มารยาทของผู้ตอบปัญหาศาสนา
  จำนวนคนเข้าชม  209


มารยาทของผู้ตอบปัญหาศาสนา

เขียนโดย .ดร.มุฮัมมัด อิบนิ ฮุซัยน์ อัลญีซานีย์

แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์ญะม้าล ไกรชิต

 

          ในยุคเราสมัยเรา มีผู้คนมากมายตั้งตนเป็นผู้ตอบปัญหาศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความรับผิดชอบเฉพาะต่อผู้มีความรู้ และมีความเหมาะสม ดังนั้น สำหรับผู้ที่จะตอบปัญหาศาสนาควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ทั้งก่อน หลัง และขณะตอบปัญหาศาสนา

 

1. ต้องเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะตอบปัญหาศาสนา

 

     ท่านอิมามมาลิก กล่าวว่าผู้มีความรู้ไม่ควรที่จะตอบปัญหาศาสนาจนกว่าตัวเขาเองและผู้อื่นจะเห็นว่าเขานั้นเหมาะสม

     และท่านยังกล่าวว่าฉันยังไม่ตอบปัญหาศาสนาจนกระทั่งมีคน 70 คน ยืนยันว่าฉันเหมาะสมที่จะตอบ

     และบุคคลหนึ่งไม่ควรที่จะเห็นว่าตัวเขาเหมาะสมสำหรับเรื่องใด จนกว่าเขาจะได้สอบถามจาก ผู้ที่มีความรู้มากกว่าเขาเสียก่อน และฉันเองก็ไม่ได้ตอบปัญหาศาสนา จนกว่าฉันจะได้สอบถามจากท่าน รอบีอะฮ์และท่านยะห์ยา อิบนุ สะอี๊ด

 

          บรรดานักวิชาการต่างถือเป็นเรื่องใหญ่ หากผู้ที่ไม่เหมาะสมจะทำหน้าที่ตอบปัญหาศาสนา เพราะถือเป็นภัยร้ายแรงที่จะนำไปสู่ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โดยมีหลักฐานจากคำพูดของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

 

     “แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ทรงเรียกคืนวิชาความรู้ทั้งหมดไปจากผู้คน แต่พระองค์จะทรงเรียกคืนวิชาความรู้ด้วยการนำบรรดาผู้รู้คืนกลับไป จนกระทั่งไม่มีผู้รู้คนใดเหลืออยู่เลย

     และผู้คนต่างก็เอาผู้ไม่มีความรู้มาเป็นผู้นำ พวกเขาถูกถามแล้วก็ตอบปัญหาศาสนาไปโดยปราศจากความรู้ พวกเขาได้หลงผิดแล้วก็ทำให้ผู้อื่นหลงผิดด้วย

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และอิมามมุสลิม)

 

     มีชายคนหนึ่งได้เห็นท่านรอบีอะฮ์ อิบนุ อับดุรเราะห์มาน กำลังร้องไห้ 

     เขาจึงถามท่านว่าอะไรกันที่ทำให้ท่านร้องไห้?” 

     ท่านก็ตอบว่าเพราะมีผู้ที่ไม่มีวิชาความรู้ได้ตอบปัญหาศาสนา และเรื่องร้ายแรงได้เกิดขึ้นแล้วในอิสลาม

 

     อิบนุ ฮัมดาน อัลฮัมบาลีย์ ได้กล่าวอธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ว่าแล้วอย่างไรกัน ที่ในยุคเรา สมัยเรา ต่างมีผู้ไม่มีวิชาความรู้แต่อาจหาญที่จะตอบปัญหาศาสนา ทั้ง ที่เขาขาดประสบการณ์ ขาดจรรยามารยาทและมีจิตใจที่ชั่วช้า

     เขาไม่ได้หวังอะไรเลยนอกจากอยากมีชื่อเสียงโด่งดัง เพื่อโอ้อวดและเลียนแบบผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีเกียรติ เป็นที่รู้จัก มีใจบริสุทธิ์และมีวิชาความรู้ที่ถูกต้องแน่นอนและรอบด้าน คนจำพวกนี้ สิ่งถูกห้ามพวกเขากลับไม่เลิกและสิ่งที่ถูกเตือนพวกเขากลับไม่หยุด

 

2. ผู้ตอบปัญหาศาสนาต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังในการตอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

          ดังนั้น จะไม่ตอบปัญหาศาสนาในประเด็นที่มีผู้ตอบในประเด็นเดียวกันไว้แล้วอย่างครบถ้วนและถูกต้อง และบรรดาสะลัฟ ชนรุ่นก่อนต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะตอบปัญหาศาสนา และต่างก็หวังว่าจะมีผู้รู้ท่านอื่นตอบปัญหานั้น แทนตน

 

     ท่านอัลบะรออ์ อิบนุ อาชิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่าแท้จริง ฉันได้เห็นบรรดาผู้เข้าร่วมสมรภูมิบัดร์ 300 คน ไม่มีใครในหมู่พวกเขา นอกจากแต่ละคนต้องการให้มีใครในหมู่พวกเขาทำหน้าที่ตอบปัญหาศาสนานั้น แทนตน

 

     ท่านอิบนุ อบี ลัยลา กล่าวว่าฉันได้อยู่ในยุคที่มีชาวอันซอร 120 คนที่เป็นซอฮาบะฮ์ของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อมีใครคนหนึ่งถามปัญหาศาสนา เขาก็จะส่งต่อให้ถามอีกท่าน ท่านนั้นก็จะส่งต่อไปอีกท่านหนึ่ง จากท่านนั้นสู่ท่านนี้ จนคำถามนั้นถูกส่งต่อไปเรื่อย จนกลับมาถึงคนแรกที่ถูกถาม

 

     ท่านอบู ฮะนีฟะฮ์ ได้กล่าวว่าหากไม่เพราะความเกรงกลัวอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในการที่วิชาความรู้จะสูญหายไป ฉันก็คงไม่ตอบปัญหาศาสนา เพราะพวกเขาได้สบายใจ (ในการได้คำตอบ) แต่ฉันต้องรับผิดชอบ (ในการตอบนั้น )”

 

     ท่านซุฟยาน อัซเซาวีย์ กล่าวว่าพวกเราเคยทันบรรดานักวิชาการฟิกฮ์ พวกเขาไม่ชอบที่จะตอบคำถามหรือปัญหาศาสนาต่าง นอกจากมีความจำเป็น และหากพวกเขาละเว้นได้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาชอบมากกว่า

 

     อิมามอะหมัด ได้กล่าวว่าใครที่เสนอตัวของเขาเพื่อตอบปัญหาศาสนา แน่นอน เขาได้เสนอตัวของเขาในเรื่องที่ร้ายแรงมาก

     มีผู้ถามว่าการตอบหรือนิ่งเงียบ อะไรดีกว่ากัน?”

     ท่านตอบว่าฉันชอบการไม่พูดมากกว่า

     มีผู้ถามว่าแล้วหากมีความจำเป็นเล่า?”

     ท่านตอบว่าความจำเป็น ความจำเป็น แม้กระนั้นการไม่พูดนั้นปลอดภัยกว่า

 

          จะเห็นได้ว่า การเสนอตัวเพื่อตอบปัญหาศาสนานั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องอันตราย ที่จะพูดในเรื่องศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอา โดยไม่มีความรู้ และเป็นการเสี่ยงที่ตกอยู่ในความ ผิดพลาดได้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “และพวกเจ้าอย่ากล่าวตามที่ลิ้นของพวกเจ้ากล่าวเท็จขึ้นว่า นี่เป็นที่อนุมัติและนี้เป็นที่ต้องห้าม เพื่อที่พวกเจ้าจะกล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺ

(อันนะห์ลฺ 16 : 116)

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

ผู้ที่กล้าที่สุดในหมู่พวกท่านที่จะตอบปัญหาศาสนา คือผู้ที่กล้าที่สุดที่จะเสี่ยงต่อไฟนรก

(บันทึกโดย อัดดาริมีย์) 

          หน้าที่ในการตอบปัญหาศาสนานั้นเป็นเรื่องอันตราย จึงจำเป็นต้องมีความแม่นยำ ไม่รีบร้อน รอบคอบและระมัดระวัง

 

     ท่านอิมามมาลิก กล่าวว่าความรีบร้อนในการตอบปัญหาศาสนา เป็นลักษณะหนึ่งของความเขลาและบกพร่อง

 

     อัลค่อลี้ล อิบนุ อะหมัด กล่าวว่าแท้จริง ชายผู้หนึ่งเขาได้ถูกถามปัญหาศาสนาแล้วเขาก็รีบเร่งในการตอบ หากเขาตอบถูกต้องฉันก็จะตำหนิเขา และหากเขาถูกถามปัญหาแล้วเขาไม่เร่งรีบและรอบคอบในการตอบ แต่เขาตอบผิด ฉันก็จะชมเชยเขา

 

     ท่านซุห์นูน ได้กล่าวว่าแท้จริง ฉันจะถูกถามปัญหาศาสนาหนึ่งแล้วฉันทราบดีว่าคำตอบคืออะไร อยู่ในตำราเล่มใด แผ่นกระดาษไหน หน้าอะไร และมีเนื้อหากี่บรรทัด ดังนั้น (แม้จะทราบคำตอบดี) แต่ฉันก็ไม่อยากตอบปัญหานั้น เพราะเกรงว่าหากตายไปแล้ว จะ(ส่งเสริม)ให้มีผู้อื่นกล้าตอบปัญหาตามฉัน

 

     ท่านอัชรอม กล่าวว่าฉันมักได้ยินท่านอิมามอะหมัด อิบนุ ฮัมบั้ล กล่าวว่าฉันไม่รู้อยู่บ่อย (ในประเด็นที่มีทัศนะหลากหลาย)”

 

          หากผู้ที่ตอบปัญหาศาสนาเห็นว่าไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเขา เมื่อนั้นก็จำเป็นที่จะต้องตอบปัญหานั้น โดยต้องพยายามทุ่มเท เพื่อให้ทราบถึงคำตัดสินในประเด็นนั้น สุดความสามารถของเขา อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงช่วยเหลือเขา และคำตอบของเขาก็จะใกล้เคียงความถูกต้องมากที่สุด

 

3. ไม่มักง่ายในการตอบปัญหาศาสนา

 

          เช่น การเร่งรัดรีบตอบก่อนจะพิจารณา ใคร่ครวญข้อมูลให้ถี่ถ้วน และรอบด้าน ใครที่เป็นเช่นนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งที่เขาจะทำหน้าที่ตอบปัญหา

 

     ท่านอิบนุศศ่อลาห์ กล่าวว่าบางทีเขาอาจคิดว่า การรวดเร็วคือความเก่งกาจ การล่าช้าคือความบกพร่อง ขาดความสามารถ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะหากเราล่าช้าและไม่ผิดพลาด ย่อมดีกว่าการรีบแต่หลงผิดและทำให้ผู้อื่นหลงผิดด้วย

 

          จำเป็นสำหรับผู้ตอบปัญหาศาสนาเมื่อจำเป็นที่จะต้องตอบ จะต้องไม่รีบเร่งในการตอบ แต่ควรพิจารณาและศึกษาข้อมูลอย่างดี ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่สุดความสามารถจนเป็นที่พอใจ

 

     ท่านอิบนุ มัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าผู้ที่ตอบปัญหาศาสนาในทุก คำถามที่มีผู้คนมาถาม เขาคือคนเสียสติ

 

     ท่านอิมามมาลิกถูกถามปัญหาศาสนา 48 คำถาม มีถึง 32 คำถามที่ท่านตอบไปว่าฉันไม่ทราบ

     และท่านยังเคยกล่าว่าใครก็ตามที่จะตอบปัญหาศาสนา ก่อนที่เขาจะตอบออกไปให้คำนึงเสมอว่า เขากำลังเสนอตัวของเขาสู่สวรรค์หรือไฟนรก

 

     นักวิชาการบางท่านได้กล่าวแก่ผู้ตอบปัญหาศาสนาบางคนว่าหากท่านถูกถามปัญหาศาสนา อย่าให้ความตั้งใจของท่านมุ่งอยู่กับการช่วยเหลือผู้ที่มาถาม แต่ให้มุ่งอยู่กับการช่วยเหลือตัวท่านเองก่อน

         และหากผู้ตอบปัญหาศาสนาพบว่าในประเด็นที่ถูกถามมี 2 ทัศนะหรือมากกว่านั้น โดยที่ไม่ทราบว่าทัศนะไหนถูกต้องหรือมีน้ำหนักมากกว่ากัน ดีที่สุดให้หยุดและไม่ตอบปัญหาในเรื่องนี้

 

     ท่านอิบนุ อับดิลบัร กล่าวว่าหากว่าเขาไม่มั่นใจในเรื่องใด จำเป็นที่เขาจะต้องยุติ ไม่อนุญาตให้เขาพูดพาดพิงคำพูดใดถึง อัลลอฮฺและในศาสนาของพระองค์โดยปราศจากตัวบทหลักฐานมาอ้างอิง

 

4. จำเป็นสำหรับผู้ตอบปัญหาศาสนาต้องแก้ไขคำตอบของตน เมื่อปรากฏภายหลังว่าสิ่งที่เขาได้ตอบไปนั้นผิดพลาด

 

          เพราะในประเด็นเดียวกัน บรรดาอิมามอาจมี 2 ทัศนะหรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่อง น่าเสียหาย หรือบั่นทอน ทั้งต่อวิชาความรู้และศาสนาของพวกท่าน แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความยำเกรงและความรู้มากมายของพวกท่าน หากผู้ที่ตอบปัญหาศาสนาพบว่า สิ่งที่ได้ตอบไปเกิดผิดพลาดอย่างชัดเจน เพราะค้านกับตัวบทหลักฐานที่ไม่มีข้อโต้แย้ง หรือคัดค้านกับมติเอกฉันท์ของประชาชาติ ในกรณีนี้จำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ผู้ที่เคยมาถามได้ทราบด้วย

 

5. ไม่อนุญาตให้ผู้ตอบปัญหาศาสนากล่าวยืนยันว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หรือ ร่อซูลของพระองค์ได้อนุมัติหรือห้ามสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยกเว้นในสิ่งที่มีตัวบทชัดเจน

 

6. ต้องมุ่งมั่นบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

          ให้พระองค์ทรงดลใจสู่ความถูกต้อง และชี้แนะถึงคำดัดสินที่พระองค์ได้บัญญัติเอาไว้ในประเด็นนั้น และเมื่อทุ่มเทความสามารถ หากว่าประสบความสำเร็จก็ต้องขอบคุณต่อพระองค์ และหากว่ามันยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ก็ควรรีบกลับเนื้อกลับตัว ขออภัยโทษและรำลึกถึงพระองค์ให้มาก

     เพราะวิชาความรู้ คือ รัศมีของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่พระองค์ประทานแก่บ่าวของพระองค์ ส่วนอารมณ์ปรารถนาและการฝ่าฝืน คือพายุที่จะมาดับรัศมีนั้น และดุอาอฺที่เราควรกล่าว ปรากฏอยู่ในฮะดิษซอเฮี๊ยะฮฺคือ

 

     “ข้าแด่อัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าของญิบรออีล มีกาอีล และอิสรอฟีล ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ผู้ซึ่งรู้ในสิ่งเร้นลับและเปิดเผย

     ขอพระองค์ทรงตัดสินระหว่างปวงบ่าวของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันด้วยเถิด ด้วยการอนุมัติของพระองค์

     โปรดทรงชี้แนะข้อเท็จจริงให้แก่ข้าพระองค์ในสิ่งที่ขัดแย้งกันด้วยเถิด แท้จริง พระองค์จะทรงชี้แนะแนวทางที่เที่ยงธรรมแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

(บันทึกโดย อิมามมุสลิม)

          ชาวสะลัฟบางท่านขณะที่จะตอบปัญหาศาสนาก็จะอ่านซูเราะฮฺอัล-ฟาติฮะฮฺ 

และบางท่านก็จะกล่าวว่า 

     “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน ไม่มีวิชาความรู้ใดสำหรับพวกเรา นอกจากสิ่งที่พระองค์ได้สอนพวกเราไว้ แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้และปรีชาญาณ

(อัลบะกอเราะฮฺ 2 : 32)

บางท่านจะกล่าวว่า

     “ไม่มีการผันแปร และไม่มีพลังอำนาจใด นอกจากด้วยพลังอำนาจของอัลลอฮฺเท่านั้น

และบางท่านจะกล่าวว่า

     “โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงเปิดใจของข้าพระองค์ โปรดให้ความสะดวกแก่กิจการของข้าพระองค์ และโปรดคลายปมที่ลิ้นของข้าพระองค์ ให้พวกเขาเข้าใจคำพูดของข้าพระองค์ด้วยเถิด

(ฏอฮา 20 : 25-28)

 

7. ควรขอคำปรึกษาจากผู้มีความน่าเชื่อถือในศาสนาและวิชาความรู้ของเขา

 

          อย่าริตอบคนเดียวโดยไม่ปรึกษาใคร เพราะคิดว่าตนเองเก่ง อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสแก่ร่อซูลของพระองค์ว่า

และเจ้าจงปรึกษาหารือกับพวกเขาในกิจการทั้งหลาย

(อาละอิมรอน 3 : 159)

          ทั้งนี้ การปรึกษาหารือกับผู้รู้หรือผู้อื่นจะต้องไม่นำพาไปสู่การเปิดเผยความลับของผู้ถาม และ ไม่นำพาให้ภัยหรือความเสื่อมเสียมาถึงตัวผู้ที่เกี่ยวข้อง และพระองค์ยังได้ทรงชมเชยบรรดาผู้ศรัทธาที่ปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน

 

8. ควรจะแนะนำผู้รู้คนอื่น ให้แก่ผู้ที่มาถามด้วย

 

          ผู้ตอบปัญหาศาสนาต้องยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ควรแนะนำผู้มีความรู้ที่อยู่ในหนทางของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้แก่ผู้ที่มาถามด้วย

 

9. ต้องรักษาความลับและปกปิดข้อเสียของผู้อื่น

 

          เพราะการเปิดเผยความลับอาจสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดอันตรายทั้งแก่ตัวผู้ถามและผู้อื่น

 

10. ควรตอบปัญหาศาสนาด้วยเนื้อหาที่เป็นตัวบทหลักฐานเท่าที่สามารถจะทำได้

 

          เพราะตัวบทจะประกอบไปด้วยข้อชี้ขาดและหลักฐาน พร้อมการอธิบายอย่างครบถ้วน เป็น ข้อชี้ขาดที่รับประกันความถูกต้องและมีหลักฐานที่อธิบายไว้อย่างดี บรรดาซอฮาบะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อถูกถามปัญหา พวกท่านจะตอบว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้เช่นนั้น ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวหรือปฏิบัติไว้เช่นนี้ และห้ามมิให้ผู้ตอบปัญหาศาสนาตอบตรงกันข้ามกับตัวบทหลักฐานที่มี ถึงแม้นว่าจะไม่ตรงกับแนวทางของตนเองก็ตาม

 

11. ควรยกหลักฐานในการตอบปัญหาศาสนาและให้เหตุผลประกอบด้วย

 

          เพราะหลักสำคัญของการตอบปัญหาศาสนาหรือหลักฐาน เพราะคำพูดของผู้ตอบปัญหาศาสนาที่มีหลักฐานชัดเจนประกอบนับว่ามีน้ำหนัก ห้ามมิให้ผู้ถามโต้แย้งและฝ่าฝืน และผู้ตอบปัญหาเองก็หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาว่าตอบปัญหาศาสนาโดยปราศจากความรู้

 

12. ไม่ผ่อนปรนหรือเข้มงวดจนเกินไป

 

          มนุษย์มี 2 จำพวก พวกหนึ่ง ค่อนข้างชอบความสะดวกและผ่อนปรนโดยไม่คำนึงหลักเกณฑ์ศาสนา เพราะเห็นว่าเหมาะสมที่สุดกับสภาพของผู้คนในยุคสมัยนี้ เพราะพวกเขาต่างละเลยความเคร่งครัดต่อหลักปฏิบัติต่าง ของศาสนา เราจึงควรทำให้จิตใจอ่อนแอของคนเหล่านี้กลับมาเข้าใกล้ศาสนา เยียวยาหัวใจที่ป่วยของพวกเขาให้ตื่นตัว น้อมรับและให้ความสำคัญต่อลักปฏิบัติของศาสนา ส่วนในเรื่องใด ประเด็นใดที่มีข้อผ่อนผัน จำเป้นจะต้องมีตัวบทหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจากตัวบทหลักฐานที่กล่าวไว้ตรง ด้วยการเปรียบเทียบกับประเด็นอื่น หรือจากคำพูดของผู้นำที่น่าเชื่อถือ

          ส่วนมนุษย์อีกจำพวกค่อนข้างเคร่งครัดและเข้มงวด โดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของศาสนาเช่นกัน โดยถือเอาว่าการทำเช่นนี้ปลอดภัยที่สุด และเหมาะสมกว่ากับสภาพจิตใจของผู้คนในยุคสมัยนี้ ที่มักจะละเลยและเบาความต่อหลักเกณฑ์ของศาสนา จนอาจทำให้พวกเขาละทิ้งหลักปฏิบัติต่าง ของศาสนาทั้งหมดในอนาคต

          ดังนั้น ผู้ตอบปัญหาศาสนาจึงควรอยู่กึ่งกลางระหว่างการผ่อนปรนและเข้มงวด

 

13. ต้องพิจารณาสถานการณ์ด้วยว่า ควรจะตอบโดยสรุปหรือให้รายละเอียดด้วย

 

          คือต้องอธิบายคำตอบแก่ผู้ถามให้ชัดเจนจนหมดข้อสงสัย ครอบคลุมและตรงประเด็น โดยผู้ถามไม่ต้องไปถามเรื่องนี้จากใครอีก ผู้ตอบไม่ควรบอกว่า ประเด็นนี้มีการขัดแย้งกัน มี 2 ทัศนะ มีหลายแนวทางการปฏิบัติหรืออื่น เพราะนี่ไม่ใช่คำตอบ ควรจะต้องเจาะจงสิ่งที่มีน้ำหนักและถูกต้องมากที่สุดให้แก่ผู้ถาม แต่หากไม่ทราบแน่ชัดก็ควรหยุด ไม่ตอบจนกว่าจะมีความชัดเจน หรือไม่ก็ไม่ตอบปัญหานี้ไปเลย

 

 

ที่มา : วารสารสายสัมพันธ์ กันยายนตุลาคม 2559