การถือศีลอดสำหรับฉันและฉันจะตอบแทนเอง
  จำนวนคนเข้าชม  5257

การถือศีลอดสำหรับฉันและฉันจะตอบแทนเอง

โดย มุวัฟฟัก ยาสีน คอฏีฟานีย์

ผู้แปล  อับดุลเราะมัน เจะอารง

บทนำ


إنَّ الحمدَ لله نحمَدُه ونسْتعِينُه ونسْتغْفِرُه ونعوذُ بالله من شرورِ أنْفُسِنا ومِن سيِّئاتِ أعْمالِنا.  مَن يهْدِه الله فلا مضِلَّ له ومَن يضْلِل فلا هادِيَ له ، وأشهَدُ أن لا إله إلا الله وحْدَه لا شريكَ له وأشهَدُ أنَّ محمَّداً عبْدُه ورسولُه . وبعْد :


           แท้จริง พระองค์อัลลอฮ์ทรงเจาะจงให้เดือนรอมฎอนมีจุดเด่นและความประเสริฐมากมาย เช่นเป็นเดือนแห่งการศรัทธา เดือนแห่งการยำเกรง เดือนแห่งการชี้ทางนำ เดือนแห่งการแยกแยะความถูกต้องจากความผิด พระองค์ทรงทำให้ผลบุญของบ่าวทั้งหลายเพิ่มทวีคูณหลายๆเท่าและยกฐานะของบ่าวให้สูงขึ้น พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า


شهْرُ رمضانَ الذي أنزِلَ فيه القرآنُ هُدًى لِلناسِ وبيِّناتٍ من الهُدى والفُرْقان (البقرة/185


“เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัล-กุรอานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์

และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้นและเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ”


          ดังนั้น ความดีทั้งหลายและความจำเริญจงประสบแด่ผู้ที่ถือศีลอดเพราะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและหวังผลตอบแทนจากพระองค์ และจงประสบแด่ผู้ที่พยายามปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากไฟนรก บุคคลเหล่านี้ในช่วงเวลากลางวันเป็นผู้ที่รำลึกถึงพระองค์ เป็นผู้ที่ต่อสู้กับความหิวโหยและกระหายน้ำ เป็นผู้ที่เคารพภักดีและรำลึกในบุญคุณของพระองค์อัลลอฮ์ ในช่วงเวลากลางคืน เหตุผลก็เพราะว่าพระองค์อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาที่ผ่านมา ท่านรสูลได้กล่าวว่า


مَن صامَ رمضانَ إيماناً واحْتِساباً غُفِرَ له ما تقدَّمَ مِن ذنْبِه(متّفقٌ عليه)


“ผู้ใดได้ถือศีลอดเดือนรอมฎอนเพราะความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และหวังผลตอบแทนจากพระองค์เขาจะถูกอภัยโทษให้ที่ผ่านมา”

(รายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม)

 

การถือศีลอดนั้นสำหรับฉัน


           พระองค์อัลลอฮ์ทรงเจาะจงการถือศีลอดนั้นว่าสำหรับฉันและพระองค์จะทรงตอบแทนเอง ซึ่งมีหลักฐานที่ท่านรสูล ได้กล่าวไว้ว่า พระองค์อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า การถือศีลอดนั้นสำหรับฉันและฉันจะตอบแทนเอง เขาได้ระงับอารมณ์เพศของเขา ได้อดอาหารและเครื่องดื่มเพราะฉัน ตามรายงานของมุสลิมระบุว่า

إنَّ الصومَ لي وأنا أجْزِي بِه


“แท้จริง การถือศีลอดนั้นสำหรับฉันและฉันจะตอบแทนมันเอง”

ซึ่งประโยคนี้มีการย้ำด้วยคำว่า “แท้จริง”  มีหลักฐานที่บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม ซึ่งรายงานอะบู ฮุรัยเราะฮฺว่า ท่านรสูล ได้กล่าวว่า


فالَ الله عزَّ وجلَّ : عملُ ابنِ آدمَ له إلا الصِّيامَ فإنه لي وأنا أجْزِي بِه (متَّفقٌ عليه)


 พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า "การงานของลูกหลานอาดัมทุกคนเจาะจงสำหรับเขาเอง ยกเว้นการถือศีลอดจะเจาะจงสำหรับฉัน และฉันจะตอบแทนเอง” 


 ตามรายงานของบุคอรีย์ได้เพิ่มประโยคหนึ่งว่า


يتْرُكُ طعامَه وشرابَه وشهْوَتَه مِن أجْلي ، الصيامُ لي وأنا أجْزِي بِه والحسَنَة بِعشْرِ أمْثالِها


“เพราะเขาละทิ้งอาหาร เครื่องดื่มและอารมณ์ทางเพศเพราะฉัน การถือศีลอดสำหรับฉัน และฉันเป็นผู้ตอบแทนเอง

การกระทำความดีหนึ่งครั้งจะตอบแทนด้วยการเพิ่มเป็น 10 เท่า” 

ตามรายงานของมุสลิม ท่านรสูลได้กล่าวไว้ว่า


كلُّ عملِ ابْنِ آدمَ يضاعَفُ عشْرُ أمثالِها إلى سبعمائةِ ضِعْفٍ قال الله عزَّ وجلَّ : إلا الصَّومَ فإنه لي وأنا أجْزِي بِه ، يدَعُ شهْوتَه طعامَه وشرابَه مِن أجْلي


“การงานของลูกหลานอาดัมหนึ่งความดีจะถูกเพิ่มทวีคูณเป็น 10 เท่าจนถึง 700 เท่า

พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า  ยกเว้นการถือศีลอด มันเจาะจงสำหรับฉันและฉันเป็นผู้ตอบแทนเอง

เพราะเขาได้ระงับอารมณ์เพศของเขาและได้อดอาหารเพราะฉัน"


 ประโยคและข้อความเหล่านี้แสดงถึงการให้ความสำคัญของพระองค์อัลลอฮ์ต่อการถือศีลอด

 

ความหมายการให้ความสำคัญของพระองค์อัลลอฮฺต่อการถือศีลอด

           ประโยคที่ว่า “การถือศีลอดสำหรับฉันและฉันจะตอบแทนเอง” ในขณะที่การงานของบ่าวทุกคนเจาะจงสำหรับพระองค์อัลลอฮฺอยู่แล้ว บรรดานักวิชาการได้อธิบายประโยคนี้ดังนี้


          1. การถือศีลอดไม่มีโอกาสที่จะกระทำเพื่อคนอื่นนอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮ์ เหมือนกับการงานอื่นๆ การถือศีลอดเป็นความลับระหว่างบ่าวกับพระองค์อัลลอฮ์ คนอื่นไม่มีโอกาสจะรู้ได้ เหตุผลก็คือ มนุษย์จะคลุกคลีกับมนุษย์ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน เข้าบ้านออกบ้านไปด้วยกันตลอด แต่ไม่มีผู้ใดรู้การถือศีลอดและการตั้งเจตนาของเขานอกจากพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น เพระฉะนั้น มนุษย์เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์มากที่สุดในการถือศีลอด ในการถือศีลอดมนุษย์สามารถกระโดดขึ้นถึงบันใด”อิหฺสาน” คือเป็นผู้ที่เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าในขณะที่เขาไม่ได้เห็นพระองค์


          2. การงานที่ดีของลูกหลานอาดัมจะเพิ่มจากหนึ่งความดีจนถึง 10 เท่า ยกเว้นการถือศีลอด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ ซึ่งมีนักวิชาการกล่าวว่า เหตุผลก็เพราะว่า การถือศีลอดครอบคลุมการอดกลั้นทั้ง 3 ประการ คือ อดทนในการเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺและอดทนต่อสู้กับกฎกำหนดสภาวการณ์ที่พระองค์กำหนด

ก. ส่วนการอดทนในการเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ เพราะว่าบ่าวคนนั้นได้บังคับตนเองให้ถือศีลอดในขณะที่ตนเองบางครั้งไม่ต้องปฏิบัติ เพราะความยากลำบากของการถือศีลอด หาใช่ว่าเพราะพระองค์ทรงกำหนดไว้ ซึ้งถ้าหากมนุษย์เกลียดการถือศีลอดเพราะพระองค์บังคับ ผลการตอบแทนก็จะสูญหายไป แต่เขาไม่ชอบเพราะความยากลำบากของการถือศีลอดเอง ในขณะเดียวกันเขายังบังคับตนเองให้ถือศีลอดจนได้โดยการงดอาหาร เครื่องดื่มและมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นจะมีการกล่าวในหะดีษกุดสีย์ว่า บ่าวนั้นได้งดอาหาร เครื่องดื่มและเพศสัมพันธ์เพราะฉัน

ข. ส่วนการอดกลั้นจากการฝ่าฝืนสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามเกิดขึ้นกับผู้ที่ถือศีลอด เพราะเขาได้อดกลั้นตนเองจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม จากสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ จากคำพูดหยาบคาย คำพูดเท็จและอื่นๆที่พระองค์ทรงห้าม

ค. ส่วนการอดทนและการต่อสู้กับกฎกำหนดสภาวการณ์ที่พระองค์กำหนดนั้นคือ มนุษย์ประสบกับความเกียจคร้าน เบื่อหน่าย หิวโหยและสิ่งรบกวนต่างๆ โดยเฉพาะการถือศีลอดในช่วงฤดูร้อน ในเวลากลางวันที่ยาวนาน แต่เขาได้ต่อสู้ในการอดกลั้นโดยหวังความพึงพอใจของพระองค์อัลลอฮ์

ในเมื่อการถือศีลอดครอบคลุมความอดทนและการอดกลั้นทั้ง 3 ชนิด ผู้ที่ถือศีลอดจะได้รับ ผลตอบแทนที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

إنَّما يُوَفَّى الصابِرونَ أجْرَهم بِغيرِ حِسابٍ (الزُّمَر/10)

“แท้จริง บรรดาผู้อดทนนั้นจะได้รับการตอบแทนรางวัลของพวกเขาอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ”

ง. กางานและความดีที่เราได้ประกอบทุกอย่างจะชดเชยให้แก่ผู้ที่เราได้รังแกเขา ยกเว้นผลบุญจากการถือศีลอด กล่าวคือ การงานทุกอย่างของบ่าวเป็นกรรมสิทธ์ของบ่าวทุกคน ยกเว้นการถือศีลอด เพราะการถือศีลอดเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮ์  ดังหลักฐานจากหะดีษกุดสีย์ที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า

كلُّ عملِ ابْنِ آدمَ له إلا الصِّيامَ فإنه لِي

“การงานของลูกหานอาดัมเป็นกรรมสิทธ์สำหรับเขาเองทุกอย่าง ยกเว้นการถือ   ศีลอด แท้จริง มันเป็นกรรมสิทธิ์ของฉัน"

 

           หมายความว่า ในวันโลกหน้า มนุษย์คนใดที่ได้รังแกเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความดีงามของเขาจะถูกตัดและมอบให้แก่เพื่อนที่ถูกรังแก ยกเว้นผลบุญของการถือศีลอดจะไม่ถูกตัดให้ เพราะการถือศีลอดเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮ์ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของมนุษย์ การถือศีลอดจะตอบแทนผู้ที่ถือศีลอดเองโดยไม่ถูกตัดออกและมอบให้แก่ผู้ที่ถูกรังแก

จ. การพาดพิงการถือศีลอดให้แก่พระองค์อัลลอฮ์โดยการกล่าวว่า การถือศีลอดสำหรับพระองค์หามายถึง บ่าวจะไม่ถือศีลอดเพื่ออย่างอื่นเหมือนกับการละหมาด การให้ทาน การหมุนเวียนรอบๆกะบะฮฺที่บ่าวอาจกระทำเพราะสิ่งอื่น

ฉ. การไม่ต้องการอาหารและการเสพสุขเป็นคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อผู้ถือศีลอดเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยการงดอาหารและเสพสุขที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของพระองค์ พระองค์จึงพาดพิงการถือศีลอดว่าเป็นของพระองค์

 

อิหม่ามคุรฏุบีย์ได้กล่าวไว้ว่า

          “การงานของบ่าวทุกอย่างเหมาะสมกับสภาพของบ่าว ยกเว้นการถือศีลอด เพราะมันสอดคล้องกับคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคล้ายกับพระองค์ตรัสว่า แท้จริง บ่าวผู้ถือศีลอดได้เข้าใกล้กับข้า การงานหนึ่งของบ่าวมีความสอดคล้องกับคุณลักษณะหนึ่งของข้า"

 

อิบนุ อับดุลบัร ได้กล่าวในบทนำตอนหนึ่งของเขาว่า

          หากมีผู้กล่าวว่า เมื่อเราแน่ใจว่า การงานทุกอย่างที่เรากระทำเพื่อพระองค์อัลลอฮฺ และพระองค์เป็นผู้ตอบแทน ดังนั้นประโยคที่ว่า “การถือศีลอดเป็นของฉันและฉันเป็นผู้ตอบแทน" ให้ความหมายอะไร

         ประโยคนี้ให้ความหมายว่า การถือศีลอดไม่ปรากฏในตัวลูกหลานอาดัมด้วยคำพูดและการกระทำ แต่มันเกิดขึ้นด้วยการตั้งเจตนา ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้นที่รอบรู้ มันไม่ปรากฏชัดเจนเหมือนกับการรำลึกถึงพระองค์ เพราะการละหมาด การให้ทานและการงานอื่นๆที่บรรดามลาอิกะฮ์สามารถบันทึกได้ เหตุผลก็เพราะว่า การถือศีลอดตามกฎหมายอิสลามหาใช่ว่าเป็นการงดจากการกินและการดื่มอย่างเดียว ผู้ที่งดจากการกินและดื่มเมื่อไม่ได้ตั้งเจตนาการถือศีลอดเพื่อพระองค์อัลลอฮฺ  ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ถือศีลอดแม้แต่น้อยตามกฎหมายอิสลาม ด้วยเหตุนี้แหละ เราสามารถยืนยันได้ว่า บรรดามลาอิกะฮ์ไม่ได้บันทึกสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ แต่พระองค์อัลลอฮ์ทรงรอบรู้และจะทรงตอบแทนอย่างสมบูรณ์โดยการเพิ่มรางวัลเป็นทวีคูณ

 


ความรู้สึกว่าพระองค์เฝ้ามองดูพฤติกรรมของตนเอง

           เมื่อผู้ถือศีลอดมีความรู้สึกอย่างนี้ทำให้เขามีความรู้สึกว่า พระองค์กำลังเฝ้ามองดูพฤติกรรมของเขาทุกเวลาในทุกอริยะบท เพราะผู้ที่เฝ้ามองดูผู้กำลังถือศีลอดกำลังเฝ้ามองดูบ่าวในทุกเวลาในในทุกอริยะบท

           สิ่งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชาติมุสลิมทุกคนและเป็นประโยชน์สำหรับบางกลุ่ม ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้นำที่มีหน้าที่พัฒนาสภาพสังคมตระหนักถึงความหมายนี้และเผยแผ่ให้สังคมตระหนักว่า การมีศาสนาในจิตใจและความรู้สึกว่าพระองค์กำลังเฝ้ามองอยู่มีอิทธิพลต่อจิตใจในขณะที่ความกลัวต่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอิทธิพลดังกล่าว เมื่อผู้ใดรู้สึกว่าพระผู้เป็นเจ้ากำลังเฝ้ามองดูเขาอยู่

 

สังคมจะปลอดภัยจากความเลวของเขาอย่างแน่นอน

           ส่วนการยึดในพลังชองรัฐและกฎหมายบ้านเมืองแล้ว พลังของรัฐอาจอ่อนแอบ้าง เจ้าหน้าที่บางครั้งหลงลืมบ้าง และระเบียบกฎเกณฑ์อาจหลีกเลี่ยงได้บาง เพราะฉะนั้น อาชญากรรมอาจเกิดขึ้นได้มากในสังคมเมื่อการศึกษาอิสลามลดอัตราต่ำลง เมื่อเราตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอิสลาม เราจะปลอดภัยจากภยันตรายหลายๆอย่าง

          เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าพระองค์อัลลอฮ์กำลังเฝ้ามองดูอยู่ และเมื่อมนุษย์ได้ให้เกียรติแก่พระองค์ในขณะที่ลับตาผู้อื่น พระองค์จะทำให้สังคมนั้นมีคุณธรรม

อิบนุ เจาซีย์ ได้กล่าวในหนังสือ เศาดิล คอฏีร์ ว่า

 
          ฉันได้พบผู้ที่อ้างว่ามีความรู้ไม่ตระหนักถึงการเฝ้ามองดูของพระองค์อัลลอฮ์  ในขณะที่ลำพังอยู่ลับตาผู้อื่น จึงทำให้พระองค์ลบความดีงามของพวกเขาในสังคม ดังนั้น การมีของพวกเขาเหมือนกับการไม่มี ไม่มีความสุขที่จะมองดูใบหน้าพวกเขา และไม่มีจิตใจที่จะรำลึกถึงพวกเขา

          นี่คือสิ่งที่เราได้รับประโยชน์จากเดือนรอมฎอนในการแสดงความเคารพภักดีให้ประจักชัดและความรู้สึกว่าพระองค์กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ หวังว่าพระองค์จะมอบความรู้สึกเกรงกลัวพระองค์ ทั้งในที่เปิดเผยและในที่ลับและให้เราเป็นผู้ที่ได้รับทางนำจากพระองค์

 

 

 



 

อ้างอิง

1. หนังสือ   صحيح البخاري وشرحه فتح الباري

2. หนังสือ  صحيح مسلم وشرحه للإمام النووي

3. หนังสือ    التمهيد لابنِ عبد البر

4. หนังสือ   رياض الصالحين من كلام سيد المرسلين

5. หนังสือ   صيد الخاطر لابنِ الجوزي

6. หนังสือ   وظائف شهرِ رمضان لابنِ رجب

7. หนังสือ   رمضان شهْر المراقَبَة لمحمد بنم إبراهيم الحمد