดท้ายของประเด็นอะกีดะห์ที่ถูกบันทึกไว้ในตำรับตำราที่มีชื่อเสียงของพวกเขา (คือจะอยู่บนทางสายกลางของทุกกลุ่มที่หลงผิด)

          และพร้อมกันนี้พวกเขาจะเรียกร้องไปสู่มารยาทที่ดีงาม และการงานที่ดี  และวิถีแห่งการดำเนินชีวิตบนทางสายกลางที่ห่างไกลจากสภาพของผู้ที่สุดโต่งและเพิกเฉย

          เช่นเดียวกันที่พวกเขาคือกลุ่มคนที่ห่างไกลที่สุดจากความสุดโต่ง(เลยเถิดพวกเขาต่างสกัดกั้นยับยั้งพวกสุดโต่งและพวกคอวาริจ  ทั้งตอบโต้ และ ตักเตือน  ไม่มีความพยายามใดที่จะเทียบได้กับความพยายามของพวกเขา (ในเรื่องนี้) ไม่ว่าจะในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

     ประการที่สอง  : ฉายา อะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์  เป็นฉายาแต่ดั้งเดิม  และชนชาวซุนนะห์ คือมุสลิมที่สะอาดบริสุทธิ์  

          พวกเขาคือ บุคคลที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺที่เขาเป็นคนสัจจริงของอุมมะฮฺนี้ คือ สลัฟซอและห์ คือศ่อฮาบะฮ์ ตาบิอีน ตาบิตาบิอีน และผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแนวทางของพวกเขา ในบรรดาคนเหล่านั้นคืออิหม่ามเจ้าของมัซฮับทั้ง 4 ที่โด่งดัง และคนที่มาภายหลังที่มีอะกีดะห์ที่ถูกต้องที่สังกัดมัซฮับต่าง เหล่านี้ คือฮานาฟี มาลิกี ชาฟิอี และฮัมบะลี หรือคนที่ไม่ได้สังกัดมัซฮับใดเลย  

          และเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักการที่บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้”  ได้ทำการมองข้ามการชี้ไปยังสลัฟซอและห์(คนในยุคสามร้อยปีแรก) และแถมยังบรรดาอิหม่ามทั้งหลายของบรรดามุสลิม(ตกหล่นไปจากคำนิยามของอะห์ลุซซุนนะห์) ในขณะที่พวกเขาได้กำหนด(คำนิยามของ)อะห์ลุซซุนนะห์  ทั้งๆที่สลัฟซอและห์เป็นที่รู้จักกันก่อนจะกำเนิดอะชาอิเราะห์ หรือ มาตุรีดียะห์ หรือซูฟี เสียด้วยซ้ำ

          ตาบีอีนผุ้สูงศักดิ์ท่านหนี่งมุฮัมหมัด บิน ซีรีน ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ได้กล่าวว่า  เช่นที่มีในอรัมภบทของซอเฮียะห์มุสลิม เล่ม1 หน้า 12” ว่า ; “พวกเขา(ซอฮาบะห์)ไม่เคยถามถึงสายรายงานมาก่อน  จนเมื่อเกิดฟิตนะห์ขึ้น พวกเขาก็พูดกันว่า  จงบอกพวกเราถึงผู้รายงานของพวกท่าน  ดังนั้นจะถูกพิจารณาไปยังอะห์ลุซซุนนะห์และรับฮะดิษจากพวกเขา  และพิจารณาไปยังชาวบิดอะห์ และก็ไม่รับฮะดิษจากพวกเขา

 

وقال أيوب السختياني رحمه الله -كما في السنة للالكائي 1/30-: (إن من سعادة الحَدَث والأعجمي أن يوفقهما الله لعالِم من أهل السنة).

 

     ท่านอัยยูบอัสซิคติยานีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวไว้ : เช่นดังที่ปรากฏในหนังสือ อัซซุนนะห์ ของลาลิกาอีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 30  ‘’”แท้จริงถือเป็นความโชคดีของคนรุ่นหลัง และคนที่ไม่ใช่อาหรับ คือการที่อัลลอฮ์ให้เขา พบกับผู้รู้ชาวซุนนะห์

 

وقال الإمام الشافعي رحمه الله -في الأم 4/121-: (وأحق الناس بالصبر للحق: أهل السنة من أهل دين الله تعالى)، وكلام الأئمة في استعمال هذا اللقب كثير.

 

     ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์  ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวใน อัลอุมเล่มที่4 หน้าที่ 121  ว่า  :  “ผู้ที่สมควรอดทนกับสัจธรรมมากที่สุด คือชาวซุนนะห์ มากกว่า ผู้คนที่นับถือศาสนาของอัลลอฮ์(กลุ่มอื่นๆ)”

 

          และคำพูดของบรรดาอิหม่ามในการนำฉายานี้มาใช้มีมากมาย ดังนั้นเมื่อชื่อนี้มีมานานแล้ว  ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงจึงประจักษ์ขึ้น ซึ่งได้เกิดขึ้นกับพวกเขาในเรื่องนี้ โดยขณะที่พวกเขาจำกัดลักษณะของอะห์ลุซซุนนะห์ให้แก่บุคคลที่พวกเขาได้กล่าวไว้ จากบุคคลที่มาหลังจากชนในยุคแรก หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จงบอกไปเลยว่าคำพูดของชาวสลัฟ และบรรดาอิหม่ามไม่มีความหมายอะไรเลย   เพราะแท้จริงชาวซุนนะห์(อะห์ลุซซุนนะห์)เป็นฉายาของเจ้าของมัสฮับต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากพวกเขา(สลัฟซอและห์)

 

     ประการทีสาม  :  แท้จริงการอ้างลอย โดยปราศจากหลักฐาน  ใครก็สามารถจะอ้างได้  และสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหลาย  มีมติออกมา ในการกำหนดใครคืออะห์ลุซซุนนะห์ ก็ไม่ต่างอะไรกันนี้เลย  ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกเสียจากการอ้างที่ปราศจากหลักฐานแค่นั้นเอง

         และซึ่งเป็นสิ่งที่มุสลิมคนใดไม่ต้องสงสัยในสิ่งนั้นเลยว่ามุสลิมที่โชคดีที่สุดด้วยกับสัจธรรมและคู่ควรมากที่สุด  กับคุณลักษณะของอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์คือใครก็ตามที่อัลกุรอานและซุนนะห์เป็นแหล่งอ้างอิงของเขา เป็นแหล่งข้อมูลของเขา เพราะแท้จริงทั้งสองนั้นคือสัจธรรม ที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆเลย  และบรรดาผู้ที่ยึดมั่นมันทั้งสอง พวกเขาก็คือผู้ดำรงอยู่บนสัจธรรม

อัลลอฮ์ตรัสว่า : 

{وَأَنَّ الَّذِينَ آمَنُوا اتَّبَعُوا الْحَقَّ مِنْ رَبِّهِمْ}.

แต่ส่วนบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาได้ปฏิบัติตามสัจธรรมมาจากพระเจ้าของพวกเขา

 (มุฮัมหมัด : 3)

 

          และการเปรียบเทียบที่เป็นธรรมระหว่างสองแนวทาง คือแนวทางของผู้ตามการวิพากษ์ศาสตร์  - ดังเช่นที่พวกเขาเอาฉายาอะห์ลุซซุนนะห์ไปแปะไว้ให้ –  และแนวทางผู้ตามชาวสลัฟซอและห์มันได้เผยอย่างชัดเจนว่าใครที่เหมาะสมที่สุดกับคุณลักษณะของอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์”  และใครกันคือผู้ที่ขโมยฉายานี้ไป

 

والحق أبلج لا يخفى على فطنِ.     “และสัจธรรมนั้นสว่างไสว ที่ไม่ถูกปกปิดแก่คนที่ฉลาด

 

          ผู้ที่ตามแนวทางของสลัฟซอและห์มีความชอบธรรมที่สุด กับคุณลักษณะที่มีเกียรตินี้ใช่หรือไม่?  -แน่นอนได้กล่าวถึงแนวทางของพวกเขาที่ถูกต้องและความเชื่อของพวกเขาที่บริสุทธิ์ไปแล้วหรือผู้ที่ทำการปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ์ผู้อภิบาลแห่งสากลโลกภายใต้ผ้าคลุมของคำว่า การตีความ หรือการมอบหมาย ???

 

          และใครหรือที่กล่าวว่า การงานไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ในอีหม่าน  คือผู้อุตริในเรื่องการศรัทธา(อีหม่าน) และใครหรือที่กล่าวว่าอัลลอฮ์บังคับ เราเลือกไม่ได้  คือผู้อุตริกรรมในเรื่องกฎกำหนดสภาวะการ ?

 

         ผู้ที่ตามแนวทางสลัฟซอและห์เหมาะสมกับฉายาที่มีเกียรตินี้ หรือผู้ที่เอาสติปัญญานำหน้าหลักฐานเมื่อมีการอ้างว่าขัดแย้งกัน?

         และผู้ใดปฏิเสธไม่รับการยกหลักฐานจากวะฮีย์ ด้วยข้ออ้างที่ว่า สถานะของมันไม่ถึงกับระดับที่ทำให้มั่นใจได้ (ยะกีน) หรือยังไม่หลุดพ้นจากระดับการคาดคะเนหรือคาดเดาเท่านั้น และยอมรับว่าสิ่งที่ปัญญาบอก เป็นสิ่งที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ? ดังนั้นผลที่ปรากฏคือพวกเขาได้ถอดถอนวะฮีย์ขององค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกออกจากการเป็นเครื่องมือนำทาง และเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ในเรื่องที่สำคัญที่สุดในศาสนา

 

         หรือผู้ที่กล่าวว่าแท้จริงฮะดิษทั้งหลายของ(ท่านนบี)ผู้ที่สัจจริงและถูกรับรองความจริง ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นฮะดีษที่ถูกต้องแต่ใช้ไม่ได้ ในเรื่องหลักการศรัทธา เมื่อปรากฏว่ามันคือฮะดิษอาฮ๊าด (ส่วนใหญ่ของซุนนะห์ก็เป็นแบบนี้)

 

          และการบอกว่าความหมายเปลือกนอกของอัลกุรอานและอัลหะดีษมีการบ่งบอกถึงการหลงผิด และการเปรียบเทียบอัลเลาะห์กับสิ่งถูกสร้าง (พวกนี้นะหรือคือพวกที่เหมาะสมที่จะได้ฉายาอะห์ลุซซุนนะห์ไป ใครกันแน่ที่เหมาะสมที่จะได้รับฉายะอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ )

 

          ผู้ปฏิบัติตามแนวทางสะลัฟ หรือว่าพวกที่เอาแนวทางอื่นมาปน ซึ่งเป็นแนวทางที่บรรดาร่อซู้ลและผู้ปฏิบัติตามแนวทางร่อซู้ลไม่เคยรู้เรื่องแนวทางนี้มาก่อนเลย ในเรื่องการรู้จักอัลเลาะห์ และการยกหลักฐานในเรื่องนี้?

 

         และใครที่ไม่เคยเงยหน้ายอมรับความเข้าใจของชาวสลัฟต่อตัวบท และไม่เอาแนวทางของพวกเขาในการเรียนรู้และอ้างอิงหลักฐาน?

 

         และยังมีประมวลจากข้อขัดแย้งอีกมากมายที่ซึ่งไม่ปกปิดใดๆเลยสำหรับคนที่มีความรู้ในบทความต่างๆ แท้จริงคำตอบมันชัดเจนไม่มีข้อสงสัยใดๆสำหรับผู้มีใจเป็นธรรม

 

          และ สมาคม ยังได้สั่งเสียให้มุสลิมทุกคนยำเกรงต่ออัลลอฮ์  และเตือนบรรดาผู้มีความรู้ทั้งหลายอย่าได้ทำมาเป็นเล่นขายของกับ คำนิยามทางวิชาการ เนื่องจากจะเป็นผลนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และปฏิเสธ  เห็นดีกับความเท็จ  และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับหมู่มวลมุสลิมอย่างเห็นได้ชัด 

 

         และขอยืนยันว่า กระแสการคัดค้านที่ตามมาหลังการประชุมครั้งนี้จากบรรดาผู้รู้และนักเผยแผ่ต่าง ในโลกอิสลาม คือข่าวดีถึงความสำเร็จจากอัลลอฮฺ และนี่คือสัญญาณของความต่ำต้อยของบรรดาผู้เฉไฉของจากแนวทางแห่งสัจธรรม

 

          และเช่นเดียวกับที่ได้เตือนว่าหน้าที่ของอะห์ลุซซุนนะห์มีมากขึ้น นั่นก็คือต้องลุกขึ้นมาอย่างเอาจริงเอาจังในการช่วยเหลือ แนวทางของอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ และเรียกร้องไปสู่แนวทางนี้ และต่อต้านการบิดเบือนของพวกสุดโต่ง และการแอบอ้างของพวกพูดปดมดเท็จทั้งหลาย และการตีความของพวกโง่เขลา

 

     และอัลลอฮ์ผู้ทรงเทิดเกียรติศาสนาของพระองค์ ทรงเติมรัสมีให้มันอย่างสมบูรณ์ และทรงช่วยเหลือบุคคลที่เป็นที่รักของพระองค์

     พระองค์ผู้ทรงสูงส่งผุ้รู้ดียิ่ง 

 

وصلى الله وسلم على عبده ورسوله نبينا محمد، وعلى آله وصحبه أجمعين

حرر في غرة ذي الحجة، 1437هـ.

บันทึกการประชุมในช่วงต้นเดือนซุลฮิจญะห์ 1437