บทบาทของสตรีในการทำศพ
  จำนวนคนเข้าชม  8097

ข้อตัดสินบทบาทของสตรีในการทำศพ

 

           อัลลอฮ์  ได้ทรงกำหนดความตายแก่ทุกชีวิต และพระองค์ จะคงอยู่ตลอดกาลแต่เพียงพระองค์เดียว

 

 “และพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ผู้เป็นเจ้าของการยกย่องและการให้เกียรติจะคงอยู่ไปตลอดกาล” 

(อัรเราะมาน 27)

           พระองค์ทรงกำหนดให้ศพขอลูกหลานอาดัมมีข้อตัดสิน เพื่อบรรดาผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องนำมาปฏิบัติ จะขอกล่าวในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ดังนี้


          1. จำเป็นสำหรับสตรีที่จะต้องอาบน้ำให้กับสตรีที่ตายไป ไม่อนุญาติให้ผู้ชายเป็นผู้อาบน้ำให้แก่สตรี  นอกจากสามีของนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการอาบน้ำให้แก่ภรรยาของเขาได้ พวกผู้ชายจะทำหน้าที่ในการอาบน้ำให้กับผู้ชายที่ตาย และไม่อนุญาติให้สตรีไปอาบน้ำให้แก่ผู้ชายนอกจากผู้เป็นภรรยาเท่านั้น นางมีสิทธิ์ในการที่จะอาบน้ำให้สามีของนาง

          ท่านอาลี รอดิยัลลอฮุอันฮุ  ได้อาบน้ำให้กับ ฟาฏิมะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา   ภรรยาของท่าน ลูกสาวของท่านรอซูล  ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม และอัสมาอ์ ลูกสาวของอุไมยส์ รอดิยัลลอฮุอันฮา ได้อาบน้ำให้สามีของเธอ คือท่าน  อบูบักร์ อัศซิดดีกรอดิยัลลอฮุอันฮุ

 
          2. สุนัตให้หุ้มห่อสตรีด้วยผ้าสีขาวจำนวนห้าชิ้น ผ้านุ่งหนึ่งผืน ผ้าคลุมศีรษะ เสื้อและผ้าหุ้มห่อสองผืนที่นำมาห่อทับสิ่งที่ได้กล่าว ไลลาอัซซะเฏาฟียะฮ์ได้เล่าไว้

          “ฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้อาบน้ำ ให้แก่อุมมุกัลโซม ลูกสาวของท่านรอซูล  ในขณะที่นางได้เสียชีวิตและสิ่งแรกที่ท่านรอซูล ได้ให้แก่เรานั้นคือ ผ้านุ่ง เสื้อ ผ้าคลุมศีรษะ หลังจากนั้นเป็นผ้าหุ้มห่อ หลังจากนั้นนางได้ถูกหุ้มห่อทับภายในอีกผืนหนึ่ง”

(อะฮ์หมัด และอบูดาวูด) 

          หะดีษบ่งบอกถึงสิ่งที่ถูกบัญญัติในการหุ้มห่อสตรี ให้ประกอบไปด้วย ผ้านุ่ง  เสื้อ ผ้าคลุมศรีษะ ผ้าหุ้มห่อชั้นที่สี่ ผ้าหุ้มห่อชั้นที่ห้า (ไนลุลเอาฏอร เล่มที่ 4  หน้าที่ 42)


         3. การจัดผมของสตรีที่ตาย ให้ถักผมเป็นสามเปีย เอาไว้ทางด้านหลังของนาง  เนื่องจากหะดีษอุมมุอะฏียะฮ์  ในการอาบน้ำลูกสาวของท่านนบี  ที่ว่า

“แล้วเราได้กักผมของนางออกไปเป็นสามเปียแล้วเราได้เอามันไปไว้ทางด้านหลังของนาง” 

(บุคอรี และมุสลิมรายงาน)


          4. ข้อตัดสินของการเดินตามศพของพวกสตรี มีรายงานจากอุมมุอาฏียะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า.. 

“เราได้ถูกห้ามไม่ให้เดินตามศพ และเราไม่ได้ถูกห้ามโดยเด็ดขาด” 

(บุคอรีและมุสลิม)

          การห้ามนั้นคือการไม่อนุญาติให้กระทำ และคำกล่าวของนางที่ว่า (และเรามิได้ถูกห้ามโดยเด็ดขาด)  นั้นไชยคุลอิสลาม อิบนุไตมียะฮฺ รอฮิมาฮุลลอฮ์ ได้กล่าวไว้ในมัจมั๊วอ์ฟะตาวา เล่มที่ 24 หน้าที่ 355 ว่า....

         “จุดมุ่งหมายของนางไม่ได้เน้นการห้ามและไม่ได้ปฏิเสธการห้ามไม่ให้กระทำ  และบางทีนางอาจจะคิดว่ามันไม่ได้เป็นการห้ามที่ไม่อนุญาติให้กระทำ แต่หลักฐานนั้นอยู่ที่คำกล่าวของท่านนบี ไม่ได้อยู่ที่ความคิดของคนใดคนหนึ่งเหนือจากท่าน


         5. ห้ามพวกสตรีไม่ให้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพ มีรายงานจาก อบูฮุร็อยเราะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮุ 

 "ท่านรอซูล  ได้สาบปแช่งพวกผู้หญิงที่ไปเยี่ยมหลุมฝังศพอยู่บ่อยครั้ง" 

(อะฮ์หมัด และติรมีซีรายงาน และบอกว่าเป็นหะดีษที่ซอเหี๊ยห์)

          ไซยคุลอิสลามอิบนุไตมียะฮ์  รอฮิมาฮุลลอฮ์ ได้กล่าวไว้ในมัจมั๊วอ์ฟะตาวา เล่มที่ 24 หน้าที่ 355-356 ว่า

           “เป็นที่ทราบกันว่าผู้หญิงนั้นเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดให้ มันก็จะนำนางออกไปสู่การขาดความขันติ การรำพึงรำพัน และการร้องห่มร้องไห้ และการที่นางมีความอดทนน้อย  อันจะเป็นสาเหตุของการทรมานผู้ตาย ด้วยการร้องไห้  และเป็นสาเหตุของการเกิดความปั่นป่วนของพวกผู้ชายด้วยเสียง  และกริยาท่าทางของเธอ เหมือนกับที่มีมาในหะดีษหนึ่งที่ว่า...

“ แท้จริงพวกเธอนั้นจะทำให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ต้องปั่นป่วน และทำอันตรายแก่ผู้ที่ตายไปแล้ว”

  การไปเยี่ยมหลุมฝังศพของพวกสตรีเป็นที่มาและสาเหตุของเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องห้ามแก่พวกนาง และแก่พวกผู้ชาย วัตถุประสงค์นี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว และไม่สามารถกำหนดเรื่องราวหรือแยกแยะได้ วัตถุประสงค์ของบทบัญญัติ คือ เมื่อมันเป็นสิ่งที่ซ่อนเร้น หรือไม่เป็นที่แพร่หลาย ข้อตัดสินจึงถูกนำมาใช้ เรื่องนี้ได้ถูกห้ามไว้เพื่อเป็นการปิดหนทาง  เหมือนกับที่การมองเครื่องตกแต่งภายในได้ถูกห้ามไว้เนื่องจากความปั่นป่วน(ฟิตนะฮ์) และเหมือนกับที่ห้ามการอยู่กับผู้หญิงโดยลำพัง และการมอง  และในการนั้นคือการไปเยี่ยมหลุมฝังศพมันไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ นอกจากการวิวอนของนางให้แก่ผู้ตายเท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ภายในบ้านของนางเอง


          6. ห้ามไม่ให้มีการร้องด้วยเสียงดัง และใช้เสียงดังด้วยการรำพึงรำพัน ฉีกเสื้อผ้าตบตีแก้ม ถอนขน การทำสีบนใบหน้าและขีดข่วนมัน อันเนื่องจากการขาดสติที่มีต่อผู้ตาย  การวิงวอนด้วยการให้มีความหายนะและอื่นๆจากนั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความอดทนในกำหนดกฏสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์ และการไม่มีความอดทนเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และบาปใหญ่ เนื่องจากหะดีษที่อยู่ในซอเหี๊ยห์บุคอรี และซอเหี๊ยห์ของมุสลิมที่ว่า

ท่านรอซูลลุลลอฮฺได้กล่าวไว้ว่า    

“ไม่ใช่เป็นพวกของเราพวกที่ตบตีแก้ม ฉีกคอเสื้อ และวิงวอนด้วยการวิงวอนของสมัยงมงาย (ญาฮิลียะฮ์)  และกล่าวว่า...

 “ท่านนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จากหญิงที่ส่งเสียงดังในขณะที่ประสบกับสิ่งทดสอบ  หญิงที่โกนผม หญิงที่ฉีกเสื้อผ้า”

ในซอเหี๊ยห์ของมุสลิมว่า

“ ท่านได้สาบแช่งหญิงที่ร้องด้วยเสียงดังและหญิงที่ชอบฟังเสียงดังกล่าว”

           โอ้พี่น้องมุสลิมะฮ์ จำเป็นต่อเธอที่จะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำนี้ในขณะที่ประสบกับการทดสอบ  และจำเป็นที่จะต้องมีความอดทนและหวังผลตอบแทนจากอัลลอฮ์ เพื่อให้สิ่งทดสอบของเธอลบล้างความชั่วช้าต่างๆ และเพิ่มพูนความดี

อัลลอฮ์  ทรงตรัสไว้ ความว่า....

“และเราจะทดสอบพวกเจ้าจากสิ่งหนึ่งจากความกลัว ความหิวโหย การขาดตกในทรัพย์สิน ตัวตน และผลไม้ต่างๆ

และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน  เมื่อมีสิ่งทดสอบได้มาประสบกับพวกเขา  พวกเขาก็กล่าวว่าแท้จริงเราเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์

และแท้จริงเราจะต้องกลับไปหาพระองค์   ชนเหล่านี้แหละจะมีพรจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา

และความเมตตามายังพวกเขา และชนเหล่านั้นแหละพวกเขาคือผู้ที่อยู่ในทางนำ” 

 (อัลบากอเราะฮ์ 155-157)

 

           อนุญาติให้ร้องไห้ได้ ด้วยการร้องไห้ที่ไม่มีเสียงดัง และไม่มีการกระทำที่เป็นที่ต้องห้าม ไม่มีความไม่พอใจในการกำหนดกฏสภาวะของอัลลอฮ์  เพราะว่าการร้องไห้นั้นมันมีความเมตตาแก่ผู้ตายและความสงสารจากหัวใจ เช่นเดียวกันมันเป็นสิ่งที่อดไม่ได้  เป็นสิ่งที่ได้รับการอนุญาติ และบางทีมันอาจเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริม และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ

 

 


จากหนังสือ"คำเตือนในเรื่องกฎต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา"