ห้าศตวรรษแห่งความล้าหลังของโลกมุสลิม
  จำนวนคนเข้าชม  502


ห้าศตวรรษแห่งความล้าหลังของโลกมุสลิม

ดร.อนัส อมาตยกุล 

 

          ในตอนปลายของศตวรรษที่ 15 โลกมุสลิมที่อ่อนล้าจากการแข่งขันกับโลกตะวันตกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมากมายในยุโรป พอถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 16 ชาวตะวันตกก็สามารถส่งเรือออกไปค้นหาเส้นทางไปอินเดียเพื่อแย่งชิงการค้ากับโลกมุสลิม 

 

          ผลของการลงทุน การกล้าหาญเสี่ยงภัยของชาวตะวันตกในงานนี้ได้รับผลเกินความคาดหมาย นั่นคือชาวตะวันตกได้ค้นพบโลกใหม่ที่กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าเพิ่มจากความต้องการเดิมของพวกเขา ที่เพียงต้องการโค่นล้มการค้าของโลกอิสลามด้วยการค้นหาเส้นทางสายใหม่ในการไปอินเดียและจีน ที่สามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางสำเภาของมุสลิม และเส้นทางบกหรือที่รู้จักกันในนามเส้นทางสายไหมอันเป็นเส้นทางที่บรรดาชาติมุสลิมต่างๆ ยังคงมีอิทธิพลควบคุมอยู่ และมุสลิมยังมีกองทัพภาคพื้นดินหรือกองทัพบกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่สามารถสกัดความพยายามแย่งชิงของชาวตะวันตกได้ 

 

           ดังนั้น เมื่อชาวตะวันตกสามารถทำการค้ากับโลกตะวันออกทั้งจีน หมู่เกาะเครื่องเทศและอินเดียได้โดยไม่ต้องผ่านดินแดนของมุสลิม หรือต้องพึ่งพาการค้าของมุสลิม ชาวตะวันตกจึงเริ่มกลายเป็นชาติที่มั่งคั่ง พวกเขาสามารถนำความมั่งคั่งเหล่านี้ไปแปรเปลี่ยนเป็นเรือเดินทะเลที่ทันสมัยยิ่งขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง 

 

          พวกเขาพัฒนาปืนที่ทรงแสนยานุภาพ รวบรวมและสร้างองค์ความรู้ทางภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าแม่นยำ เมื่อสรรพความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการทหารบรรลุถึงความพร้อม ชาวตะวันตกจึงเริ่มไล่ล่าบดขยี้กองเรือของมุสลิม และเมื่อโลกมุสลิมไม่อาจทำการค้าทางทะเลแข่งขันกับชาวยุโรปได้ รวมถึงเส้นทางการค้าทางบกที่ต้องล่มสลายไปเพราะการเบียดเข้ามาแทนที่ของการค้าทางทะเลของชาวตะวันตก กองทัพของอาณาจักรมุสลิมต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกก็เริ่มตกต่ำลงเนื่องจากความยากจนและความขาดแคลนได้แผ่ขยายไปในโลกอิสลาม มาตรฐานทางการศึกษาในศิลปะวิทยาการต่างๆ หรือแม้แต่มาตรฐานทางศาสนา คุณธรรมและศีลธรรมของบุคคลและสังคมก็เริ่มเสื่อมโทรมลง 

 

          เมื่อชาวตะวันตกฮึกเหิมมากขึ้นถึงขั้นใช้เรือปืนและกำลังทางทหารเข้ารุกรานโลกมุสลิม จึงไม่มีอาณาจักรหรือรัฐมุสลิมใดสามารถต้านทานความก้าวร้าวและการรุกรานของชาติตะวันตกได้ ชาวตะวันตกจึงเข้ายึดครองโลกมุสลิมอย่างเบ็ดเสร็จเกือบทั้งหมดในศตวรรษที่ 19 จากนั้นชาวตะวันตกได้ทยอยแปรเปลี่ยนให้อาณาจักรทั้งหลายของมุสลิมกลายเป็นอาณานิคมขึ้นตรงต่อเมืองแม่ในยุโรป ความสำเร็จดังกล่าวนี้ทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนศูนย์กลางของโลกเสียใหม่ จากโลกมุสลิมในเอเชียและแอฟริกาเหนือไปเป็นโลกตะวันตกในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรปตะวันตก

 

ช่วงเวลาที่โลกมุสลิมตกต่ำถึงที่สุด

 

          ในศตวรรษที่ 19 นี้เองที่ชาวตะวันตกสามารถครอบครองดินแดนและหมู่เกาะต่างๆ ของโลกมุสลิมจนเกือบหมดสิ้นอาณาจักรอิสลามที่เคยเป็นที่เกรงขามของชาวตะวันตกได้พังพินาศลงเบื้องหน้า แสนยานุภาพของโลกตะวันตก ผู้มักเป็นอริกับธรรมะ ผู้ค่อนข้างโน้มเอียงไปในการดื่มด่ำโลกียะรส และบ้าคลั่งวัตถุนิยมแห่งยุโรป 

 

          ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย เราได้ประจักษ์ว่า สถานการณ์มิได้มีความปรานีต่อโลกมุสลิมเลย โดยเฉพาะในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 มุสลิมได้ทยอยสูญเสียดินแดนของตน ไม่ว่าจะทั้งส่วนที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของโลกอิสลามหรือแม้จากพื้นที่ที่เป็นเนื้อในของโลกอิสลามเองให้แก่การโจมตีของโลกตะวันตก และดินแดนทั้งหมดในความครอบครองของมุสลิมก็ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปโดยชาวตะวันตกจนหมดสิ้น เช่นการที่บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้เข้ายึดครองแคว้นเบงกอล และแปรเปลี่ยนให้เบงกอลกลายเป็นรัฐแบบตะวันตกอย่างสมบูรณ์แบบ 

 

          จากนั้นบริษัทของอังกฤษดังกล่าวนี้จึงค่อยๆ ขยายการยึดครองออกไปในส่วนต่างๆ ที่เหลือของจักรวรรดิอิสลามแห่งอินเดีย จนสามารถบรรลุถึงศูนย์กลางอำนาจของอิสลามในอินเดียที่กรุงเดลฮิโต้ พวกเขาได้เข้าควบคุมการบริหารอินเดียแทนจักรพรรดิ ราชวงศ์มูฆัลแห่งเดลฮิ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลของฮอลันดาได้เข้าควบคุมบริษัทอินเดียตะวันออกของตนในปี .. 1800 อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และส่งผลให้สามารถเข้าสถาปนาอำนาจการปกครองขึ้นเหนือชวาได้เป็นผลสำเร็จในทศวรรษที่ 4 ของศตวรรษที่ 19 

 

          ต่อมาในปี .. 1830 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองแอลจีเรียได้ทั้งหมดภายหลังการทำสงครามกับบรรดามุญาฮิดีนอยู่ราว 2 ทศวรรษ และเป็นการเปิดทางสู่การสร้างอาณานิคมตะวันตกที่กินพื้นที่กว้างขวางไปทั่วแอฟริกาเหนือ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว รัสเซียก็ได้เร่งส่งกองทัพเข้าผนวกดินแดนที่เป็นของมุสลิมมาแต่ดั้งเดิมในคอเคซัสและเอเชียกลาง จากนั้นจึงเริ่มสร้างอาณานิคมและให้ชาวรัสเซียเข้ามาตั้งถิ่นฐานปะปนกับบรรดามุสลิม 

 

          ผลแห่งความสำเร็จในการครอบครองดินแดนของโลกอิสลามและปกครองพลเมืองมุสลิมอย่างเบ็ดเสร็จสามารถทำให้ชาวตะวันตกพบลู่ทางที่จะทำให้ประชาชาติอิสลามพากันห่างเหินศาสนา อารยธรรมและวัฒนธรรมที่สืบทอดอย่างยาวนานจากปวงศาสดานบีทั้งหลาย (มิลละฮ์ อิบรอฮีม) จากบรรดาอะห์ลิลบัยต์ (ทั้งบรรดาภริยา และ วงศ์วานผู้บริสุทธิ์ในครอบครัวของศาสดา) จากบรรดาสหายและสาวก (ศอฮาบะฮฺ) ผู้ได้รับการขัดเกลาจากท่านศาสดา รวมถึงบรรดาผู้สืบทอดท่านเหล่านั้นด้วยคุณงามความดี (สลัฟ ซอลิฮฺ) ได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ผลของการตกเป็นอาณานิคม

 

          การสูญเสียเส้นทางการค้างทั้งทางบก (เส้นทางสายไหม) และเส้นทางทะเล (สำเภา) รวมถึงดินแดนต่างๆ ของมุสลิมให้กับโลกตะวันตกและกลายเป็นอาณานิคม ส่งผลให้ประชาชาติมุสลิมต้องยากจนลง ลักษณะของมุสลิมเหล่านี้ไม่ต่างจากบรรดาผู้ดีตกยาก มุสลิมล้วนตระหนักในคุณค่าและคุณูปการของศิลปะวิทยาการและคุณธรรมอันสูงส่ง หากแต่ความยากจนได้ผลักไสให้มุสลิมไม่อาจไขว่คว้าเอาความเจริญเหล่านี้มาไว้ในความครอบครองได้อีก หรือสิ่งสารพันอันเป็นอารยธรรมที่เคยสืบทอดจากชนรุ่นก่อนๆ ในครอบครองของตนก็ต้องมลายสูญหายไปกับการแปรเปลี่ยนของเวลา ของยุคสมัย และพากันสูญเสียคุณภาพชีวิตไปอย่างน่าอดสู ชนิดที่ไม่อาจเทียบชั้นกับชาวตะวันตกผู้รุกรานได้เลย

 

เจ้าอาณานิคมตะวันตกทำลายอารยธรรมอิสลามในดินแดนที่ตนปกครองอย่างไร?

 

           เมื่อดินแดนของมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมตะวันตก การค้าและการผลิตของโลกมุสลิมต้องยุติลง บ้านเมืองของมุสลิมกลายเป็นย่านเมืองเก่าที่เสื่อมโทรม ขณะที่เจ้าอาณานิคมพากันปลูกสร้างบ้านเรือน ทำเนียบ กระทรวง ทบวง กรม และย่านการค้าอย่างหรูหรา สะอาดสะอ้านและทันสมัย การศึกษาของโลกมุสลิมล้าหลัง ต้องนั่งเรียนกับพื้นในอาคารที่เก่าซอมซ่อ ห่างไกลจากสุขลักษณะ ไม่มีการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตามแบบอย่างของชาวตะวันตกที่ได้จากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 

 

          การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในโลกมุสลิมในเวลานั้น เป็นเพียงการศึกษาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ตกทอดมาจากที่พวกกรีกวางแนวทางไว้เมื่อ 2,300 กว่าปี โดยไม่มีการทดลองหรือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ นอกจากเพียงการโต้เถียงด้วยโวหารจากความคิดและเหตุผลที่ห่างไกลจากโลกแห่งความจริงที่เปลี่ยนแปลง แตกต่างจากโรงเรียนของเจ้าอาณานิคมตะวันตกที่ทยอยเปิดขึ้นเพื่อรองรับกุลบุตรธิดาของเจ้าใหญ่นายโต มุสลิมซึ่งล้วนกลายเป็นพลเมืองในอาณานิคมตะวันตก 

 

          เด็กๆ ในโรงเรียนแบบตะวันตกสวมใส่เครื่องแบบที่โก้หรู ผูกหูกระต่ายหรือเนคไท และมีสูทตะวันตกทับไว้ภายนอก สรรพวิชาที่เล่าเรียนก็เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่พัฒนาขึ้นในยุโรปหลังศตวรรษที่ 17 มีการเฝ้าสังเกตและทดลองของจริงทั้งในห้องทดลองวิทยาศาสตร์และนอกสถานที่ในโอกาสแห่งการทัศนศึกษาต่างๆ ชนรุ่นใหม่ในโลกมุสลิมเหล่านี้จึงซึมซับวิถีชีวิตแบบตะวันตกที่สร้างขึ้นบนปรัชญา วัตถุนิยมและมนุษย์นิยม พร้อมวิธีคิดและวิธีมองโลกที่ห่างไกลจากวิถีมิลละฮฺอิบรอฮีม (ศรัทธาในอัลลอฮฺ และการปกครองของพระองค์ผ่านการใช้ชะรีอะฮฺบนหน้าแผ่นดิน ฯลฯ

 

          เมื่อชนรุ่นเก่าที่ได้รับการขัดเกลาเลี้ยงดู (ตัรบียะฮฺ) แบบอิสลามมาพากันทยอยแก่ชรา และล้มตายไปพร้อมกับวิถีชีวิตและอารยธรรมแบบอิสลาม ชนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษา และชุบเลี้ยงมาแบบตะวันตกจึงได้เติบใหญ่ขึ้นและทยอยเข้ามารับภาระบริหารดินแดนมุสลิมที่เป็นอาณานิคม ภายใต้การอบรมฝึกฝนของเจ้าอาณานิคมตะวันตก เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่จากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 จึงเริ่มมีปรากฏการณ์ของการฟื้นฟูอิสลาม ที่แม้ต้องเผชิญอุปสรรคนานา 

 

          นับวันโลกอิสลามและประชาคมมุสลิมก็สามารถแสดงให้โลกได้ประจักษ์ว่า อิสลามจะดำรงอยู่และชะรีอะฮฺ (มรรค) ของอิสลามก็จะเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตและอารยธรรมตะวันตกในทุกๆ บริบทของชีวิต แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเพียรของมุสลิมผู้ละอัตตาตนและจำนนนอบน้อมต่ออัลลอฮฺ ว่าจะสามารถสลัดการครอบงำของวิถีตะวันตก และยอมทุ่มเทสรรพกำลัง และทรัพย์สินของตน เพื่อให้วิถีแห่งธรรมนี้มีชัยเหนืออธรรมขึ้นมาให้ได้วันหนึ่งข้างหน้า

 

 

ที่มา : วารสารมุสลิม กทม.