มาตรการป้องกันการซินา 1
  จำนวนคนเข้าชม  6953


มาตรการป้องกันการซินา  1


1 การมีอีมานที่มั่นคง


          อีมาน ในที่นี้หมายถึง ความเชื่อศรัทธาที่ฝังรากลึก การกล่าวโดยวาจาและการปฏิบัติตามหลักศาสนาบัญญัติ อิมามอัลบุคอรีย์ได้กล่าวว่า

“ฉันได้พบเจอนักวิชาการมากกว่า  1,000 คน แต่ละท่านได้มีความคิดเห็นพ้องต้องกันว่า อีมานคือคำพูดและการกระทำรวมกัน  อีมานมีเพิ่มและมีลด”     (อุศูลุลอีมาน3/58)

          ด้วยเหตุนี้หากผู้ใดเหินห่างจากการกระทำความดีและไม่สนใจปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา อาทิเช่น ละหมาด อ่านอัลกุรอาน ทำความดีต่อพ่อแม่ เชื่อมสัมพันธ์ที่ดีในหมู่เครือญาติ เป็นการง่ายมากสำหรับผู้ละเลยที่จะตกหลุมพรางแห่งอบายมุขและกระทำบาปได้ทั้งปวง

          อีมานที่มั่นคงจึงเป็นเกราะกำบังที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมิให้เกิดการผิดประเวณี(ซินา) นะบีมุฮัมมัด  ได้กล่าวความว่า

“ไม่มีใครหาญกล้าที่จะกระทำซินา ตราบใดที่เขาเป็นผู้ศรัทธา

และไม่มีใครที่หาญกล้าดื่มเหล้า ตราบใดที่เขาเป็นผู้ศรัทธา

และไม่มีผู้ใดที่หาญกล้าขโมย ตราบใดที่เขาเป็นผู้ศรัทธา”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์/5578)

          การระบาดและแพร่หลายของซินาในปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพราะมนุษย์ขาดการศึกษา ไม่รู้พิษภัยและผลกระทบของซินา ไม่ได้หมายความว่าสังคมนั้นไม่มีกฎหมายหรือบทลงโทษสำหรับผู้กระทำซินา แต่เนื่องจากการบกพร่องทางจิตวิญญาณ การเกิดโรคอีมานที่อ่อนแอ โรคอัมพาตทางความศรัทธา ไม่เกรงกลัว และไม่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ไม่รู้สึกละอายต่อบาป ยึดอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองเป็นพระเจ้า ท้ายสุดแล้วเขาจะประสบกับความพ่ายแพ้และจมปลักดำดิ่งลงในหลุมพรางของชัยฏอนด้วยการทำผิดประเวณี(ซินา) (ขออัลลอฮ์ทรงคุ้มครองให้พี่น้องเรารอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้)


2 การทำความดี (อะมัลศอลิห์)

มนุษย์มี  2  ประเภท

         ประเภทแรกคือผู้ที่อุทิศชีวิตนี้เพื่อทำความเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์   เผยแพร่ความดี ยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนา สั่งใช้ให้กระทำแต่สิ่งดีงามและห้ามปรามความชั่วร้ายต่างๆ

          ประเภทที่สองคือผู้ที่จมปลักในทะเลอบายมุข ฝ่าฝืนคำสอนของอัลลอฮ์   สั่งใช้ให้กระทำแต่ความชั่วร้าย ห้ามปรามและสกัดกั้นสิ่งดีงาม หมกมุ่นอยู่ในอารมณ์ใฝ่ต่ำ เป็นทาสรับใช้ของชัยฏอนและบรรดาเจว็ดทั้งหลาย

 อัลลอฮ์  ตรัสว่า

“บรรดามุนาฟิกชายและบรรดามุนาฟิกหญิงนั้นบางส่วนของพวกเขาต่างมาจากอีกบางส่วน

ซึ่งพวกเขาจะใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ชอบและห้ามปรามในสิ่งที่ชอบ และกำมือของพวกเข้าไว้(ตระหนี่ขี้เหนียว)

โดยที่พวกเขาลืมอัลลอฮ์  แล้วพระองค์ก็ทรงลืมพวกเขาบ้าง แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นพวกเขาคือผู้ละเมิด”

(อัตเตาบัฮฺ : 67)

 “และบรรดามุมินชาย และบรรดามุมินหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน

ซึ่งพวกเขาจะใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบและห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ชอบ

และพวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจ่ายซะกาต และภักดีต่ออัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์

ชนเหล่านี้แหละ อัลลอฮ์จะทรงเอ็นดูเมตตาแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(อัตเตาบะฮ์ : 71)

         ทุกครั้งที่มนุษย์คิดดี พูดดี ทำดี เขาจะห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย หากเราไม่ใช้ชีวิตเพื่อกระทำความดีแล้วไซร้ แน่นอนชีวิตนั้นย่อมกระทำความชั่วร้ายและสนองต่ออารมณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้นใครที่ตั้งใจให้ตนเองรอดพ้นจากภัยซินา ก็จงรีบทำความดี ยึดมั่นในหลักศาสนา ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การละหมาด การถือศีลอด อ่านอัลกุรอาน รำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซิกิร์) ขอพระต่ออัลลอฮ์(ดุอาอ์) การมีมิตรที่ดีมีคุณธรรม อยู่ภายใต้สภวะแวดล้อมที่ดี เพราะการทำความดีจะเป็นกำแพงแกร่งที่มีประสิทธิภาพมิให้ตกหลุมพรางจากการทำผิดประเวณี(ซินา)

          จงทำให้ตารางในชีวิตประจำวัน เต็มไปด้วยกิจกรรมที่มีสารประโยชน์ จงระวังอันตรายจากเวลาว่าง และการอยู่อย่างโดดเดี่ยว  เพราะชัยฏอนมันจะไม่ปล่อยให้มนุษย์ดำเนินวิถีชีวิตอย่างสงบ  โดยปราศจากการล่อลวงจากพลพรรคของมันอย่างแน่นอน


3 ฮิญาบ

          อิสลามให้เกียรติสตรีและวางกฎระเบียบในการป้องกันความบริสุทธิ์ของสตรีไว้อย่างสมบูรณ์   ไม่มีระบบใดที่วางมาตรการในการปกป้องสตรีมิให้ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ตัณหาของฆาตรกรและ ปัญหาทางอาชญากรรมได้ดีกว่าในศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุนี้ผู้มีอคติและผู้ที่ไม่หวังดีต่ออิสลามจึงมักใช้ประเด็นฮิญาบเป็นเครื่องมือโจมตีว่า อิสลามไม่ให้เกียรติสตรี ดูถูกเหยียดหยามสตรี พวกเขาจะป่าวประกาศ หาข้อโต้แย้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สตรีมุสลิมปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ซึ่งเป็นกำแพงแกร่งที่อิสลามได้มอบไว้ให้กับเหล่าสตรีมุสลิม ฮิญาบได้เป็นหัวข้อที่ผู้ไม่หวังดีมองว่าเป็นการปิดกั้น ลดฐานะ กักขัง แต่สำหรับสตรีมุสลิมผู้สวมใส่ฮิญาบ กล่าวว่านี่คือการให้เกียรติ และเป็นการประกาศความหลุดพ้นจากระบบทาส ฮิญาบเป็นอาภรณ์แห่งความยำเกรง(ตักวา) เมื่อผู้สวมใส่ได้รับรู้ถึงความสำคัญและคุณค่าของมันอย่างแท้จริง

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การแต่งกายของสตรีโดยในกลุ่มวัยรุ่นสมัยปัจจุบันที่นิยมสายเดี่ยว เกาะอก นุ่งน้อยห่มน้อย เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอาชญากรรมรุนแรงทางเพศ ทุกฝ่ายได้ตระหนักในเรื่องนี้ดี และมีความเห็นเหมือนกันว่าหนทางที่จะบรรเทาปัญหานี้ได้ ด้วยการให้สตรีแต่งกายอย่างมิดชิด แต่การรณรงค์กลับกลายเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก แม้กระทั่งในสถานศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาที่พูดได้ว่าล้มเหลวกับการจัดระเบียบการแต่งกายของนักศึกษาหญิงให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสถาบันและขนบธรรมเนียมอันดีงาม หากผู้ที่เป็นปัญญาชน ยังมีประพฤติกรรมที่สวนทางกับธรรมเนียมอันดีงามแล้ว จะไปหาคนดีได้ที่ไหนเล่า สถาบันอุดมศึกษากลับกลายเป็นสถาบันอุดมอบายมุข และสถาบันแห่งความล้มเหลวของระบบการจัดการ แค่เรื่องเสื้อผ้าของนักศึกษายังไม่สามารถควบคุมได้ แล้วสังคมจะมีอนาคตที่ดีต่อไปได้อย่างไร

          กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้สังคมปัจจุบันขาดภูมิคุ้มกันทางความคิด บกพร่องทางจิตวิญญาณ และวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกโดนสั่นคลอน เยาวชนซึ่งกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความชั่วร้าย เสพ เซ็กส์ ก้าวร้าวและรุนแรง หากปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำๆ ซากๆ มันจะกลายเป็นความเคยชิน ชินชา จนเกิดค่านิยมที่ผิด แฟชั่นการแต่งกายที่ไร้ความยางอายของมนุษย์และการแสดงออกทางเพศอย่างเสรี กำลังคืบคลาน ยั่วยุอารมณ์ของหนุ่มสาว และกำลังสั่นคลอนอีมานอันบริสุทธิ์ของเยาวชนมุสลิม อิสลามและผู้ที่ศรัทธาในอิสลามเท่านั้น ที่จะสามารถยืนหยัดต่อสู้มิให้คล้อยตามกระแสแฟชั่นนิยมซึ่งหากดูเพียงแต่ภายนอกแล้วมันคือความอิสระ  ความสุข และการให้เกียรติ แต่เบื้องหลังมันได้กลายเป็นบ่วงพันธนาการ ความระทมทุกข์ และการย่ำยีศักดิ์ศรีของเพศแม่อย่างรุนแรงที่สุด


4  การแยกที่นอนระหว่างลูกๆ

          อิสลามได้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกๆ หมกมุ่นในเรื่องเพศหรือมองเห็นอวัยวะอันพึงสงวนของเพศตรงกันข้าม โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถึงแม้จะเป็นเพียงพี่น้องหรือพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงกำชับให้พ่อแม่ แยกที่นอนกับลูกเมื่ออายุ 10  ขวบ ดังหะดีษ ความว่า

“ท่านทั้งหลายจงสั่งกำชับลูกๆ ของท่านให้ละหมาดเมื่อพวกเขามีอายุ 7ขวบ

และจงเฆี่ยนตี(ด้วยความอ่อนโยน)พวกเขาเมื่อถึงอายุ 10 ขวบ และจงให้พวกเขาแยกที่นอนกัน”

(บันทึกโดยอะบูดาวูด/495)

          มาตรการในลักษณะนี้ ได้สวนทางกับทฤษฎีบูชาอารมณ์ที่พยายามปลูกฝังให้บุตร หลาน เข้าใจเรื่องเพศศึกษาตั้งแต่เยาว์วัย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนในการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย  แต่ความเป็นจริงนี่คือวิธีการ ชี้โพรงให้กระรอก ปลูกฝังให้เด็กหมกมุ่นกับเรื่องเพศตั้งแต่แบเบาะอย่างแนบเนียนที่สุด เพื่อตอบสนองลัทธิฟรอยด์ ที่มีแนวคิดว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เป็นความอิสรเสรีและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาการด้านอื่นๆ ซึ่งมนุษย์ได้วิวัฒนาการมาจากลิงตามกล่าวอ้างของทฤษฎีลวงโลกที่สอนโดย ชาร์ล ดาร์วิน


5 การขออนุญาตเข้าห้อง

          อิสลามกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เด็กๆ เห็นภาพที่ไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นจากการคลุกคลีของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ ดังนั้นหลังจากที่มีการแยกที่นอนอย่างชัดเจนระหว่างลูกๆ ทั้งชายและหญิง หรือระหว่างพ่อแม่ด้วยกันแล้ว สิ่งที่อิสลามให้ความสำคัญคือการขออนุญาตเข้าห้องนอนของพ่อแม่ ซึ่งลูกๆหรือคนใช้ในบ้านไม่สามารถเข้าห้องคนอื่นโดยพลการ ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงให้บรรดาผู้ที่อยู่ในความครอบครอง (บรรดาทาสและทาสี) และ

บรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะในหมู่พวกเจ้า ขออนุญาตพวกเจ้าสามเวลาคือ ก่อนเวลาละหมาดฟัจริ

และเวลาพวกเจ้าเปลื้องเสื้อผ้าในเวลากลางวัน(คือเวลาพักผ่อนตอนกลางวัน) และหลังจากเวลาละหมาดอิชาอ์(คือเวลาก่อนจะเข้านอน) 

ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวสำหรับพวกเจ้า หลังจากนี้แล้วไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกเจ้าและแก่พวกเขา

เพราะพวกเขาวนเวียนรับใช้บางคนในหมู่พวกเจ้า เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการทั้งหลาย

ให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ และเมื่อเด็กๆ ในหมู่พวกเจ้าบรรลุศาสนภาวะ

จงให้พวกเขาขออนุญาตเช่นเดียวกับบรรดาชนก่อนหน้าพวกเขาได้ขออนุญาต 

(จงสอนพวกเขาให้รู้จักมารยาทอันสูงส่ง ด้วยการขออนุญาตก่อนเข้าห้อง) 

เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการทั้งหลายของพระองค์ให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้า

และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(อันนูร: 58-59)

          อายะฮ์ดังกล่าวถือเป็นคำสอนที่มีความละเอียดอ่อนในอิสลาม ซึ่งคนทั่วไปอาจมองเป็นเรื่องเล็กน้อย และทึกทักว่าไม่สมควรที่จะได้รับการกล่าวถึงในคัมภีร์ศาสนา สำหรับอิสลามแล้วการขออนุญาตเข้าห้องแม้กระทั่งภายในบ้านของตนเอง ถือเป็นหนึ่งในสาระสำคัญทางศาสนบัญญัติที่ต้องบันทึกในอัลกุรอาน เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยจรรยามารยาทอันสูงส่งตลอดไป

 


จากหนังสือ "แต่งงานง่าย ซินายาก"

โดย อ.มัสลัน  มาหะมะ