ท่านอิกริมะห์ อิบนุ อะบีญะฮฺล
  จำนวนคนเข้าชม  8797

ท่านอิกริมะห์ อิบนุ อะบีญะฮฺล 1

          ท่านผู้นี้มิได้เข้ารับนับถืออิสลามในสมัยแรกๆ หากแต่ท่านยอมเข้ารับอิสลามในตอนสุดท้าย หลังจากท่านร่อซูล   พิชิตเมืองมักกะห์ ในราว ฮ.ศ.ที่ 8 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายก่อนที่ ท่านร่อซูล  จะเสียชีวิตเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง

          บิดาของท่านชื่อ อะบูญะฮฺล นั้น นับเป็นศัตรูตัวฉกาจในการเผยแผ่อิสลามของ ท่านร่อซูล แม้ในระยะแรกๆท่านอิกริมะห์จะเคยเป็นศัตรูต่ออิสลาม แต่ก็มิได้หมายความว่าท่านจำเป็นจะต้องดำเนินตามแนวทางของบิดาของท่านตลอดไปก็หาไม่ ดังนั้น ประวัติชีวิตของศอฮาบะห์ผู้นี้จะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขอให้เราติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

          ก่อนที่เราจะกล่าวถึงประวัติของท่านศอฮาบะห์ที่สำคัญท่านนี้ ก็ใคร่ที่จะนำท่านผู้อ่านไปสัมผัส กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้กล่าวคือ ในสมัยที่ท่านร่อซูล ประกาศศาสนาอิสลามที่นครมักกะห์ ซึ่ง ณ ที่นั้นมีชาวอาหรับอยู่หลายเผ่าหลายตระกูล ที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือตระกูลกุเรช เพราะเป็นตระกูลที่ใหญ่และยังแบ่งออกเป็นหลายก๊ก หลายเหล่า และท่านอิกริมะห์ก็เป็นคนหนึ่งในตระกูลบะนีมัคซูม ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง สองประการด้วยกัน กล่าวคือ

          1. ผู้ชายในตระกูลนี้เป็นผู้มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว คราใดที่มีศึกสงคราม พวกกุเรชจะให้ ตระกูลนี้เป็นผู้วางแผนและจัดกองทัพ 


           2. ผู้หญิงในตระกูลนี้มีความสวยงามเป็นเลิศ จนได้รับฉายาว่า "เป็นดอกกุหลาบของกุเรช"

          แม้แต่ท่านคอลิด อิบนิลวะลีด ซึ่งมีกิตติศัพท์เลื่องลือกันไปทั่วว่า ไม่เคยแพ้ใคร ทั้งก่อนที่ท่าน จะเข้ารับอิสลามหรือในสมัยที่ท่านเป็นมุสลิมแล้วก็ตามนั้น ท่านเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในตระกูลมัคซูม ท่านร่อซูลจึงตั้งฉายาให้แก่ท่านคอลิดว่า "ซัยฟุลเลาะห์" แปลความได้ว่า "ดาบของอัลเลาะห์" ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในการรบทุกครั้งไม่เคยที่ท่าน จะพ่ายแพ้ผู้ใดเลย เพราะดาบของอัลเลาะห์นั้นจะแพ้ใครไม่ได้ทั้งสิ้น

          ส่วนท่านอิกริมะห์นั้น บิดาชื่ออบูญะฮฺล แปลว่า "พ่อโง่เง่า" หรือ "พ่องมงาย" เป็นฉายาที่ถูกประนาม เพราะเป็นศัตรูของอิสลาม ชื่อจริงของเขาก็คือ อัมรฺ อิบนิ ฮิชาม นับเป็น บุคคลสำคัญของชาวกุเรช กิจการทุกๆอย่างที่จะมีขึ้นจะต้องผ่านการเห็นชอบจากบุคคลผู้นี้ก่อน ทั้งนี้เนื่องจากเขาเป็นผู้มีฐานะ และเป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญของชาวมักกะห์ ท่านร่อซูล จึงปรารถนา ที่จะให้ อัมรฺ อิบนิ ฮิชาม เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

           ท่านจึงขอดุอาอฺต่ออัลเลาะห์ให้อิสลามมีความเข้มแข็ง ด้วยบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสองคนนี้ นั่นก็คือ 


           1. อุมัร อิบนุ ค็อบฎ็อบ

           2. อัมรฺ อิบนุ ฮิชาม

          เดิมทีเดียวนั้น ท่านอุมัร อิบนุล ค็อบฎ็อบ เป็นผู้ต่อต้านท่านนบี ไม่แพ้อัมรฺ อิบนุ ฮิชาม เหมือนกัน แต่แล้วอัลเลาะห์ทรงรับดุอาอฺของท่านนบีด้วยการให้ ท่านอุมัร อิบนุ ค็อบฎ็อบ เป็นมุสลิม และเป็นผู้ ช่วยเหลือท่านนบีอย่างดียิ่ง

          ท่านอิกริมะห์ เกิดมาในครอบครัวที่มีแต่การอิจฉาริษยา และผูกใจเจ็บต่อบรรดามุสลิม และยังข่มเหง ทำลายล้างผู้ศรัทธาอยู่เสมอ บิดาของท่านที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับอิสลามเรื่อยมาจนกระทั่งจบชีวิตลง ในสงครามบัดรฺ เมื่ออบูญะฮฺล ซึ่งเห็นบิดาถูกฆ่าตายในสงครามบัดรฺ ท่านจึงมุ่งที่จะแก้แค้นแทนชีวิตบิดาของตน ด้วยการร่วมมือกับชาวมักกะห์ในสงครามอุฮุด เพียงเพื่อจะแก้แค้นแทนบิดาของตนให้จงได้เท่านั้น

          เขาไม่เคยลดราวาศอกที่จะแสดงตนเป็นศัตรูต่อท่านนบี ดังจะเห็นได้ว่า ในสงครามทุกครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างมุชริกกับมุสลิมนั้นอิกริมะห์ ต้องมีส่วนร่วม ด้วยเสมอมิได้ขาด จวบจนกระทั้งอัลเลาะห์ได้ทรงให้อิสลามมีชัยชนะเหนือ ฝ่ายมุชริกีน
        
          ท่านร่อซูล เคยฝันไปว่า อัลเลาะห์ให้ท่านได้เข้ายึดครองเมืองมักกะห์ได้ และบรรดาศอหะบะห์ก็ทราบด้วยว่าในอีกไม่ช้าจะต้องได้เข้าเมืองมักกะห์ ในคราวที่ท่านร่อซูล และบรรดาศอฮาบะห์ไปทำอุมเราะห์ แต่เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่กล่าวคือ ได้มีการทำสนธิสัญญาสงบศึกฮุดัยบิยะห์ขึ้น และบรรดามุสลิมจะต้องมาทำอุมเราะห์กอฎอ(ชดใช้) ในปีถัดไป
          

         และแล้วจากการที่พวกกุเรชมักกะห์ ละเมิดสัญญาที่ได้ให้ไว้กับมุสลิม จึงทำให้มุสลิมสามารถเข้ายึดครองมักกะห์ได้สำเร็จ สมดังที่ท่านร่อซูลเคยฝันเอาไว้ และแทนที่ท่านร่อซูล จะถือโอกาสแก้แค้นด้วยการฆ่าฟันฝ่ายศัตรู ท่านกลับแสดงความเมตตากรุณาต่อพวกเหล่านั้น ด้วยการยกโทษให้โดยหมดสิ้น และปล่อยให้เป็นอิสระ

           การให้อภัยของท่านนบีแก่ฝ่ายศัตรูนี้เอง นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่มีบุคคลไม่กี่คนเท่านั้น ที่ท่านนบีไม่ยอมอภัยให้ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็มีอิกริมะห์ อิบนิ อะบีญะฮฺล รวมอยู่ด้วย เมื่ออิกริมะห์ รู้เช่นนั้นจึงเตลิดหนีไปยังประเทศยะมันทันที

          ในคราวที่ท่านนบียกกำลังมามักกะห์ อิกริมะห์รู้ข่าวจึงนำกำลังกลุ่มหนึ่งไปต่อต้านกองทัพ ของท่านนบี ซึ่งมีท่านคอลิด อิบนิล วะลีด จากตระกูลมัคซูมซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับอิกริมะห์นั่นเอง และเกิดการต่อสู้กันขึ้น ฝ่ายอิกริมะห์ไม่สามารถจะต้านทานกำลังของฝ่ายมุสลิมได้ จึงแตกพ่ายหนีไป


           ฝ่ายภรรยาของอิกริมะห์ ซึ่งมีชื่อว่า "อุมมุฮะกีม" นั้นได้เข้ารับอิสลาม แม้นางจะรักสามีมากสักเพียงใดก็ตาม แต่ความรักนั้นก็มิได้ทำให้ตาของนางบอด นางจึงไม่ดำเนินตามสามีแต่อย่างใด กล่าวคือทั้งๆที่สามีของนางเป็นกาเฟร ผู้ปฎิเสธการศรัทธา แต่นางก็หาได้เป็นกาเฟรตามสามี ของนางไม่

           ดังนั้นการที่ท่านร่อซูล ให้อภัยแก่นาง นางจึงไม่หมดหวังที่จะให้ท่านร่อซูล  ให้อภัยแก่สามีของนางด้วย นางกลับมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าหากนางได้พบสามีของนาง นางก็คิดว่าสามารถจะนำสามีของนาง กลับมารับแสงสว่างจากท่านนบีและท่านนบีก็ให้สัญญาและจะให้อภัย

          เมื่ออิกริมะห์ไม่สามารถจะต้านทานกำลังของท่านคอลิดได้จึงหนีไปที่ทะเลแดง ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง อยู่ใกล้ระหว่างญิดดะห์กับยะมัน และโดยสารเรือลำหนึ่งไป ขณะที่อยู่บนเรือเกิดพายุใหญ่โหมกระหน่ำ เรืออย่างรุนแรงทำท่าว่าเรือจะไปไม่รอดเป็นแน่

กัปตันเรือจึงพูดขึ้นว่า :

           ให้ขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเพราะอื่นจากพระองค์แล้วหามีผู้ใดจะช่วยเหลือได้ไม่

อิกริมะห์จึงกล่าววิงวอนขึ้นว่า :

             หากอัลเลาะห์ทรงช่วยให้รอดพ้นจากภัยในครั้งนี้ ตนจะกลับไปหาท่านนบีในฐานะเป็นผู้ศรัทธา

          และเขามั่นใจว่าผู้ที่ช่วยเหลือตนให้พ้นจากภัยอันตรายในท้องทะเลได้นั้นแหละจะเป็นผู้ช่วยเหลือตนให้พ้นจากภัยอันตรายบนบกได้เช่นเดียวกันด้วย
       
           เมื่ออุมมุฮะกีมซึ่งเป็นภริยาของอิกริมะห์ได้รับสัญญาจากท่านร่อซูล นางจึงสืบเสาะดูว่า สามีของนางหนีไปอยู่ที่ไหนจึงติดตามไปถึงยะมัน ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก แม้แต่ผู้ชายที่จะเดินทางไปนั้น ก็ได้รับความลำบากยิ่งนัก แต่ด้วยความต้องการที่จะให้สามีได้พบกับทางสว่าง นางจึงพยายามดั้นด้นไปจนถึงยะมัน และได้เจรจากันจนสามีของนางยอมจำนน และเดินทางกลับมาหา ท่านร่อซูล และเมื่อเดินทางมาถึงมักกะห์ก็ทราบว่า ท่านร่อซูล เดินทางกลับไปยังมะดีนะห์เสียแล้ว นางจึงรีบ เดินทางไปยังมะดีนะห์พร้อมกับสามีทันที


โปรดติดตามตอนต่อไป


ท่านอิกริมะห์ อิบนุ อะบีญะฮฺล  2  >>>Click