ถ้าท่านเป็นคนที่ 4
  จำนวนคนเข้าชม  539


ถ้าท่านเป็นคนที่ 4

 

.ฮาซัน เจริญจิตต์

 

     คุฏบะฮฺวันนี้ขอเสนอฮะดีษที่เราเคยได้ยินและคุ้นหูกันอยู่บ่อยๆ โดยทั่วไปฮะดีษบทนี้มักถูกใช้เป็นหลักฐานในเรื่องของการ ตะวัสซุล (การอ้างความดีเป็นสื่อ) ต่ออัลลอฮฺ-ซุบฮานะฮู วะตะอาลาคือการอาศัยความดีที่เคยทำมาแล้ว เป็นสื่อในการวิงวอนขอ จากอัลลอฮฺ -ซุบฮานะฮู วะตะอาลา- ให้พระองค์ตอบรับในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งมีความแตกต่างกับการบนบาน หรือการ นะซัร ตรงที่ การตะวัสซุล คือการขอต่ออัลลอฮฺโดยอ้างความดีที่ทำมาแล้ว ในขณะที่การบนบานคือการขอจากอัลลอฮฺ โดยสัญญาว่าถ้าได้รับสิ่งที่ขอตามต้องการแล้ว จะทำความดีที่สัญญาไว้ พูดง่ายๆว่าให้ ได้ก่อนแล้วค่อยทำ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตให้ทำได้

 

عن أبي عبد الرحمان عبدِ الله بنِ عمرَ بن الخطابِ رضيَ اللهُ عنهما ، قَالَ : سمعتُ رسولَ الله - صلى الله عليه وسلم - ، يقول : (( انطَلَقَ ثَلاثَةُ نَفَرٍ مِمَّنْ كَانَ قَبْلَكُمْ حَتَّى آوَاهُمُ المَبيتُ إِلى غَارٍ فَدَخلُوهُ، فانْحَدرَتْ صَخْرَةٌ مِنَ الجَبَلِ فَسَدَّتْ عَلَيْهِمُ الغَارَ ، فَقالُوا : إِنَّهُ لاَ يُنْجِيكُمْ مِنْ هذِهِ الصَّخْرَةِ إِلاَّ أنْ تَدْعُوا اللهَ بصَالِحِ أعْمَالِكُمْ . 

قالَ رجلٌ مِنْهُمْ : اللَّهُمَّ كَانَ لِي أَبَوانِ شَيْخَانِ كبيرانِ ، وكُنْتُ لا أغْبِقُ قَبْلَهُمَا أهْلاً ولاَ مالاً ، فَنَأَى بِي طَلَب الشَّجَرِ يَوْماً فلم أَرِحْ عَلَيْهمَا حَتَّى نَامَا ، فَحَلَبْتُ لَهُمَا غَبُوقَهُمَا فَوَجَدْتُهُما نَائِمَينِ ، فَكَرِهْتُ أنْ أُوقِظَهُمَا وَأَنْ أغْبِقَ قَبْلَهُمَا أهْلاً أو مالاً ، فَلَبَثْتُ - والْقَدَحُ عَلَى يَدِي - أنتَظِرُ اسْتِيقَاظَهُما حَتَّى بَرِقَ الفَجْرُ والصِّبْيَةُ يَتَضَاغَوْنَ عِنْدَ قَدَميَّ ، فاسْتَيْقَظَا فَشَرِبا غَبُوقَهُما . اللَّهُمَّ إنْ كُنْتُ فَعَلْتُ ذلِكَ ابِتِغَاء وَجْهِكَ فَفَرِّجْ عَنّا مَا نَحْنُ فِيهِ مِنْ هذِهِ الصَّخْرَةِ ، فانْفَرَجَتْ شَيْئاً لا يَسْتَطيعُونَ الخُروجَ مِنْهُ . 

قَالَ الآخر : اللَّهُمَّ إنَّهُ كانَتْ لِيَ ابْنَةُ عَمّ ، كَانَتْ أَحَبَّ النّاسِ إليَّ - وفي رواية : كُنْتُ أُحِبُّها كأَشَدِّ مَا يُحِبُّ الرِّجَالُ النساءَ - فأَرَدْتُهَا عَلَى نَفْسِهَا فامْتَنَعَتْ منِّي حَتَّى أَلَمَّتْ بها سَنَةٌ مِنَ السِّنِينَ فَجَاءتْنِي فَأَعْطَيْتُهَا عِشْرِينَ ومائة دينَارٍ عَلَى أنْ تُخَلِّيَ بَيْني وَبَيْنَ نَفْسِهَا فَفعَلَتْ ، حَتَّى إِذَا قَدَرْتُ عَلَيْهَا - وفي رواية : فَلَمَّا قَعَدْتُ بَينَ رِجْلَيْهَا ، قالتْ : اتَّقِ اللهَ وَلاَ تَفُضَّ الخَاتَمَ إلاّ بِحَقِّهِ، فَانصَرَفْتُ عَنْهَا وَهيَ أَحَبُّ النَّاسِ إليَّ وَتَرَكْتُ الذَّهَبَ الَّذِي أعْطَيتُها . اللَّهُمَّ إنْ كُنْتُ فَعَلْتُ ذلِكَ ابْتِغاءَ وَجْهِكَ فافْرُجْ عَنَّا مَا نَحْنُ فيهِ ، فانْفَرَجَتِ الصَّخْرَةُ ، غَيْرَ أَنَّهُمْ لا يَسْتَطِيعُونَ الخُرُوجَ مِنْهَا .

وَقَالَ الثَّالِثُ : اللَّهُمَّ اسْتَأْجَرْتُ أُجَرَاءَ وأَعْطَيْتُهُمْ أجْرَهُمْ غيرَ رَجُل واحدٍ تَرَكَ الَّذِي لَهُ وَذَهبَ، فَثمَّرْتُ أجْرَهُ حَتَّى كَثُرَتْ مِنهُ الأمْوَالُ، فَجَاءنِي بَعدَ حِينٍ ، فَقالَ : يَا عبدَ اللهِ ، أَدِّ إِلَيَّ أجْرِي ، فَقُلْتُ : كُلُّ مَا تَرَى مِنْ أجْرِكَ : مِنَ الإبلِ وَالبَقَرِ والْغَنَمِ والرَّقيقِ ، فقالَ : يَا عبدَ اللهِ ، لاَ تَسْتَهْزِىءْ بي ! فَقُلْتُ : لاَ أسْتَهْزِئ بِكَ ، فَأَخَذَهُ كُلَّهُ فاسْتَاقَهُ فَلَمْ يتْرُكْ مِنهُ شَيئاً . الَّلهُمَّ إنْ كُنتُ فَعَلْتُ ذلِكَ ابِتِغَاءَ وَجْهِكَ فافْرُجْ عَنَّا مَا نَحنُ فِيهِ ،فانْفَرَجَتِ الصَّخْرَةُ فَخَرَجُوا يَمْشُونَ )) مُتَّفَقٌ عليهِ .

 

     จากอะบูอับดุรฺเราะหฺมาน อับดุลลอฮฺ อิบนิอุมัรฺ อิบนิลค็อฎฎอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าว่า

 

     ชายสามคนจากประชาชาติก่อนหน้าพวกท่านได้ออกเดินทางรอนแรมไปจนกระทั่งเข้าพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเขาได้เข้าไปในถ้ำแล้ว หินก้อนหนึ่งได้ตกลงมาจากภูเขาปิดกั้นพวกเขาไว้ในถ้ำ พวกเขาทั้งสามจึงได้กล่าวขึ้นว่า ความจริงแล้วพวกท่านไม่สามารถรอดพ้นไปจากหินก้อนนี้ได้ นอกจากจะต้องขอต่ออัลลอ -ซุบฮานะฮู วะตะอาลา- โดยการเอาการกระทำดีของพวกท่าน (เป็นสื่อ)

 

     คนหนึ่งจากพวกเขาได้กล่าวว่าข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์มีบิดามารดาที่ชราภาพ และข้าพระองค์ไม่เคยให้ภรรยา, ลูก, คนใช้และทาส รับประทานอาหารก่อนท่านทั้งสองเลย วันหนึ่งข้าพระองค์ได้ออกไปไกลเพื่อหาใบไม้ (ให้สัตว์เลี้ยง) และได้กลับมาช้าจนกระทั่งท่านทั้งสองได้หลับไปก่อน ข้าพระองค์ได้รีดนมให้ท่านทั้งสองดื่ม แต่พบว่าท่านทั้งสองยังหลับอยู่ ข้าพระองค์ไม่ชอบที่จะปลุกท่านทั้งสองและไม่ชอบที่จะให้ภรรยา, ลูก, คนใช้และทาสดื่มก่อนท่านทั้งสอง ข้าพระองค์จึงยืนคอยการตื่นของท่านทั้งสองโดยที่ถ้วยนมอยู่ในมือของข้าพระองค์จนกระทั่งแสงอรุณขึ้น ทั้ง ที่เด็ก ได้ส่งเสียงร้องอยู่รอบ เท้าของข้าพระองค์ด้วยความหิวกระหาย ในที่สุดท่านทั้งสองได้ตื่นขึ้นแล้วดื่มนม(ที่เตรียมไว้ให้ท่านทั้งสอง) ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าแม้นว่า การที่ข้าพระองค์กระทำไปนั้นเพื่อพระองค์ท่านแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราพ้นจากสภาพที่พวกเราเป็นอยู่นี้ด้วยเถิด

     แล้วหินที่อุดปากถ้ำก็ได้เคลื่อนไปนิดหนึ่ง โดยที่เขาทั้งสามไม่สามารถออกไปจากถ้ำได้

     ชายอีกคนหนึ่งได้กล่าวว่าข้าแต่อัลลอฮฺ มีลูกสาวของอาของข้าพระองค์คนหนึ่งซึ่งนางเป็นสุดที่รักยิ่งของข้าพระองค์ (และอีกในรายงานหนึ่งว่า ข้าพระองค์รักนางยิ่งและข้าพระองค์ต้องการตัวนางแต่นางไม่ยินดีกับข้าพระองค์) จนกระทั่งมีอยู่ปีหนึ่งเกิดความแห้งแล้ง นางได้มาหาข้าพระองค์และข้าพระองค์ก็ได้ให้ทรัพย์แก่นางไป 120 เหรียญทองคำ โดยนางจะต้องเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ได้อยู่ร่วมกับนาง นางก็ยินยอมปฏิบัติตาม จนกระทั่งข้าพระองค์สามารถ (ที่จะร่วม) กับนาง (และในอีกรายงานว่า ขณะที่ข้าพระองค์ได้นั่งอยู่ระหว่างขาทั้งสองของนาง)

     นางได้กล่าวขึ้นว่า ท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺ ท่านจงอย่าสวมแหวน นอกจากท่านมีสิทธิ์เสียก่อน (อุปมาการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ)

     ข้าพระองค์จึงผละออกจากนางไป ทั้ง ที่นางเป็นที่รักยิ่งของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ยินยอมให้ทองดังกล่าวแก่นางไป ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าแม้นว่าการที่ข้าพระองค์กระทำไปนั้นเพื่อพระองค์ท่านแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราพ้นจากสภาพที่พวกเราเป็นอยู่” 

     แล้วหินก้อนนั้นก็เคลื่อนออกไปโดยที่พวกเขาทั้งสามไม่สามารถออกไปจากถ้ำได้

     ชายคนที่สามกล่าวว่าข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ได้ว่าจ้างคนงานและได้ให้ค่าจ้างแก่พวกเขา นอกจากคนงานคนหนึ่งได้ออกไปโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ข้าพระองค์ได้นำเอาค่าจ้างของเขามาลงทุนจนกระทั่งมีทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้นมากมาย หลังจากนั้นเป็นเวลานาน คนงานคนนั้นได้มาหาข้าพระองค์แล้วกล่าวว่า โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ กรุณาจ่ายค่าจ้างที่ค้างไว้ให้แก่ฉันด้วยเถิด ข้าพระองค์ได้กล่าวแก่เขาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านเห็นอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นอูฐ วัว แพะ แกะ หรือทาส มาจากเงินของท่าน 

     เขาได้กล่าวว่า โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ อย่าได้พูดล้อเล่นกับฉันเลย ข้าพระองค์ตอบว่า ฉันไม่ได้พูดล้อเล่นกับท่านดอก ชายคนนั้นจึงนำส่วนของเขากลับไปทั้งหมดโดยไม่ได้ทิ้งไว้แม้แต่สิ่งเดียว 

     ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าแม้นการที่ข้าพระองค์กระทำไปนั้นเพื่อพระองค์ท่านแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราพ้นจากสภาพที่เราเป็นอยู่” 

     แล้วหินก้อนนั้นก็เคลื่อนออก และพวกเขาทั้งสามก็ออกจากถ้ำได้  

(มุตตะฟะกุนอลัยฮ์)

 

     นอกจากการใช้ความดีเป็น วะซีละฮฺ (เป็นสื่อ) ในการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดจากฮะดีษบทนี้อีดหลายประการ ก็คือ

 

   1. การทำความดีของคนคนหนึ่ง โดยบริสุทธิ์ใจ การปฏิบัติดีต่อ พ่อแม่ ญาติใกล้ชิด แม้เป็นความดีที่ดูเหมือนว่าจะเล็กน้อย แต่มีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นที่รักและได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ -ซุบฮานะฮู วะตะอาลาประการนี้ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เนื่องจากการทำความดีย่อมได้รับการตอบแทนความดีอย่างแน่นอน 

 

   2. ประการถัดมาการละทิ้งความชั่ว เพราะกลัวอัลลฮฺ เพราะเชื่อ ศรัทธาต่อพระองค์ ถือเป็นการทำความดี ที่ได้รับการตอบแทน เช่นเรื่องเล่าของชายคนที่ สอง ที่เริ่มต้นด้วยความไม่ดี คิดฉวยโอกาสกับผู้ที่เดือดร้อน จนกำลังจะทำบาปใหญ่ แต่ท้ายที่สุด ก็ยุติการกระทำโดยฉับพลันเพราะเกรงกลัวอัลลอฮฺ อัลลฮฺทรงยอมรับว่าการละทิ้งความชั่วนั้น เป็นความดี และได้รับการตอบแทน 

 

حديث ابْنِ عَبَّاسٍ رضي الله عنهما عَنِ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم، فِيما يَرْوي عَنْ رَبِّهِ عَزَّ وَجَلَّ، قَالَ: (قَالَ إِنَّ اللهَ كَتَبَ الْحَسَناتِ وَالسَّيِّئاتِ، ثُمَّ بَيَّنَ ذَلِكَ، فَمَنْ هَمَّ بِحَسَنَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْها كَتَبَها اللهُ لَهُ عِنْدَهُ حَسَنَةً كامِلَةً، فَإِنْ هُوَ هَمَّ بِها فَعَمِلَها كَتَبَها اللهُ لَهُ عِنْدَهُ عَشْرَ حَسَناتٍ، إِلى سَبْعِمائَةِ ضِعْفٍ، إِلى أَضْعافٍ كَثيرَةٍ، وَمَنْ هَمَّ بِسَيِّئَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْها، كَتَبَها اللهُ لَهُ عِنْدَهُ حَسَنَةً كامِلَةً، فَإِنْ هُوَ هَمَّ بِها فَعَمِلَها كَتَبَها اللهُ لَهُ سَيِّئَةً واحِدَةً).

 

     จากท่านอิบนุอับบาสเราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา- จากท่านเราะสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ท่านเล่าจากดำรัสแห่งพระผู้อภิบาลของท่านตะบาเราะกะ วะตะอาลา

     พระองค์ได้ตรัสว่า: แท้จริงอัลลอฮฺได้บันทึกความดีและความชั่วทั้งหลาย แล้วพระองค์ก็ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว ใครก็ตามที่ปรารถนาจะทำความดีอย่างหนึ่ง แต่แล้วเขาไม่ได้ทำ อัลลอฮฺจะทรงบันทึก พระองค์ซึ่งหนึ่งความดีอย่างสมบูรณ์ 

     และถ้าหากเขาปรารถนาที่จะทำมัน แล้วเขาก็ได้ทำ อัลลอฮฺจะทรงบันทึก พระองค์ซึ่งสิบความดี และพระองค์จะทรงเพิ่งพูนอีกถึงเจ็ดร้อยเท่าจนถึงหลายๆ เท่าอย่างมากมาย 

     และถ้าหากเขาปรารถนาที่จะทำความชั่วอย่างหนึ่ง แต่แล้วเขาไม่ได้ทำ อัลลอฮฺจะทรงบันทึก พระองค์ซึ่งหนึ่งความดีอย่างสมบูรณ์ และถ้าหากเขาปรารถนาที่จะทำมัน แล้วเขาก็ได้ทำ พระองค์จะทรงบันทึก พระองค์ซึ่งหนึ่งความผิดเท่านั้น

(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

 

   3. ส่วนชายคนที่สามที่ซื่อสัตย์ พอเพียง ไม่ละโมบล่วงเกินสิทธิ์ของคนอื่น แม้จะเป็นเพียงลูกจ้างก็ตาม ให้สิทธิของเขาอย่างครบถ้วน   

     ถ้าเอาเรื่องของชายคนที่ 3 นี้ไปคุยกับคนในปัจจุบันนี้ ผมว่า 95 คนจะตัดสินว่าเขาเป็นคนโง่ อีก 4 คนจะพูดว่า เขาเป็นคนดี แต่โง่ และอาจจะมีสักคนหนึ่งที่จะยอมรับว่าเขาคือคนดีจริงๆ  เพราะมาตรฐานคนดีในอิสลาม ช่างเหมือนกับลักษณะของคนโง่ ที่สังคมทุกวันนี้เขาตัดสินกันเหลือเกิน คนที่ไม่ฉกฉวยเมื่อมีโอกาส คนที่ไม่อยากได้จากความผิดพลาดของคนอื่น คนที่กลัวความผิดจะติดตัวไปแม้นไม่มีใครรู้เห็น คนแบบนี้ถูกสังคมปัจจุบันเหยียดหยามว่าโง่ครับ แต่อย่าสิ้นหวัง ผมเชื่อว่าสังคมนี้ยังมีคนดี และมีมากกว่าคนชั่วแน่นอน เพราะถ้าสังคมไหนมีคนชั่วมากกว่าคนดี สังคมนั้นมันไม่อาจจะดำรงอยู่ได้  แต่การกระทำของชายคนที่ 3 นี้ อัลลอฮฺยอมรับว่าเป็นความดี ที่สามารถอ้างอิงกับพระองค์ได้ ในภาวะคับขัน

 

   4. ประการถัดมา การหาเพื่อนร่วมทาง ร่วมชีวิต เป็นสิ่งสำคัญมาก การคบหาคนดีจะช่วยนำพาชีวิตเราไปสู่ความดี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ในยามคับขัน ถ้าใน 3 คนนี้ เป็นคนไม่ดีซะหนึ่งคน คนดีที่เหลืออีก 2 คนก็ต้องพลอยตายอยู่ในถำนั้นไปด้วย

 

   5. ประการสุดท้ายที่อยากจะฝากกับพี่น้องไว้ในตอนท้ายของคุฏบะฮฺวันนี้ว่า ถ้าสมมุติว่า ฮะดีษนี้ไม่ได้มีแค่ชาย 3 คนแต่เป็นชาย 4 คน แล้วเราเป็นคนที่ 4 พี่น้องคิดว่าจะเอาความดีอะไรไปอ้างอิงกับอัลลอฮฺ จะเอาความดีอะไรไปเป็นสื่ออ้อนวอนให้พระองค์ทรงเห็นใจ ให้การช่วยเหลือและตอบรับดุอาอฺของเรา

 

 

أقول قولي هذا ، وأستغفرالله العظيم لي ولكم ولسائر المسلمين من كل ذنب ، واستغفروه  إنه هو الغفور الرحيم


higmah.net