อามุลฟีล ปีช้าง 2
  จำนวนคนเข้าชม  6398

“อามุลฟีล” ปีช้าง 2

เผยแพร่โดย : สายสัมพันธ์


          เมื่อกองทัพอับรอฮะห์ใกล้จะถึงมักกะห์ จึงตั้งค่ายทหารเรียงรายอยู่ตามไหล่เขาทั่วบริเวณ ใช้ทำเป็นฐานที่มั่น และให้นักรบคนหนึ่งชื่อ อัสวัด อิบนิ มักซู๊ด ออกลาดตระเวนพื้นที่ สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก อัลอัสวัด กับพวก พบทรัพย์สินของชาวบ้านก็เก็บมา แล้วยังต้อนอูฐสองร้อยกว่าตัวของอับดุลมุฏฏอลิบมาให้อับรอฮะห์ด้วย

          พวกกุเรช ฮุซัยล์ และกินานะห์ ตลอดจนผู้ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น เมื่อทราบข่าวร้ายก็คิดที่จะจัดกองกำลังเข้าต่อสู้ จึงจัดประชุมขึ้นเพื่อปรึกษาหารือหาแนวทางที่เหมาะสม แต่ที่ประชุมเห็นว่า ถึงอย่างไรก็ตาม คงไม่มีทางที่จะขัดขวางหรือสู้รบกับกองทัพขนาดใหญ่ของอับรอฮะห์ได้ จึงต้องเลิกล้มความตั้งใจที่จะคิดสู้ หนทางที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คือ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางของมัน รอคอยวันเวลาที่กองทัพช้างจะบุกกะอฺบะห์เท่านั้น

          อับรอฮะห์เรียกตัวฮุนาเฏาะห์ อัลฮิมยะรีย์ เข้าพบ เพื่อจะส่งเขาเข้าไปในเมืองมักกะห์ อับรอฮะห์กล่าวแก่ฮุนาเฏาะห์ว่า :

          เจ้าจงเข้าไปในตัวเมืองมักกะห์ ถามหาผู้นำของชาวกุเรช และบอกให้เขาทราบว่า กษัตริย์อับรอฮะห์ ไม่ต้องการจะมาทำสงครามกับชาวมักกะห์ แต่ต้องการที่จะมาทำลายก๊ะอฺบะห์เท่านั้น ถ้าหากพวกเขาไม่ขัดขวาง เราก็จะไม่สู้รบกับพวกเขา และถ้าหากพวกเขาไม่คิดจะสู้รบกับพวกเรา ก็ให้นำตัวเขาเข้ามาพบกับข้าที่นี่

          ฮุนาเฏาะห์เข้ามาในตัวเมืองมักกะห์ ถามหาผู้เป็นหัวหน้าชาวกุเรช มีผู้บอกเขาว่า หัวหน้าชาวกุเรชคือ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนิ ฮาชิม เมื่อทราบเช่นนั้น ฮุนาเฏาะห์ก็ไปหาอับดุลมุฏฏอลิบ และบอกให้เขารับรู้ตามที่อับรอฮะห์สั่งมา

อับดุลมุฏฏอลิบตอบว่า :
 

         ขอสาบานได้เลยว่าพวกเราไม่ต้องการสู้รบ พวกเราไม่สามารถที่จะกระทำเช่นนั้นได้ บัยตุ้ลลอฮฺเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเรา คือ ท่านนบีอิบรอฮีม (อลัยฮิสสลาม) ก๊ะบะห์เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะห์ พระองค์จะทรงดูแลเอง พวกเราไม่สามารถป้องกันไว้ได้ในสถานการณ์อย่างนี้

ฮุนาเฏาะห์ กล่าวว่า :

          ถ้าเช่นนั้นท่านจงไปพร้อมกับเรา ไปหาอับรอฮะห์ผู้เป็นกษัตริย์ เพราะพระองค์สั่งให้นำตัวท่านเข้าไปพบถ้าหากไม่ต้องการสู้รบ

          อับดุลมุฏฏอลิบพร้อมกับผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่งก็ออกไปหาอับรอฮะห์ที่ค่ายทหาร และก่อนที่จะเข้าไปหากษัตริย์ อับดุลมุฏฏอลิบขออนุญาตพบกับ ซูนะฟัร เพราะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน

อับดุลมุฏฏอลิบ มาหา ซูนะฟัร ซึ่งถูกจับเป็นเชลย อยู่ในที่คุมขัง อับดุลมุฏฏอลิบกล่าวว่า :

          โอ้ ซูนะฟัร ท่านพอจะมีทางช่วยเหลือในเรื่องธุระของข้าได้บ้างไหม

ซูนะฟัรตอบว่า :
 

         โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ เชลยที่ถูกคุมขังอย่างข้า จะถูกสังหารเมื่อไหร่ก็ได้เช่นนี้ จะช่วยเหลือท่านได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ข้ามีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นคนดูแลช้าง ข้าจะให้เขาเป็นผู้นำตัวท่านไปเข้าพบกษัตริย์และจะให้เขาช่วยพูดธุระของท่านให้กษัตริย์รับทราบ

อับดุลมุฏฏอลิบกล่าวว่า :

          เท่านี้ก็ขอบคุณมากแล้ว

ต่อจากนั้น ซูนะฟัรก็บอกให้คนหนึ่งเรียก อุนัยส์ มาหา และเขาได้บอกแก่อุนัยส์ว่า :

          โอ้อุนัยส์ อับดุลมุฏฏอลิบผู้นี้เป็นผู้นำชาวกุเรช เป็นเจ้าของบ่อน้ำ “ซัมซัม” เป็นผู้เลี้ยงอาหารทั้งคนและสัตว์ ที่อยู่บนพื้นราบและอยู่ตามยอดเขาสูง บัดนี้ กษัตริย์จับอูฐของเขามา 200กว่าตัว ขอให้ท่านช่วยเจรจาขออูฐคืนให้เขาด้วย

          อุนัยส์ ก็รับปาก และได้เข้าไปพูดกับอับรอฮะห์ และอับรอฮะห์ก็อนุญาตให้อับดุลมุฏฏอลิบเข้าพบ
 
          อับดุลมุฏฏอลิบนั้นเป็นผู้ที่มีรูปร่างสง่างาม สูงใหญ่ เมื่ออับรอฮะห์เห็น ก็รีบลงมาจากบัลลังก์ นั่งลงข้างล่างที่พื้นพรม อับดุลมุฏฏอลิบเข้ามานั่งลงข้างๆ แล้วอับรอฮะห์ก็พูดผ่านล่ามว่า :
         

           บอกให้เขาแจ้งความประสงค์ได้

อับดุลมุฏฏอลิบกล่าวว่า :
         

          จุดประสงค์ของฉันมีอยู่อย่างดียวคือ ขออูฐ 200 กว่าตัวของฉันคืนเท่านั้น

เมื่ออับรอฮะห์ได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวผ่านล่ามไปว่า :

 
          ท่านทำให้ฉันแปลกใจเมื่อได้พบเห็น และเมื่อได้ยินคำพูดของท่านฉันยิ่งงุนงงมากขึ้นอีก ท่านมาที่นี่เพื่อเจราจาเรื่องอูฐ ไม่พูดถึงเรื่องกะอฺบะห์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของท่าน และบรรพบุรุษของท่าน ที่ฉันยกกองทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อทำลายก๊ะอฺบะห์ แล้วทำไมท่านในฐานะผู้ดูแล ผู้นำ จึงไม่มาเจรจาเรื่องนี้

อับดุลมุฏฏอลิบ กล่าวว่า :


          ตัวฉันเองเป็นเจ้าของอูฐ เป็นผู้ดูแลอูฐ ส่วนกะอฺบะห์นั้นมีพระเจ้าเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว พระองค์จะทรงยับยั้งผู้รุกรานเอง

อับรอฮะห์กล่าวว่า :  ไม่มีใครสามารถจะยับยั้งข้าได้หรอก

อับดุลมุฏฏอลิบกล่าวว่า :  แล้วท่านก็จะได้พบเอง

          หลังจากเจรจากันแล้ว อับรอฮะห์ก็สั่งให้เอาอูฐของอับดุลมุฏฏอลิบคืนไป อับดุลมุฏฏอลิบก็ลุกขึ้นกลับเข้ามักกะห์

          อับดุลมุฏฏอลิบได้แจ้งข่าวให้พี่น้องชาวกุเรชทราบว่า อับรอฮะห์เตรียมบุกทำลายกะอฺบะห์แล้ว ดังนั้นขอให้พวกเรารีบออกไปหลบอยู่ตามหุบเขา ตามตรอกซอกซอยรอบๆบริเวณ แล้วเขาก็ชวนบุคคลสำคัญของชาวกุเรชเข้าไปที่กะอฺบะห์ อับดุลมุฏฏอลิบ จับห่วงประตูก๊ะอฺบะห์กล่าวคำวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้พระองค์ทรงทำลายทหารของอับรอฮะห์ เสร็จแล้วก็ออกมาซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ที่หุบเขาด้านนอก รอคอยนาทีระทึกใจที่จะเกิดขึ้นภายในไม่ช้า

          วันรุ่งขึ้น อับรอฮะห์เตรียมพร้อมที่จะนำกองทัพช้างเข้าทำลายกะอฺบะห์ ขณะที่ควาญช้างบังคับให้มันบ่ายโฉมหน้าเขาสู่มักกะห์เพื่อทำลายกะอฺบะห์ ปรากฏว่าช้างจะคุกเข่าลงทันที ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ควาญช้างใช้โซ่เหล็กฟาด เอาหอกทิ่มแทง ใช้ขอสับลงบนใบหู และตามจุดต่างๆที่ลำตัวให้มันรู้สึกและเคลื่อนไหว แต่มันก็นอนนิ่งกับพื้น แต่พอให้มันหันไปทางเยเมน มันกลับออกวิ่งไปอย่างง่ายดาย

          บัดนั้นเอง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เหมือนมีอะไรมาบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้สาดแสงมาสู่พื้นดินแถบนั้น คล้ายกับว่าเวลากลางคืนมาถึงก่อนกำหนด ทางทิศด้านริมทะเลมีฝูงนกปรากฏให้เห็นเป็นกลุ่มใหญ่ ที่ปากคาบหินไป ที่เท้าของมันทั้งสองข้างก็คีบหินไฟมาด้วย ฝูงนกบินตรงเข้าหาทหารของอับรอฮะห์ โฉบลงบนศีรษะ พร้อมกับปล่อยหินไฟลงมาใส่ทหารเหล่านั้น ทำให้ล้มตายระเนระนาด ทหารอีกบางส่วนก็พยายามหนีเอาตัวรอด แต่เขาจะหนีไปทางไหนพ้น บัดนี้แผ่นดินเป็นที่คับแคบสำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ว่าจะหนีไปทางไหน นกก็บินโฉบเฉียวเข้าใส่ โปรยหินไฟลงบนศีรษะ ทำให้พวกเขาดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวด และล้มตายลงอย่างทุกข์ทรมาน

          กองกำลังของอับรอฮะห์ แตกกระเจิงอย่างสิ้นท่า แผนร้ายของอับรอฮะห์ต้องจบลงอย่างเจ็บปวดที่สุดในชีวิต อับรอฮะห์ถูกนกโปรยหินไฟเข้าใส่ แต่เขากับพวกไม่กี่คนเผ่นหนีกลับสู่เยเมน ระหว่างทางเขาล้มเจ็บเพราะพิษหินไฟ ร่างกายซูบผอม เนื้อหนังเริ่มเปื่อยยุ่ยหลุดออกเป็นชิ้นๆ เขากับพวกพยายามกระเสือกกระสนไปจนกระทั่งถึงซอนอ๊าอฺ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเยเมน และจบชีวิตลงที่นั่น โดยไม่ได้รับความสำเร็จดังใจหมาย

          เช่นนี้แหละ คือเหตุการณ์ครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่อัลเลาะห์ ทรงปกป้องคุ้มครองกะอฺบะห์ของพระองค์ ให้พ้นจากแผนร้ายของผู้อิจฉาริษยา และในปีนี้เอง ท่านนบีมูฮัมหมัด ก็กำเนิดขึ้น

          เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นนี้ เป็นการปูทางไปสู่เหตุการณ์สำคัญยิ่งกว่าวันข้างหน้า เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ หลังจากที่ต้องตกอยู่ในความมืดแห่งยุคงมงายมาหลายศตวรรษ เมื่อท่านนบีมูฮัมหมัด ประสูติ ท่านได้ทำหน้าที่เผยแผ่สัจธรรม ท่านได้ทำลายเจว็ดรูปเคารพ ความมืดแห่งการชิรกฺ ทำลายการหลงผิด การอิจฉาริษยา การสร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน และท่านได้แนะนำมนุษยชาติทั้งมวลไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรง แนวทางของอัลเลาะห์ พระเจ้าผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ

 

วัสสลาม

 

“อามุลฟีล” ปีช้าง 1 <<<< Click