การละหมาดชดเชย
  จำนวนคนเข้าชม  62


คำถามเกี่ยวกับการละหมาดชดเชย

 

แปลเรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

         ฉันได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ฉันมีคำถามที่ต้องการคำตอบ หวังว่าฉันจะพบคำตอบที่คลายความสงสัยแก่ฉัน

          ฉันต้องกล่าวอะไรเมื่อฉันจะทำการละหมาด

 

          พ่อของฉันนับถือศาสนาพุทธ และพ่อของฉันคนเดียวที่รู้ว่าฉันรับอิสลาม ส่วนคนอื่นๆไม่รู้ บางครั้งพวกเขาชวนฉันรับประทานอาหารพร้อมกับพวกเขา แต่ว่าฉันไม่ทานเนื้อหมู หรืออาหารอื่นที่มีส่วนผสมของสิ่งที่ต้องห้ามตามที่ฉันรู้มา แต่ที่ฉันจะถามเกี่ยวกับเนื้อไก่ ปลา และเนื่ออื่นๆ ตัวอย่างเช่น เนื้อที่ผู้เชือดมิใช่มุสลิม มันจะเป็นที่ต้องห้ามหรือไม่? และถือว่าฉันทำสิ่งที่เป็นบาปหรือไม่ เมื่อฉันรับประท่านอาหารดังกล่าว

          ฉันจะทำการสำนึกผิดยังอัลลอฮฺซุบหานะอูวาตาอาลาอย่างไร จากบาปที่ทำ และฉันจะได้รับการอภัยโทษจากการทำบาปในแต่ละวันได้อย่างไร

          เมื่อละหมาดซุบหฺหรือละหมาดซุฮรีได้ผ่านไปโดยที่ฉันไม่ได้ละหมาด หรือละหมาดฟัรฎูห้าเวลา เวลาไหนก็แล้วแต่ที่ผ่านไปโดยฉันไม่ละหมาด จะถือว่าฉันได้ทำบาป และฉันจะได้รับการอภัยโทยได้อย่างไร

          และฉันจะเรียนการอ่านบทรำลึกขณะละหมาด และฉันจะเรียนเช่นกันการอ่านอัลกุรอ่านด้วยภาษาอาหรับ ? อย่างน้อย คำพื้นๆซึ่งจำเป็นที่จะต้องกล่าวขณะละหมาด 

         อาหารทะเลทั้งหมด เป็นที่อนุญาตให้รับประทานหรือเป็นที่ต้องห้าม?

 

คำตอบ 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ

 

ประการแรก 

          ก็ต้องขอขอบคุณที่คุณมั่นใจในเวปไซต์ของเรา เราวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ให้เรามีความนึกคิดที่ดี และขออัลลอฮฺได้ประทานให้แก่ท่านซึ่งความสำเร็จและการชี้นำ เหมือนที่เราขอขอบคุณต่อท่าน ที่ท่านรีบเร่งในการเรียนรู้ในสิ่งที่ท่านไม่รู้ มันคือหน้าที่ของมุสลิมทุกคน คนเราไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความรู้ 

          เหมือนที่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ได้กล่าวว่าความรู้จะได้ด้วยกับการเรียนรู้

           ท่านอิบนูหะญัร ถือว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษที่ดี ในหนังสือฟัตหุลบารียฺ ท่านอย่าถือว่าการถามในสิ่งที่ไม่รู้คือความเขลา แต่ว่ามันเป็นเรื่องส่งเสริมและน่าชมเชยแก่ตัวบุคคล 

 

ประการที่สอง

          สำหรับคำถามที่สองที่เกี่ยวข้องกับการละหมาด ท่านจะพบคำถามหมายเลขที่ ๑๓๓๔๐ มีคำตอบโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบของการละหมาด และสิ่งที่ต้องกล่าวในบทรำลึก 

 

ประการที่สาม

          สำหรับที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน ในละหมาดที่เป็นภาษาอาหรับ หรืออื่นจากภาษาอาหรับ ท่านจะพบในคำถามหมายเลข ๓๔๗๑ มีคำตอบโดยละเอียด ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺในเรื่องดังกล่าว 

เราขอสั่งเสียต่อท่านให้เอาใจใส่ในการศึกษาภาษาอาหรับ อย่างน้อยศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับข้องกับซูเราะห์อัลฟาติหะฮ. ศึกษารุกุนและสิ่งทีเป็นวายิบ(จำเป็นในการละหมาด) ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย ด้วยวิธีการไปเรียนกับมุสลิมที่เขาท่องจำและมีการอ่านที่ดี หรือเข้าเว็บไซต์ที่มีการบันทึกเสียงในการอ่านอัลกุรอ่านอัลการีม และให้มีการฟัง และท่องจำ จากตรงนั้น 

 

ประการที่สี่ 

          สำหรับการปล่อยให้ละหมาดผ่านพ้นไปมีสองสภาพด้วยกัน 

 

สภาพที่หนึ่ง 

 

          การปล่อยให้เวลาละหมาดผ่านไปโดยไม่เจตนา เนื่องจากเกิดจากอุปสรรคหรือเหตุสุดวิสัย เช่น ลืมละหมาด หรือนอนหลับทั้งที่ท่านเอาใจใส่ในการละหมาดอย่างเต็มที่ในการละหมาดในเวลาของมัน สำหรับกรณีแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคที่อภัยให้ได้ แต่จำเป็นแก่ท่านจะต้องละหมาดชดใช้ โดยมีหลักฐานตามที่ปรากฏในหะดีษ ในหนังสือเศาะฮิหฺ มุสลิม หมายเลขหะดีษ ๖๘๑ 

 

          เรื่องราวการนอนของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม และเหล่าศอหาบะหฺของท่าน บางคนจากพวกเขาต่างกระซิบกัน อะไรคือสิ่งชดเชย ซึ่งเราได้ทำให้เกิดความหย่อนยานในการละหมาดของพวกเรา ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 

 

     “สำหรับการนอนนั้นไม่ถือว่าเป็นความเพิกเฉย ในการละหมาดของพวกเรา แต่การเพิกเฉยในการละหมาดคือ การที่ไม่ยอมละหมาดจนกระทั่งละหมาดเวลาอื่นได้เข้ามา ใครที่กระทำเช่นนั้น เขาจงละหมาดขณะที่เขาตื่นขึ้นมา

 

          ไม่ได้หมายความว่า คนที่เจตนานอนจนเลยเวลาละหมาด หลังจากนั้นมาอ้างว่าเพราะนอน หรือเพิกเฉยไม่ละหมาดเนื่องจากการปฏิบัติงาน ที่ถูกำหนดให้ทำ แล้วมาอ้างว่ามีอุปสรรคในการละหมาด จำเป็นแก่เขาจะต้องทุ่มเททุกๆความสามารถจากสาเหตุต่างๆ เหมือนที่ท่านรอซูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ได้กระทำในเหตุการณ์นี้ โดยที่ท่านได้มอบหมายคนให้คอยปลุกพวกเขาให้ตื่นมาละหมาด แต่ว่าชายคนนั้นได้หลับไป เขาไม่ได้ทำการปลุกพวกเขา ในกรณีนี้ถือว่าได้รับการอภัยเพราะมีอุปสรรค 

 

สภาพที่สอง 

 

          การปล่อยให้ละหมาดผ่านไปโดยเจตนา การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นบาปที่ใหญ่หลวงนัก โดยที่มีนักวิชาการบางท่านได้มีคำวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่ทำให้ผู้กระทำอยู่ในสภาพของผู้ปฏิเสธศรัทธา (เหมือนที่มีปรากฏในหนังสือมัจมูฮฟาตาวา วามากอลาต ของท่านเชค บินบาส ) ๑๐/๓๗๔ 

 

          ในสภาพเช่นนี้ จำเป็นที่เขาจะต้องสำนึกผิดอย่างจริงจัง โดยมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ สำหรับการชดใช้การละหมาดที่เจตนาให้ผ่านไป บรรดานักวิชาการต่างมีความเห็นแตกต่างกันออกไป ว่าการชดเชยจะถูกตอบรับหรือไม

          นักวิชาการส่วนมากมีความเห็นว่า แท้จริงการชดเชยของเขาถูกต้อง แต่เขามีบาปหมายถึงหากไม่มีการสำนึกผิด วัลลอฮูอะลัม 

 

          เชคอุซัยมีนได้ มีการรายงานเรื่องนี้จากพวกเขาไว้ในหนังสือ อัรชรหฺ อัลมุมเตียะ /๘๙ ซึ่งท่านชัยคุลอิสลาม อิบนูตัยมียะหฺ รอฮิมาอุลลอฮฺได้ให้น้ำหนัก 

 

          แท้จริงการละหมาดไม่ถูกต้อง และไม่มีบทบัญญัติให้ละหมาดชดใช้ ท่าน ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาต่อท่าน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลอิคติยารอต (๓๔) ผู้ที่ทิ้งละหมาดโดยเจตนา ไม่มีบทบัญญัติให้ละหมาดชดใช้ และการละหมาดชดใช้ ไม่ถูกต้อง(ใช้ไม่ได้) แต่สำหรับผู้ที่ทิ้งละหมาดให้ละหมาดซุนนะหฺให้มาก เป็นทัศนะหนึ่งของบรรพชนสลัฟ และนักวิชาการร่วมสมัยที่ให้น้ำหนักเห็นด้วยกับทัศนะนี้ คือท่านเชค อิบนู อุซัยมีนรอฮิมาอุลลอฮฺ โดยที่ท่านได้ยึดตามหลักฐานด้วยกับคำพูดของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม

 

( من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد ) متفق عليه .

 

ใครได้ทำงานการงานหนึ่ง ที่ไม่มีในศาสนาของเรา มันก็ถูกปฏิเสธ

(บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม)

 

          ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านที่ต้องเอาใจใส่ให้มากในการรักษาปฏิบัติการละหมาด ในเวลาของมัน เหมือนที่อัลลอฮฺตาอาลา ตรัสไว้ 

 

قال تعالى : ( إِنَّ الصَّلاةَ كَانَتْ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ كِتَاباً مَوْقُوتاً ) النساء / 103 .

 

แท้จริงการละหมาดได้ถูกกำหนดแก่ผู้ศรัทธา เป็นเวลาเฉพาะ

 

     สำหรับเรื่องการสำนึกผิด ท่านจะพบคำตอบโดยละเอียดในหมายเลขคำถามที่ ๑๔๒๘๙ จากเวปไซต์นี้ 

     สำหรับที่เกี่ยวข้องกับการเชือด ซึ่งบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมได้เชือด ท่านจะพบคำตอบดังกล่าว ในคำถามที่ ๑๐๓๓๙ 

 

     และสิ่งที่ท่านถามเกี่ยวกับอาหารทะเล เดิมๆแล้วทั้งหมดนั้นอนุญาตให้รับประทานได้ ดั่งคำดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง

 

لقوله تعالى : ( أحل لكم صيد البحر وطعامه متاعاً لكم ) المائدة / 96 .

 

          เราของวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ให้ท่านได้ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาอาหรับ และให้ได้รับความเข้าใจในศาสนา และการเพิ่มพูนด้วยกับการงานที่ดี แท้จริงพระองค์คือผู้ช่วยเหลือคุ้มครอง และผู้มีความสามารถเหนือทุกอย่าง