การศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  25504

การศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์

                                                              
           อัลลอฮ์   ทรงสร้างมลาอิกะฮ์ จากรัศมี ปฏิบัติและเชื่อฟังตามคำบัญชาของพระองค์  ภักดี และซื่อสัตย์ ต่ออัลลอฮ์    เพียงพระองค์เดียว


       อัลลอฮ    ทรงตรัสว่า

          
“ ...และผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์ (มลาอิกะฮ์) พวกเขาจะไม่ลำพองตนในการเคารพภักดีพระองค์ และพวกเขาจะไม่เหนื่อยหน่าย พวกเขาจะแซ่ซร้องสดุดีพระองค์ ในเวลากลางคืนและเวลากลางวัน โดยไม่ขาดระยะ”    อัลอันบิยาอ์ 19- 20


          มลาอิกะฮ์ มีจำนวนมากเท่าไหร่นั้น ไม่มีใครรู้ได้นอกจากอัลลอฮ์   เท่านั้น ได้มีหลักฐานกล่าวไว้ในหนังสือหะดีษบุคอรี-มุสลิมจากหะดีษของท่านอนัสร่อดิยัลลอฮุอันฮุ ในประวัติของเมี๊ยะรอจ (การเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ระหว่างบัยติ้ลมัคดิษและบัยติ้ลอิซซะฮ์ )  

 (( أن النبي صلى الله عليه وسلم رفع له البيت المعمور في السماء يصلي فيه كل يوم سبعون ألف ملك إذا خرجوا لم يعودوا إليه آخر ماعليهم ))

“ท่านนะบี   ถูกเชิญขึ้นสู่บัยตุ้ลมะมูร ((กะอฺบะฮฺ ที่มวลมลาอิกะฮิใช้ตอวาฟ )) ในชั้นฟ้า ทุกวันมีมลาอิกะฮิ 70,000 ท่านทำการละหมาด เมื่อพวกเขาได้ออกจากที่นั้นพวกเขาจะไม่หวนคืนกลับมาอีกนั้นถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่เป็นวาญิบเหนือพวกเขา”

การศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ประกอบไปด้วย  4 ประการ

๑. ศรัทธาถึงการมีอยู่ ของมลาอิกะฮ์

๒. ศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์ ที่ได้บอกไว้ในอัลกุรอานและฮะดิษ และที่ไม่ได้กล่าวไว้   

๓. ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ ที่ทราบถึงคุณลักษณะ และที่ไม่ทราบ  เช่น ลักษณะท่านญิบรีล

قد أخبر النبي صلى الله عليه وسلم أنه رأى جبريل - عليه السلام - على صفته التي خلق عليها وله ستمائة جناح قد سد الأفق .

“ท่านนะบี   ได้เล่าว่าแท้จริงท่านได้เห็น ญิบรีล อะลัยฮิสลาม ในลักษณะหนึ่งซึ่งถูกสร้างมาในลักษณะนั้นมี 600 ปีก จรดขอบฟ้า”

           มลาอิกะฮ์ สามารถจำแลงร่างตามคำสั่งของอัลลอฮ์   เมื่อครั้งที่พระองค์ได้ส่งญิบรีลไปยังพระนางมัรยัม โดยจำแลงร่างเหมือนมนุษย์ และในขณะที่มลาอิกะฮ์ได้มาหาท่านนะบี   ในขณะนั่งอยู่ร่วมกับบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่าน มีผู้ชายแข็งแรงใส่เสื้อสีขาวสะอาด ผมสีดำ ไม่มีร่องรอยของการเดินทาง ในหมู่ศอฮาบะฮ์ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชายผู้นั้นได้นั่งลงข้างท่านนะบี   โดยเอาหัวเข่าทั้งสองชิดหัวเข่าของท่าน และวางฝ่ามือทั้งสองไว้บนน่องของท่าน ชายผู้นั้นได้ถามท่านเกี่ยวกับ อัล อิสลาม การศรัทธา จริยธรรม วันกิยามะฮ์ และสัญญาณวันกิยามะฮ์  ท่านนะบี   ได้ตอบคำถามชายผู้นั้นไป หลังจากนั้นท่านนะบี   ได้ถามบรรดาศอฮาบะฮ์ว่า รู้ไหมชายผู้นั้นคือใคร บรรดาศอฮาบะฮ์ตอบว่า อัลลอฮ์รู้และเราะซูลของอัลลฮ์เท่านั้นที่รู้ ท่านะบีจึงตอบว่า นี่คือ ญิบรีล (มลาอิกะฮ์) เขาได้มาหาและสอนเรื่องศาสนาให้กับพวกท่าน

รายงานโดย  มุสลิม

      
         
เช่นเดียวกันนเหล่าบรรดามลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮ์   ทรงส่งไปยังท่านนะบีอิบรอฮีม และท่านนะบีลูต อลัยฮิสลาม ในลักษณะเป็นผู้ชาย

๔. ศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์ ในหน้าที่ และคำสั่งของอัลลอฮ์   เช่น การกล่าวสรรเสริญสดุดี และการภักดีต่ออัลลอฮ์   ทั้งกลางวัน กลางคืน       


หน้าที่ของมลาอิกะฮ์ที่ได้บอกไว้ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์

1. ญิบรีล ทำหน้าที่รับคำสั่งจากอัลลอฮ์ 

2. มีกาอีล ทำหน้าที่นำโชคลาภริสกีต่างๆมาสู่โลก เช่น น้ำฝน  การเจริญเติบโตของต้นไม้                                      

3. อิสรอฟีล ทำหน้าที่เป่าสังข์ในวันสิ้นโลก และฟื้นคืนชีพ


4. มละกุลเมาต์ ทำหน้าที่ รับวิญญานของมนุษย์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด


5. มาลิก ทำหน้าที่ดูแล “นรก”

6. มลาอิกะฮ์ ทำหน้าที่ดูแลเด็กทารกในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ครบ 4  เดือน อัลลอฮ์   ได้ส่งมลาอิกะฮ์ มาบันทึก 4 อย่าง คือ ปัจจัยยังชีพ,   อายุขัย, การงาน, ความทุกข์และ ความสุข         

7. มลาอิกะฮ์ ทำหน้าที่คอยจดบันทึกการงานของลูกหลานอาดัม          โดยมลาอิกะฮ์ประจำอยู่ข้างขวาและข้างซ้าย

8. มลาอิกะฮ์ ทำหน้าที่สอบสวนมนุษย์ที่ตายไปในหลุมศพ มลาอิกะฮ์  2  ท่านจะมาหาเขา และถามว่า  พระเจ้าของท่านคือใคร? นะบีของท่านคือใคร? ศาสนาของท่านคืออะไร?   


ภาคผลที่ประเสริฐสำหรับการศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์มีดังนี้

1. แท้จริงการทราบถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์    นั้นได้บ่งชี้ให้ระลึกถึง สรรพสิ่งที่ถูกสร้างนั้นไม่สามารถเทียบได้เลย 

2. อัลลอฮ์   ทรงห่วงใยลูกหลานของอาดัม โดยมอบหมายให้มลาอิกะฮ์เป็นผู้ดูแล และบันทึกการงานของพวกเขา

 3. มลาอิกะฮ์ มีความซื่อสัตย์ในการปฎิบัติหน้าที่ ในคำสั่งของพระองค์ โดยไม่มีการปฏิเสธคำสั่งนั้น

         ได้มีพวกซาอิฆีน (กลุ่มที่หลงทาง) ปฏิเสธการจำแลงร่างของมลาอิกะฮ์ โดยพวกเขากล่าวว่า เป็นดวงวิญญานที่ดีมีอยู่ในสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง คำกล่าวนี้ถือเป็นการโกหกหลักฐานจากอัลกรุอาน และ ซุนนะฮ์

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า

         
“บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ผู้ทรงแต่งตั้งมลาอิกะฮ์ให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี...”  ฟาติร 1


“และหากว่าพวกเจ้าเห็น ขณะที่มลาอิกะฮ์เอาวิญญาณของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่นั้นพวกเขา จะตีใบหน้าของพวกเขา และหลังของพวกเขา และ(กล่าวว่า)พวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษแห่งการเผาไหม้เถิด” อัล อันฟาล 50


“...และหากเจ้าจะได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมอยู่ในภาวะคับขันแห่งความตาย และมลาอิกะฮ์กำลังแบมือของพวกเขา( โดยกล่าวว่า ) จงให้ชีวิตของพวกท่านออกมา...” อัล อันอาม93

          
“...จนกระทั้งเมื่อความหวาดกลัวได้คลายจากจิตใจของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า พระเจ้าของพวกท่านได้ตรัสอะไรนะ พวกเขากล่าวว่า สัจธรรม และพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่”ซะบาอ์ 23


“ ...และมะลาอิกะฮ์จะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู (ของสวนสวรรค์)  ( พร้อมกับกล่าวว่า ) ความศานติจงมีแด่พวกท่าน เนื่องด้วยพวกท่านได้อดทน มันช่างดีเสียนี่กระไรที่พำนักบั้นปลายนี้” อัรเราะด์ 23- 24


          ในหนังสือศอเหี๊ยบุคอรีรายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะฮ์รอดิยั้ลลอฮุอันฮุจากท่านนะบี   ได้กล่าวว่า


    (( إذا أحب الله عبدا  نادى جبريل إن الله يحب فلانا فأحبه ، فيحبه جبريل ، فينادي جبريل في أهل السماء ، إن الله يحب فلانا فأحبوه ، فيحبه أهل السماء ، ثم يوضع له القبول في الأرض ))


“เมื่ออัลลอฮ์ทรงรักบ่าวคนหนึ่ง อัลลอฮ์ได้เรียกญิบรีลแล้วบอกว่า อัลลอฮ์ทรงมีความรักต่อคนผู้นี้ ดังนั้นเจ้าจงมีความรักต่อเขาเช่นกัน ญิบรีลจะมีความรักต่อเขา และญิบรีลได้เรียกชาวฟากฟ้า (เหล่าบรรดานะบี และมวลมลาอิกะฮ์) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงมีความรักต่อคนผู้นั้น ดังนั้นท่านทั้งหลายจงมีความรักต่อเขา  ชาวฟากฟ้าจะมีความรักต่อเขา หลังจากนั้นเขาก็ถูกวางตัวให้เป็นที่ยอมรับแด่ชาวโลก”


ในหนังสือศอเหี๊ยบุคอรีท่านนะบี   ได้กล่าวว่า

((  إذا كان يوم الجمعة كان على كل باب من أبواب المسجد الملائكة يكتبون الأول فألأول ، فإذا جلس الإمام طووا الصحف ، وجاءوا يستمعون الذكر ))


“เมื่อถึงวันศุกร์ ณ ที่ประตูของมัสยิดทุกบานมวลมลาอิกะฮ์จะคอยจดบันทึก ( ความดี ) ทีละคน  และเมื่ออิหม่ามเข้ามานั่ง ( มิมบัร ) มวลมลาอิกะฮ์จะปิดบัญชีของพวกเขา  พวกเขาได้มานั่งฟังคุตะบะฮ์”


          นี่คือตัวบทอันชัดแจนต่อเรือนร่างของมวลมลาอิกะฮ์ ไม่ใช่พลังอำนาจสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นคำกล่าวของพวกซาอิฆีน ( เบี่ยงเบน ) และตัวบทดังกล่าวเหล่าบรรดามุสลิมถือเป็นการลงมติ ในหนังสือหน้า 53 – 55


“อัลลอฮ์ จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น ชีวิตนั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้  และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้...”อัล บะเกาะเราะฮ์ 286


            สภาพความเป็นจริง มนุษย์นั้นมีความต้องการ ความปรารถนา และการกำหนดสภาวะทั้งสองด้วยกับการปฏิบัติหรือการละทิ้ง และการแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเจตนาเช่น การเดิน และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา เช่น การสั่น แต่ทว่าความประสงค์ ความสามารถของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยพระประสงค์ อำนาจของอัลลอฮ์    ผู้ทรงสูงส่ง
  

  อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า


“ สำหรับบุคคลในหมู่พวกเจ้าที่ประสงค์จะอยู่ในทางอันเที่ยงตรง และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใด เว้นแต่อัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์”    อัต  ตักวีร 28-29


           สรรพสิ่งต่างๆในโลกใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์ ของอัลลอฮ์   ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในการปกครอง จะไร้ซึ่งความรู้และความประสงค์ การศรัทธาต่อการกำหนดสภาวะถือเป็นวาญิบ และมิได้มอบหลักฐานข้ออ้างต่อการละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบหรือการกระทำความชั่วของปวงบ่าว  ด้วยเหตุผลนี้หลักฐานที่เป็นข้ออ้างถือเป็นโมฆะมีดังต่อไปนี้

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า

 
“บรรดาผู้ที่ให้มีภาคีขึ้นนั้นจะกล่าวว่า หากว่าอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แล้วไซร้ พวกเราก็ย่อมไม่ให้มีภาคีเกิดขึ้น และทั้งบรรพบุรุษของพวกเราอีกด้วย และพวกเราก็ย่อมไม่ให้สิ่งใดเป็นที่ต้องห้าม ในทำนองนั้นแหละบรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเขาก็ได้มุสามาแล้วจนกระทั้งพวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษของเรา จงกล่าวเถิด ( มุฮัมมัด ) ว่า ที่พวกท่านนั้นมีความรู้อันใดกระนั้นหรือ ฉะนั้นพวกเจ้าต้องนำมันออกมาให้แก่เรา พวกท่านจะไม่ปฏิบัติตามสิ่งใดๆ นอกจากการคาดคิดเอาเองเท่านั้น และพวกท่านไม่มีอื่นใด นอกจากจะกล่าวเท็จเท่านั้น” อัล อันอาม 148


            หากมีหลักฐานต่อการกำหนดสภาวะ แน่นอนอัลลอฮ์   จะไม่ให้พวกเขาได้ลิ้มรสของการลงโทษ

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า


“คือบรรดาเราะซูลในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และในฐานะผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะไม่มีหลักฐานใดๆอ้างแก้ตัวแก่อัลลอฮ์ได้ หลังจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น และอัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” อัน นิซา 165


          หากการกำหนดสภาวะเป็นหลักฐานข้ออ้างให้กับพวกที่ขัดแย้งจะไม่ปฏิเสธการส่งบรรดารอซูล เพราะภายหลังจากการส่งบรรดารอซูลมายังพวกที่ขัดแย้งเป็นข้อเท็จจริงต่อการกำหนดของอัลลอฮ์


         สิ่งที่รายงานโดยท่านบุคอรีและท่านมุสลิม คำกล่าวฮะฮิษบุคอรีจากท่านอาลีร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ท่านนะบี   กล่าวว่า


(( ما منكم من أحد إلا قد كتب مقعده من النار أو من الجنة )) فقال رجل من القوم : ألا نتكل يا رسول الله ؟ قال : (( لا اعملوا فكل ميسر ، ثم قرأ : ( فأما من أعطى واتقى ، وصدق بالحسنى ،فسنيسره لليسرى ) . وفي لفظ لمسلم : (( فكل ميسر لما خلق له ))


“ไม่มีคนหนึ่งคนใดจากพวกท่าน นอกจากถูกบันทึกสถานที่พำนักไว้ ณ ขุมนรกหรือสวนสวรรค์ ชายคนหนึ่งจากพวกเขาก็ได้กล่าวว่า เรามอบหมายต่ออัลลอฮ์ ดีกว่าไหมโอ้ท่านเราะซูล  ท่านนะบี   ตอบว่า ไม่พวกท่านจงปฏิบัติทุกอย่างเป็นสิ่งที่สะดวก ง่ายดาย”

 หลังจากนั้นท่านนะบี   ได้อ่าน


“ ส่วนผู้ที่บริจาคและยำเกรง(อัลลอฮ์) และเชื่อมั่นในสิ่งที่ดี เขาก็จะได้รับความสะดวกอย่างง่ายดาย )) อัลลัย 5-7  และในคำกล่าวของท่านมุสลิม  ทุกสิ่งมีความสะดวกง่ายดาย สำหรับสิ่งที่สร้างมาให้แก่เขา”


          ดังนั้นท่านนะบี   ได้ใช้ให้ปฏิบัติและห้ามการมอบหมายต่อการกำหนดสภาวะเพียงอย่างเดียว  แท้จริงอัลลอฮ์   ทรงใช้และทรงห้ามบ่าว พระองค์ไม่ทรงบังคับบ่าวของพระองค์เกินความสามารถ
อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า


“ดังนั้นพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ” อัตตะฆอบุน 16


และอัลลอฮ    ทรงตรัสอีกว่า
         

“อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่ง ชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น...”  อัล บะเกาะเราะฮ์ 286

ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์>>>>Click