การยืนหยัดอย่างมั่นคงในหลักการที่ถูกต้อง
  จำนวนคนเข้าชม  854


การยืนหยัดอย่างมั่นคงในหลักการที่ถูกต้อง

 

โดย ...อาจารย์ตอฮา อับดุลเลาะห์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

ดังนั้น เจ้า (มุฮัมมัด) จงยืนหยัดอย่างมั่นคงเช่นที่เจ้าถูกบัญชา

(ฮูด 11 : 112)

และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “แท้จริง บรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดอย่างมั่นคง (อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง ปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ ออกห่างจากทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม ด้วยใจอิคลาศต่ออัลลอฮฺ)

     มลาอิกะฮฺจะลงมายังพวกเขา (และแจ้งให้ทราบว่า) พวกท่านทั้งหลายไม่ต้องกลัว และไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจและพวกท่านจงยินดีกับข่าวดีเถิดว่า พวกท่านจะได้รับสวนสวรรค์ตามที่พวกท่านได้ถูกสัญญาไว้

     พวกเรา (บรรดามลาอิกะฮฺ) เป็นผู้อารักขา ช่วยเหลือพวกท่าน ทั้งในโลกดุนยาและโลก อาคิเราะฮฺ

     และสำหรับพวกเจ้าในนั้น (สวนสวรรค์) จะได้ทุกสิ่งที่จิตใจพวกเจ้าปรารถนา

     และสำหรับพวกเจ้าในนั้น (สวนสวรรค์) จะได้ตามที่พวกเจ้าต้องการ เป็นการประทานจากพระเจ้าผู้ทรงประทานอภัย ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ

(ฟุตซิลัด 41 : 30-32)

และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “แท้จริง บรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดอย่างมั่นคง (ปฏิบัติตามคำกล่าวนั้น) ดังนั้น จะไม่มีความหวาดกลัวใด ต่อพวกเขาและพวกเขาก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจ

     บรรดาคนเหล่านั้นคือชาวสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล เป็นการตอบแทนต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้

(อัลอะหฺก๊อฟ 46 : 13-14)

 

          อัลอิสติกอมะฮ์ คือ การยืนหยัดอย่างมั่นคงตามบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ดำรงตนตามที่พระองค์ทรงใช้ให้ปฏิบัติโดยมีความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ) ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และความบริสุทธิ์ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น จะต้องอยู่เหนือการอิสติกอมะฮฺ (การยืนหยัด)

 

     ท่านอิมามอันนะวาวีย์ ได้ระบุอายะฮฺอัลกุรอานหลากหลายอายะฮฺ เพื่อเป็นการสนับสนุนในเรื่องอัลอิสติกอะมะฮฺ

     ท่านได้ระบุดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า

ดังนั้น เจ้า (มุฮัมมัด) จงยืนหยัดอย่างมั่นคงเช่นที่เจ้าถูกบัญชา

(ฮูด 11 : 112)

          นี้เป็นคำสั่งใช้ที่มีถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และคำสั่งที่มีมาถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น หมายรวมถึงท่านและประชาชาติของท่านด้วย นอกจากจะมีหลักฐานมาบ่งบอกว่า คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่เจาะจงเฉพาะท่าน มิได้หมายรวมถึงผู้อื่น ก็จะถือเป็นเรื่องคุซูซีย์” (เฉพาะเจาะจง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เท่านั้น) ส่วนคำสั่งที่มีมาถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วไม่มีหลักฐานใดมาบ่งบอกชี้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง ก็ให้หมายรวมถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และประชาชาติของท่านด้วยเช่นกัน

 

     ส่วนหนึ่งจากคำสั่งที่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะท่านนบี คือ ดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า

 

    “เรา (อัลลอฮฺ) มิได้เปิดหัวอกของเจ้าดอกหรือ? และเรา (อัลลอฮฺ) ได้ปลดเปลื้องภาระหนักของเจ้าอกจากเจ้าแล้ว ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้งบนหลังของเจ้า

(อัชชัรหฺ 94 : 1-3)

         ฉะนั้น ดำรัสนี้จึงถูกประทานลงมาให้แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการเฉพาะเท่านั้น และ เช่นดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า

 

     “และแท้จริง เรา (อัลลอฮฺ) ได้ให้แก่เจ้า (มุฮัมมัด) เจ็ดอายะฮฺที่ถูกอ่านซ้ำ (ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ) และอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่

(อัลฮิจญฺรฺ 13 : 87)

          ดำรัสนี้บ่งชี้ว่า เป็นการประทานเฉพาะสำหรับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และถ้าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคำสั่งที่มีมาถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นเป็นคำสั่งเฉพาะท่านแล้ว ย่อมหมายรวมถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และประชาชาติของท่านจะต้องตกอยู่ภาใต้คำสั่งนั้นด้วยเช่นกันตามกฎเกณฑ์นี้

ดังดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า

 

ดังนั้น เจ้า (มุฮัมมัด) จงยืนหยัดอย่างมั่นคงเช่นที่เจ้าถูกบัญชา

(ฮูด 11 : 112)

          จึงเป็นคำสั่งใช้ที่ครอบคลุมถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และประชาชาติของท่านด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องยืนหยัด ดำรงมั่นดังที่เขาได้รับบัญชา เขาจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดในศาสนาของอัลลอฮฺ และจะไม่เพิ่มสิ่งใดเข้าไป และจะไม่ทำให้สิ่งใดในศาสนาขาดหายไป ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ในอายะฮฺอื่นอีกว่า

 

     “และเจ้า (มุฮัมมัด) จงยืนหยัดอย่างมั่นคง ดังที่เจ้าได้ถูกบัญชา และเจ้าอย่าได้กระทำตามอารมณ์ของพวกเขา

(อัชชูรอ 42 : 15)

และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “แท้จริง บรรดาผู้ที่กล่าววว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดอย่างมั่นคง (ปฏิบัติตามบัญญัติของศาสนา)

(ฟุศซิลัต 41 : 30)

 

          ดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า “อัลลอฮฺ คือพระเจ้าของเรานั้นหมายถึง พระผู้ทรงกำหนดให้พวกเราเกิดมา พระองค์จึงมีกรรมสิทธิ์ในตัวของพวกเรา และพระองค์เป็นผู้ทรงบริหารจัดการกิจการงานต่าง ของพวกเรา ฉะนั้น พวกเราจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์

 

          จากนั้นแล้วพวกเขาก็ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อคำกล่าวของพวกเขา ที่ว่าอัลลอฮฺ คือพระเจ้าของพวกเราแล้วก็ดำรงมั่นตามบัญญัติของ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งลักษณะของพวกเขาไว้ได้ถูกแจกแจงสองประการด้วยกันคือ มลาอิกะฮฺ จะลงมายังพวกเขา โดยทยอยสลับกันลงมา ท่านแล้ว ท่านเล่า และแจ้งให้ทราบว่า

 

     “พวกท่านทั้งหลายอย่าหวาดกลัว และอย่าเศร้าโศกเสียใจ” หมายความว่า มลาอิกะฮฺจะลงมายังพวกเขาด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในทุกสถานที่ที่น่ากลัวโดยเฉพาะขณะใกล้จะตาย 

 

      บรรดามลาอิกะฮฺจะกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ยึดมั่น ดำรงมั่นว่าพวกท่านทั้งหลายไม่ต้องกลัวต่อสิ่งต่าง ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า และไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วและพวกท่านจงปิติยินดีกับข่าวดีเถิดว่า พวกท่านจะได้เข้าสวนสวรรค์ตามที่พวกท่านได้ถูกให้สัญญาไว้

 

          ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ได้รับแจ้งข่าวดีว่าเขาจะได้เป็นชาวสวรรค์นั้น เขาจะดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมากขนาดไหน ดังนั้น ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าและพี่น้องทุกท่านได้รวมอยู่ในกลุ่มของชาวสวรรค์ด้วยเถิด

 

          บรรดามลาอิกะฮฺ จะกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ยึดมั่น ดำรงมั่นว่าพวกเราเป็นผู้ให้การอารักขา ช่วยเหลือพวกท่าน ทั้งในการมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยา (โลกนี้) และโลกอาคิเราะฮฺ (โลกหน้า)”

 

          ดังนั้น บรรดามลาอิกะฮฺจึงเป็นผู้ให้การอารักขา ให้การช่วยเหลือต่อบรรดาผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮฺ คือพระเจ้าของพวกเราแล้วพวกเขาก็ยืนหยัด ดำรงมั่นอยู่บนหลักการของศาสนาในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในโลก ดุนยานี้ มลาอิกะฮฺจะช่วยให้พวกเขายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องเที่ยงตรง ช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาเช่นเดียวกันในโลกอาคิเราะฮฺ มลาอิกะฮฺจะพบพวกเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพและในวันแห่งการสอบสวนคิดบัญชี (แล้วกล่าวว่า)

 

นี่คือวันของพวกท่าน ซึ่งพวกท่านได้ถูกสัญญาไว้

(อัลอันบิยาอฺ 21 : 103)

          บรรดามลาอิกะฮฺจะแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาในขณะที่อยู่ในสถานที่ที่น่าหวาดกลัว และขณะที่มีเหตุการณ์น่าหวาดหวั่นอันรุนแรงปรากฏขึ้นในวันนั้น

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “และสำหรับพวกเจ้า ในนั้น (ในสวนสวรรค์) จะได้ทุกสิ่งที่จิตใจของพวกเจ้าปรารถนา

     และสำหรับพวกเจ้าในนั้น (ในสวนสวรรค์) จะได้ตามที่พวกเจ้าเรียกหา

     “เป็นการประทานจากพระเจ้าผู้ทรงประทานอภัย ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ

 

          ฉะนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงให้อภัยในความผิดต่าง ของพวกเขา พระองค์ทรงเมตตา ทรงปรานีต่อพวกเขาด้วยการยกรับขั้นของพวกเขาให้สูงขึ้นหลายขั้น

 

           นี่คือภาคผล คือรางวัลตอบแทนของบรรดาผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮฺ คือพระเจ้าของพวกเราแล้วพวกเขาก็ยืนหยัดดำรงมั่นอยู่บนบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

          ส่วนผู้ที่ละเมิด ฝ่าฝืน กระทำเกินเลยขอบเขตศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หรือผู้ที่หลีกเลี่ยง ทำตัวออกห่างจากศาสนา หรือกระทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ในศาสนา ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในบทบัญญัติศาสนของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างแน่นนอน 

 

          ฉะนั้นการยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่ในหนทางแห่งบัญญัติอิสลามนั้น จำเป็นจะต้องมีความเที่ยงตรงในทุกเรื่องจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนมุสตะกีมคือคนที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงในหลักการศาสนา มีการเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และร่อซูลของพระองค์อยู่เสมอ

 

         และนี่คือสิ่งที่ยืนยันถึงความสำคัญของคำว่าอัลอิสติกอมะฮฺ(การดำรงมั่น การยืนหยัดอย่างมั่นคง) อยู่ในศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างมั่นคง โดยไม่เพิ่มเติม ไม่ตัดทอน ไม่ทำให้ขาดหาย ไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใด ที่มีอยู่ในศาสนา ดังมีฮะดิษของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากรายงานของท่านอบีอัมร์ หรืออบีอัมเราะฮฺ ซุฟยาน อิบนิ อับดิลลาฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

 

     “ฉัน (อบูอัมรฺ) กล่าวว่า โอ้ท่าน ร่อซูลของอัลลอฮฺ ได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ไปถามผู้ใดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกนอกจากท่านเท่านั้น 

     ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ หลังจากนั้นแล้วท่านก็จงยืนหยัดอย่างมั่นคง (ต่อถ้อยคำนั้น)”

(บันทึกโดย อิมามมุสลิม)

 

คำอธิบาย

 

     ท่านอบูอัมรฺ ได้ถามท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า

 

     “โอ้ ท่านร่อซูลของอัลลอฮฺ ได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องในอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ไปถามผู้ใดถึงเรื่องนี้อีก นอกจากท่านเท่านั้น

 

          เนื่องจากคำตอบของท่านนั้นเป็นคำตอบที่เด็ดขาด แจ่มแจ้งชัดเจน มีการแยกแยะรายละเอียดของเรื่องแต่ละเรื่องไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องไปถามใครอีก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวกับท่านอบู อัมรฺ ว่า

          “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺนั้น มิได้หมายความว่าให้กล่าวแต่เพียงวาจาเท่านั้นก็หาไม่ เพราะมีคนบางคนก็กล่าวว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺ แต่เขาหาได้เป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺไม่ 

          ซึ่งจุดมุ่งหมายนั้นให้กล่าวคำคำนี้ออกมาจากหัวใจและจากลิ้นด้วยพร้อมกัน หมายความว่า ให้กล่าวคำว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ เป็นวาจาออกมา หลังจากที่หัวใจยอมรับว่าศรัทธาแล้ว และท่านจะต้องยึดมั่นต่อคำกล่าวนั้นอย่างแน่วแน่ โดยไม่เคลือบแคลงใจ เพราะการศรัทธาแต่เพียงหัวใจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ และศรัทธาที่กล่าวเป็นวาจาออกมาจากลิ้นเพียงอย่างเดียวนั้นก็ไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน 

         ฉะนั้น การศรัทธาจึงจำเป็นจะต้องออกมาจากหัวใจและจากลิ้นด้วยพร้อมกันทั้งสองอย่าง

 

          ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวในขณะที่ท่านทำการเรียกร้องผู้คนทั้งหลายไปสู่ศาสนาอิสลามว่า

 

     “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย พวกท่านจงกล่าวเถิดว่าลาอาฮะอิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริง ที่ควรแก่การเคารพอิบาดะฮฺ นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น) แล้วพวกท่านก็จะได้รับชัยชนะ

(บันทึกโดย อิมามอะหฺมัด) 

และคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

 

"จงกล่าวเถิดว่าฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺหลังจากนั้นแล้วท่านจงยืนหยัดอย่างมั่นคง

 

          จากถ้อยคำของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าอัลอิสติกอมะฮฺ (การยืนหยัดอย่างมั่นคง) นั้น จะปรากฏขึ้นภายหลังจากการเชื่อมั่นศรัทธา (อีมาน) แล้วเท่านั้น แท้จริงเงื่อนไขของความถูกต้องของการงานต่าง ที่ดีงาม และเงื่อนไขของการรับการงานที่ดีงามเหล่านั้น จำจะต้องตั้งอยู่บนการศรัทธา (อัลอีมาน) เท่านั้น

 

          ดังนั้น ถ้าผู้ใดกระทำงานหนึ่งงานใด ผู้อื่นดูแลเพียงภายนอกก็คิดว่าดี แต่ภายในใจของเขามีแต่เรื่องเสื่อมเสีย หรือมีแต่ความสงสัย มีแต่ความสับสนวุ่นวาย หรือมีแต่การปฏิเสธไม่ได้ศรัทธา งานที่เขาได้กระทำไปนั้นจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่เขาเลย

 

         ด้วยเหตุนี้ บรรดานักวิชาการอิสลาม (อุละมาอฺ) ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ จึงได้มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เงื่อนไขหนึ่งของการทำอิบาดะฮฺที่ถูกต้อง และเงื่อนไขของการตอบรับการอิบาดะฮฺนั้นคือ ผู้ที่กระทำจะต้องเป็นผู้มีอีมาน ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ คือยอมรับว่า อัลลอฮฺเป็นเจ้า และยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นบัญญัติมาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

สิ่งที่ได้จากฮะดิษนี้

 

          จำเป็นแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานหนึ่งงานใดก็ตาม เมื่อปฏิบัติก็ต้องเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และที่กำลังจะปฏิบัติก็เพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเป็นไปตามแนวทางศาสนาของพระองค์ ดังนั้น จะยังไม่ถือว่าผู้ใดเป็นผู้ยืนหยัดอย่ามั่นคงหรือเป็นผู้ดำรงมั่นอยู่ในศาสนาของอัลลอฮฺ นอกจากเขาจะต้องเป็นผู้ศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เสียก่อน และเป็นไปตามแนวทางศาสนาของพระองค์ 

 

          ดังนั้น จะยังไม่ถือว่าผู้ใดเป็นผู้ยืนหยัดอย่างมั่นคงหรือเป็นผู้ดำรงมั่นอยู่ในศาสนาของอัลลอฮฺ นอกจากเขาจะต้องเป็นผู้ศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เสียก่อน และจะต้องมีความรู้สึกว่างานที่เขาปฏิบัตินั้นเขามีความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เขาต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอา และดำเนินตามบทบัญญัติของพระองค์

 

          ฉะนั้น ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงโปรดให้พวกเราทุกคนได้รวมอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ดำรงมั่นในศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด

 

          โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ประทานพรให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และวงศ์วานของท่าน ตลอดจนบรรดาซอฮาะบะฮฺและผู้ที่ดำเนินรอยตามท่านเห่านั้นด้วยความดีงามตลอดไปจนถึงวันกิยามะฮฺ

 

 

ที่มา : วารสารอัล-อิศลาหฺ อันดับที่ 478-480 ปีที่ 88 (ตุลาคม-ธันวาคม 2562)