อิสลามกับการผิดเพศ
  จำนวนคนเข้าชม  271


อิสลามกับการผิดเพศ

โดย อบูอนัส

 

     ท่านอิบนุอับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง บรรดาผู้ชายที่ทำตัวเหมือนผู้หญิง และบรรดาผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ อบูดาวู๊ด และอัตติรมิซีย์)

 

          ในฮะดิษนี้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามผู้ชายไม่ให้ทำตัวเหมือนผู้หญิง ทั้งในด้านอิริยาบท ท่าทาง คำพูด การเดิน หัวเราะกระซิกกระซี้ พูดจานิ่มนวลอ่อนหวานจนเกินไป เพราะในการทำเช่นนั้นเป็นอาการของกระเทย และคนผู้นั้นถูกห้ามไม่ให้ทำตัวเป็นกระเทย

 

     “แท้จริง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่ง (ละอ์นะฮ์) บรรดาผู้ชายที่ทำตัวเหมือนผู้หญิง (พวกกระเทย) บรรดาผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย (พวกทอมบอย)

     ท่านกล่าวว่า : จงไล่พวกนั้นออกไปจากบ้านของพวกท่าน

 

     อิมามอบูดาวู๊ดรายงานผ่านทางท่านอบีฮาชิม จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า

 

     “ได้มีคนพากระเทยที่ย้อมมือและเท้าทั้งสองของเขาด้วยใบเทียน หามาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลัม

     ท่านนบีได้ถามว่า : นี่อะไรกัน ?

     มีผู้ตอบว่า : เขาต้องการจะเอาอย่างผู้หญิง

     ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงสั่งให้เนรเทศไปอยู่ที่ อันนุก้อยอ์

(ดูอัลมัจญ์มู๊อ์ 1/294)

 

          อันนุก้อยอ์ เป็นสถานที่หนึ่ง อยู่ห่างจากมะดีนะฮฺ เป็นระยะทางประมาณ 20 ไมล์ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ใช้สถานที่นี้เป็นทุ่งเลี้ยงม้า ต่อมาท่านคอลีฟะฮ์อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็ได้ใช้เป็นทุ่งเลี้ยงม้าที่เตรียมไว้ทำสงคราม

 

          ในสมัยท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มะดีนะฮฺ มีกระเทยอยู่สามคม คือ ฮัยษ ฮะริม และมาเนียะอ์ ทั้งหมดถูกเนรเทศให้ไปอยู่ไกลจากมะดีนะฮฺ

 

          ปรากฏตามรูปคำของฮะดิษนี้ ก็คือ การสาปแช่งของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แก่ชายที่ทำตัวเหมือนกับผู้หญิง และผู้หญิงที่ชอบทำตัวเหมือนผู้ชาย เมื่อพูดถึงฮะดิษนี้ ก็เห็นว่ามีหลายประการด้วยกัน

 

          ประการที่หนึ่ง จะพูดได้ว่าอัลละอ์นะฮ์นั้นหมายความว่าอย่างไร ? และการเอาอย่างนั้นหมายถึงการเอาอย่างในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะกระนั้นหรือ ?

     คำตอบของคำถามแรกก็คือ คำว่าอัลละอ์นะฮ์ในทางภาษา หมายถึง ความห่างไกล

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ว่า

 

     “ผู้ประกาศ (มุอัซซิน) จึงได้ประกาศในระหว่างหมู่ชน (ในวันกิยามะฮ์) ขึ้นว่า ขออัลลอฮฺทรงทำให้บรรดาผู้อธรรมอยู่ห่างไกลจากพระองค์

     คือ บรรดาผู้ที่ขัดขวางหนทางของอัลลอฮฺ และต้องการให้หนทางนั้นคดเคี้ยวในโลกดุนยา ขณะที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่อโลกอาคิเราะฮฺ

(อัลอะอ์ร็อฟ 7 : 44-45)

 

          ดังนั้น ผู้ใดที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงขับไล่เขาให้ออกไปให้ห่างไกล เขาก็ย่อมเป็นคนที่ขาดทุนยิ่ง การเตือนและการปรามอย่างแรงนี้ ยิ่งใหญ่กว่าการลงโทษตามที่ตัวบทกำหนดไว้สำหรับผู้ฝ่าฝืนเสียอีก เพราะการลงโทษตามบทบัญญัติศาสนานั้น เพื่อเป็นการไถ่โทษในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การขับออกไปให้ห่างไกลนี้ ซึ่งเข้าใจได้จาก คำว่าอัลละอ์นะฮ์นั้นไม่ทำให้ผู้ได้รับ มีทางรอดพ้นไปจากการสาปแช่งได้เลย

 

          ส่วนคำตอบสำหรับคำถามที่สองนั้น ที่ว่า การเอาอย่างหรือเลียนแบบนั้นในเรื่องทั่ว ไป หรือว่าเฉพาะการเอาอย่างด้านใดด้านหนึ่ง ?

          ขอตอบว่า : ดูตามรูปของคำพูดที่ปรากฏแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าในเรื่องทั่ว ไป แต่ตามที่เข้าใจจากหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติศาสนานั้น ก็ได้แก่การแต่งกาย คุณลักษณะบางประการ และท่าทางต่าง ส่วนการเอาอย่างกันในกิจการที่เป็นคุณธรรมความดี การศึกษาหาวิชาความรู้ และพฤติกรรมต่าง ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในบั้นปลายนั้น เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา

 

          ด้วยเหตุนี้เอง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงห้ามมิให้ผู้ชายสวมแหวนทองคำ ห้ามมิให้ผู้ชายสวมใส่ผ้าไหมชนิดต่าง

 

       ท่านอิมามมุสลิม ได้รายงานไว้ในหนังสือฮะดิษซะเฮี๊ยะฮฺของท่าน โดยมีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัมร์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า 

     “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็นฉันสวมเสื้อผ้าสองชั้นที่ย้อมด้วยดอกคำฝอย มีสีเหลืองจัดอมแดง 

     ท่านกล่าวว่า : นี่เป็นเสื้อผ้าของพวกกุฟฟ๊าร จงอย่าสวมใส่มัน

 

และอีกรายงานหนึ่งระบุว่า

     ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : “มารดาของท่านใช้ให้ท่านสวมใส่เช่นนี้หรือ ? (เป็นการตำหนิการสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้)

     ฉันกล่าวว่า : ฉันจะซักออกเสียดีไหม ?

     ท่านนบีกล่าวว่า : มิได้ ! จงเผามันเสียเถิด

 

          นั่นย่อมหมายความว่า เครื่องแต่งกายเช่นนั้น เป็นอาภรณ์ เครื่องประดับ และเป็นธรรมชาติของเหล่าสตรี ท่านนบีจึงใช้ให้เผา อันเป็นการลงโทษ และเป็นการสำทับคาดโทษอย่างรุนแรง มิให้คนอื่นทำเช่นนั้น

 

     จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ในรายงานที่อิมามอบูดาวู๊ดได้บันทึกไว้ โดยมีสายสืบที่ซอเฮียะฮฺว่า

 

      “ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่งผู้ชายที่สวมใส่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เหมือนเครื่องนุ่งห่มของผู้หญิง และสาปแช่งผู้หญิงที่ใส่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเหมือนของผู้ชาย

 

          ถ้าหากจะมีผู้ถามว่า มีเหตุผลอันใดเล่า ที่อนุมัติให้ผู้หญิงสวมใส่ผ้าไหม ทั้ง ที่พวกเธอก็มีส่วนร่วมในกิจการศาสนาทุกอย่าง เช่นเดียวกับชาย แต่ผู้ชายกลับถูกห้ามมิให้ใช้

 

คำตอบ อาจจะตอบได้หลายทางด้วยกัน อาทิเช่น

 

    ♣ ประการที่หนึ่ง : เมื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตระหนักว่า เหล่าสตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ มีความอดทนน้อย เพราะจิตใจนั้นมักจะพะวงอยู่กับผ้าไหม อัลลอฮฺจึงทรงผ่อนปรนให้พวกเธอ โดยอนุมัติให้ใช้ได้ พึงรู้เถิดว่า อัลลอฮฺผู้ทรงบังเกิดนั้นทรงรอบรู้ และพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดถี่ถ้วนและทรงตระหนักเป็นอย่างดีเสมอ

 

     ♦ ประการที่สอง : การที่พวกเธอตกแต่งประดับประดาด้วยผ้าไหมนั้น ส่วนใหญ่ก็มิใช่เพื่อพวกเธอ หากแต่เพื่อบรรดาสามีของพวกเธอนั่นเอง การที่ภรรยาตกแต่งประดับประดาเพื่อสามีของเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรนนิบัติสามี และการนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา ดังนั้น ในเมื่อเครื่องแต่งกายของ พวกเธอปราศจากสิ่งที่จิตใจของพวกเธอใฝ่ฝัน แต่การสวมใส่สิ่งนั้น (ผ้าไหม) เป็นสิ่งที่จะช่วยให้มีคุณลักษณะของการศรัทธา คือคุณลักษณะการปรนนิบัติดีต่อสามี จึงอนุมัติให้พวกเธอใช้ผ้าไหมได้

 

     ♥ ประการที่สาม : ผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่มที่อ่อนนุ่ม ซึ่งเหมาะสมกับร่างกายที่อ่อนช้อย ฉะนั้นเหล่าสตรีจึงเหมาะสมกว่าผู้ชาย โดยที่สภาวะของพวกเธอ มักจะเป็นไปในทางที่นุ่มนวล และความงดงามของพวกเธอ ก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสุขสบาย และความอ่อนโยน ด้วยเหตุนี้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงนุ่งห่มแต่เสื้อผ้าที่หยาบ

 

          ท่านอิมามมุสลิม ได้รายงานจากท่านอบูบุรดะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : ท่านหญิงอาอิซะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันอา ได้เอาผ้านุ่งหยาบ และผ้าคลุมที่มีขนหนามาให้เราดู และนางได้กล่าวว่า

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสียชีวิตไปในขณะที่สวมใส่เสื้อผ้าหยาบ นี้แหละ

 

     มีรายงานจากท่านหญิงอาอิซะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา เช่นกันว่า

     “เช้าวันหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกมาข้างนอกโดยสวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่ทำด้วยขนสัตว์หรือลินิน มีทาง สีดำ

     จึงเห็นได้ว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีความถ่อมตนอยู่เสมอ โดยที่ท่านใช้แต่เสื้อผ้าที่หยาบ

 

          เหตุผลในการที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สาปแช่งผู้ชายที่ทำตัวเหมือนผู้หญิง และผู้หญิงที่ทำตัวเหมือผู้ชาย ก็เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการทำให้สิ่งหนึ่งผิดไปจากคุณลักษณะที่พระผู้ทรงยุติธรรมยิ่งได้วางไว้ ดังที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้ให้เห็นนตอนสาปแช่งหญิงที่ถอนขนคิ้วให้เรียวบาง และหญิงที่เซาะร่องฟันเพื่อความงามว่า เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

      ท่านมุสลิมได้รายงานไว้ในซอเฮียะฮฺของท่านว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

     “อัลลอฮฺทรงสาปแช่งบรรดาสตรีที่ทำการสัก และบรรดาสตรีที่ร้องขอให้ทำการสักนาง และสาปแช่งบรรดาสตรีที่ถอนคิ้วให้เรียวบาง และบรรดาสตรีที่เซาะร่องฟันเพื่อความสวยงามเหล่านี้ถือว่าเป็นพวกเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ

 

          สตรีทำเช่นนั้น มักเป็นสตรีที่เข้าสู่วัยชรา หรือใกล้เข้าวัยชรา ทำไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนยังอายุน้อย และมีไรฟันสวย เพราะช่องฟันที่น่ารักนั้น จะมีอยู่ที่เด็กหญิง นางจึงเอาตะไบมาขัดฟันเพื่อให้สวยงามเป็นที่น่ารัก แล้วนางก็จะฝันไปว่า นางยังอายุน้อยอยู่ ฉะนั้น ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงห้ามกระทำเช่นนั้น เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงและปลอมแปลงระบบการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ

 

          เคล็ดลับในการเลียนแบบ การทำให้บุคลิกภาพที่เหมาะสมกับธรรมชาติสูญไป และการทำตัวให้มีลักษณะเหมือนกับลักษณะเฉพาะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง) นั้น สาเหตุเนื่องจากแต่ละฝ่ายมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งทางจิตวิทยาเรียกว่าปมด้อยกล่าวคือ มีความรู้สึกอ่อนแอ หรือบกพร่อง ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากข้อตำหนิจริง แต่บางครั้งก็เกิดจากเรื่องลม แล้ง ไม่มีความจริงอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนั้น ก็พยายามที่จะทดแทนความบกพร่อง และความรู้สึกอ่อนแอนั้น  

 

          ใครบ้างเล่า ที่จะไม่พยายาม หันเหความสนใจของคนอื่นให้ผินไปจากความรู้สึกที่ว่าเขาด้อยกว่า คนอื่น พลังดึงดูดความสนใจของผู้คนให้หันมาสนใจด้านต่าง ที่เขาเชื่อว่า เขานั้นเหนือกว่าคนอื่นในด้านนั้น

 

          เช่นบุคคลหนึ่ง บกพร่องทางด้านร่างกาย แต่เหนือกว่าคนอื่นในด้านสติปัญญา เขาผู้นั้นก็มักจะหันไปใช้การลดความสำคัญของพลังทางร่างกาย และเน้นไปที่ความสำคัญของพลังความสามารถทางสติปัญญา พวกเขาที่เป็นกรรมการที่ไม่มีความชำนาญ ความประณีต หรือเป็นชาวนาที่ไม่ได้รับความสำเร็จในการทำนา เขาก็พยายามแสดงออกว่า สามารถพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองได้ แม้เขาจะไม่ได้รับการศึกษามาเลย แต่เขาเป็นคนมุมานะบากบั่น สะสมทรัพย์ เขาก็จะพูดจาทับถมการศึกษา โดยกล่าวว่าไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก และว่าการศึกษานั้นทำให้เสียคน แต่ถ้าว่าเขาเป็นคนที่มีการศึกษาได้รับการอบรม และมีคุณวุฒิ แต่มิได้รับความสำเร็จในการดำรงชีวิต เขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านพ้นไป โดยมิได้ลดคุณค่าความสำเร็จในการทำงาน

 

          ปรากฏการณ์เช่นนั้นมีแพร่หลายอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ชายและผู้หญิง โดยที่เขาเหล่านั้นพยายามที่จะทดแทนปมด้อย ด้วยวิธีการต่าง กัน ที่ดีและสมเหตุสมผลยิ่งนั้นก็คือ หากพวกเขาเหล่านั้นพยายาม ใช้ความพยายามไปในทางอื่น ที่เป็นที่ยอมรับและพึงพอใจ ใช้ความรู้ความชำนาญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จให้เป็นประโยชน์มันก็จะทดแทนสิ่งที่ขาดไป และความปวดร้าวหัวใจก็จะอันตรธานไปสิ้น

 

          แต่ทว่า ส่วนมากเขาเหล่านั้น ดำเนินไปในแนวทางที่ไม่ตรงกับเหตุผล จึงพยายามดิ้นรนในหนทางที่เป็นไปไม่ได้ในภาคปฏิบัติ และนี่ย่อมเป็นเครื่องหมายอันหนึ่งที่บ่งอถึงความโฉดเขลาเบาปัญญา อุปมาคนที่พยายามทำเช่นนั้น อุปไมยคนตาบอดที่ดึงดันจะทำเป็นว่าตาเห็น แทนที่จะชดเชยความบอดด้วยการฝึกอวัยวะสัมผัสที่เป็นหูและมือ โดยทำให้อวัยวะทั้งสองนั้นไวต่อความรู้สึก และให้มีสมรรถภาพมากยิ่งขึ้น หรืออุปไมย คนหูหนวกที่พยายามเหลือเกินที่จะฟังให้ได้ยิน แทนที่จะไปใช้สายตาให้ว่องไวและให้แหลมคม ดังกล่าวนั้นแหละ คือเรื่องของผู้หญิงที่ทำเป็นผู้ชาย และผู้ชายที่ทำตัวเป็นกะเทย

 

          ผู้หญิงนั้น เมื่อรู้ตัวว่าบกพร่อง และล้มเหลวในสนามของเธอ ในฐานะผู้หญิง เธอก็ต้องการที่จะปกปิดข้อบกพร่องอันนี้ โดยทางที่ผิดธรรมชาติ นั่นคือ การหนีจากสนามของเธอที่ถูกสร้างมาไปสู่สนามที่คล้ายคลึงกับเธอ คือผู้ชาย เพื่อหลอกตัวเอง และให้ความพอใจแก่ตัวเองว่า ตนนั้นเป็นผู้ชาย เธอก็คิดว่าสามารถชดเชยปมด้อยและปกปิดความรู้สึกล้มเหลว และความอ่อนแอได้

 

          คนผู้ชายที่ได้รับความล้มเหลวในการเป็นลูกผู้ชาย ก็เช่นนั้น เขาไม่สามารถในสนามของเขาที่จะทำให้ได้รับเกียรติ และได้รับการยกย่อง เขาก็จะทำตัวเป็นผู้หญิง แต่งตัวและประดับประดาด้วยเครื่องประดับของผู้หญิง เพื่อจะให้ดูเป็นที่น่ารักและอ่อนโยน ลืมปมด้อย แล้วปกปิดข้อตำหนิเสีย นี่ย่อมเป็นความ โฉดเขลาเบาปัญญาทีเดียว 


         เพราะสำหรับหญิงนั้น มีสนามการปฏิบัติงานเพื่อดำรงชีวิตแตกต่างไปจากสนามของผู้ชายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่จำเป็นต้องมีการอ้างหลักฐาน ที่นี้ เพราะไม่มีใครอ้างว่า ผู้หญิงก็คือผู้ชาย และผู้ชายก็คือผู้หญิง นอกจากการปฏิเสธความจริง ความรู้สึก และค้านกับสิ่งที่เป็นสามัญสำนึก

          สามัญสำนึก และความเชี่ยวชาญ ได้กำหนดสนามการปฏิบัติงานของผู้หญิงไว้ คือการปฏิบัติหน้าที่ดูแลลูก หน้าที่มิใช่เรื่องง่าย หรือเป็นงานที่ต่ำต้อย และได้กำหนดสนามการปฏิบัติงานของผู้ชายไว้ คือต่อสู้กับการดำรงชีวิต และเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจ และนั่นก็มิใช่เป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าที่ผู้ชายจะรับได้ และก็มิใช่ส่วนแบ่งที่จะมีคนอิจฉา

          ฉะนั้น หากมีการโต้แย้งกันในสภาพการณ์เช่นนั้น ก็จะเป็นการโต้แย้งในเรื่องการเป็นลูกผู้ชายและการสูญเสียสิทธิตามธรรมชาติ และนั่นก็ย่อมบ่งถึงความบกพร่องของชายและหญิงด้วยกัน 

 

          ความเข้าใจของท่านเป็นเช่นไร ต่อสังคมที่ไม่มีสัญลักษณ์ของความเป็นลูกผู้ชายอยู่เลย และไม่มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติในสถานภาพและเครื่องแต่งตัวระหว่างสองเพศ แต่ทว่าเป็นจริงจัง ทำไปอย่างช้า จนในที่สุดสังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่หลงผิด ห่างไกลจากทางที่ถูกต้อง ต้องประสบกับความหายนะอย่างแน่นอน

 

          ด้วยเหตุนี้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงพยายามที่จะทำให้สังคมสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากโรคระบาดร้ายแรง เช่น ท่านพยายามรักษาไว้ ให้เป็นสังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัยจากเรื่องที่เหลวไหล ไร้สาระ โดยให้แต่ละเพศอยู่ในขอบเขตของตน และให้อยู่ในรูปลักษณ์ที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้

 

          ฉะนั้น ผู้ชายก็เป็นผู้ชาย ผู้หญิงก็เป็นผู้หญิง แม้ว่าฝ่ายหนึ่งจะแต่งตัวเหมือนกับอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม หรือฝ่ายหนึ่งทำตัวให้เหมือนกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะความเป็นจริงไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ และกฎเกณฑ์ของการดำรงชีวิต ก็ไม่อาจที่จะล้มเลิก หรือเปลี่ยนแปลงได้

          ด้วยประการฉะนี้ ชาวอาหรับจึงได้แต่งคำพังเพย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติไว้ โดยพูดอย่างเย้ย ว่า

 

เมื่อไก่ตัวเมียขันเหมือนไก่ตัวผู้

... ก็จำเป็นจะต้องเชือดมันเสีย"

 

 

ที่มา : วารสารสายสัมพันธ์