อัรรอฟิเฎาะบนหน้าประวัติศาสตร์
  จำนวนคนเข้าชม  108


อัรรอฟิเฎาะบนหน้าประวัติศาสตร์

 

ผู้แต่ง... เชค อบูอาดิลอิบรอฮีมอัลเอาฟีย์

แปลโดย... อิสมาอีล กอเซ็ม

 

          แท้จริงศัตรูอิสลามทุกๆมุมโลก ไม่ว่าจากพวกอัรรอฟิเฎาะ และจากบุคคลที่มีอุดมการณ์เดียวกับพวกเขาจากกลุ่มอัลบาตีนียะที่หลงผิด พวกเขาได้วางแผนเพื่อหลอกลวง วางแผนร้ายแก่อะลุซซุนนะห์ เนื่องจากพวกเขามีความอิจฉาและคิดร้ายต่อผู้ที่อยู่ในศาสนาที่ถูกต้อง และรูปแบบวิธีการของพวกเขาแยบยลมาก แม้กระทั่งเหล่าศอหาบะห์ที่อยู่ในยุคที่มีความประเสริฐยังไม่รอดพ้นจากความชั่วร้ายของพวกเขา แม้แต่บรรดาฮุจญาจในบัยตุลลอฮอัลหะรอมที่อยู่ในเดือนหะรอมก็ยังไม่รอดพ้นจากความชั่วของพวกเขา จึงเป็นเรื่องปกติที่บุคคลอื่นจากบรรดามุสลิมจะต้องประสบกับความชั่วร้ายของพวกเขา 

 

          ดังนั้นจำเป็นที่ต้องมีการเขียนอธิบายเรื่องนี้ให้ได้รับรู้และตระหนักถึงอันตราย และเพื่อต้องการอธิบายอันตรายของกลุ่มอัรรอฟิเฎาะ ที่มีต่อประชาชาติอิสลาม และเปิดเผยถึงความหลงผิดของพวกเขา เนื่องจากพวกอัรรอฟิเฎาะเป็นกลุ่มใหญ่ที่แพร่กระจายในทุกภูมิภาค และสำหรับพวกเขามีจุดยืนที่เป็นศัตรูอย่างชัดเจนกับ อะลุซซุนนะห์ วัลญามาฮะ และเป็นเรื่องที่พูดได้ยากต่อบทบาทของพวกเขาที่ปรากฏต่อสายตาผู้คน ในกิจกรรมของอิสลามงานต่างๆ 

 

          พวกเขามีบทบาทต่อบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย และบรรดาผู้นำของพวกเขายังแผ่บทบาท แสดงการมีส่วนร่วมผลักดันในปัญหาที่เกิดขึ้นกับบรรดามุสลิม และแสดงถึงการปกป้องสิทธิของบรรดามุสลิม ทั้งที่พวกเขาคือศัตรูอิสลามตัวฉกาจ เหมือนที่สลัฟซอแหละห์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า 

 

(ظاهرهم الرفض وباطنهم الكفر المحض)

 

การแสดงออกของพวกเขาภายนอกคือการปฏิเสธ และภายในของพวกเขาปฏิเสธอย่างชัดเจน

 

          เพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้กล่าว เพราะว่าทุกๆ คนที่เป็นรอฟีฎี(ชีอะ) นั้นพวกเขามีความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่เรียกร้องผู้คนมาสู่แนวทางของพวกเขา ที่ได้รับการสนับสนุนจากรอฟิเฎาะทั่วทุกมุมโลก และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีรูปแบบที่หลากหลายในการกระจายความเท็จ และพวกเขาก็สามารถแพร่แนวคิดนี้ไปสู่ประเทศที่มีความยากจน ซึ่งขาดการศึกษา 

 

          รูปแบบการทำงานของพวกเขาคล้ายกับการทำงานของชาวยิวและนาซอรอ โดยที่พวกเขาพยายามที่จะแทรกแซงเข้าไปทุกประเทศอิสลาม ที่ประเทศเหล่านั้นขาดแคลนและมีความต้องการ อาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า 

 

          และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ที่เราอาศัยอยู่ในประเทศที่มีหะรอมมักกะห์และมาดีนะห์ โดยที่เราจะเห็นว่าฮุจญาจบางส่วนจากแอฟฟริกาพวกเขามาประกอบพิธีฮัจญ์ โดยที่พวกเขาอยู่ในแนวทางของชีอะ อัรรอฟีฎี ในขณะที่พวกเขาประกอบพิธีฮัจญ์พวกเขาต้องหารถรับส่งที่ไม่มีหลังคา เป็นการกระทำเหมือนกับพวกอัรรอฟิเฎาะ และมีบรรดาฮุจญาจจากประเทศอื่น ๆ ที่พวกเขาได้ปฏิบัติแตกต่างกับบรรดาฮุจญาจอื่นๆ ในขณะที่วูกุฟทีอารอฟะ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องขาดหายไป และขาดการเอาใจใส่จากผู้คนจำนวนมากจากชาวอะลุซซุนนะห์วัลญามาฮะ 

 

          เนื่องในประเทศอิสลามส่วนมากขาดบรรดานักเผยแผ่ที่มีความบริสุทธิ์ใจที่จะมาทำหน้าที่ชี้นำตักเตือนแก่ผู้คน และในทางตรงกันข้าม บรรดาผู้ที่อยู่บนความเท็จได้ตื่นตัวและได้เคลื่อนไหวในการเผยแพร่หลักความเชื่อที่เสียหาย และการเสียสละทุ่มเททำให้การเผยแพร่ของพวกเขาเกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ จนกระทั่งพวกเขาสามารถสร้างมัสยิดของพวกเขาในประเทศอิสลามได้อย่าเปิดเผย หรือเรียกอีกชื่อว่า อัลหุซัยนียาต โดยที่ได้มีการอาซานอย่างเปิดเผยว่าฉันขอปฏิญานว่า แท้จริงอะลีคือ วะลีย์ของอัลลอฮฺ” 

 

          และเช่นเดียวกันสำหรับอัรรอฟิเฎาะนั้น พวกเขามีโรงเรียนที่รวบรวมบรรดานักวิชาการ และมีนักเรียนที่ได้ทำการสอนตามแนวทางของพวกเขา และยังมีผู้ที่ทำหน้าที่อบรมนักเรียนเหล่านั้น จะมีตำแหน่งชื่อเรียกว่า อัลมุลลา และส่วนหนึ่งจากบทเรียนของพวกเขา มีการบรรยายศาสนธรรมที่มีการจัดระเบียบในเรื่องของเวลาและสถานที่ไว้อย่างดี และมีการประชาสัมพันธ์สถานที่ที่พวกเขาได้ไปรวมตัวกัน และนอกเหนือจากนี้ได้ทำการส่งลูกหลานของพวกเขาไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อไปเรียนในโรงเรียนที่ได้ทำการสอนแนวทางของพวกเขาเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อเมือง กุม ประเทศอิหร่าน หรือเมือง นะญัฟในประเทศอิรัค เมื่อสำเร็จการศึกษาพวกรอฟิเฎาะ(ชีอะ) จะแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้รู้เพื่อกลับมาปฏิบัติงาน 

ลาเฮาลาวะลากูวะตาอิลลา บิลลาฮฺ

 

          สำหรับพวกรอฟิเฎาะมีรูปแบบการเผยแพร่ที่หลากหลาย และมีกลลวงในการโกหกที่แยบยล และส่วนหนึ่งจากรูปแบบวิธีการก็คือการที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าชีอะ” 

 

          สำหรับคำว่า ชีอะ ตามที่อิบนู ตัยมียะ รอฮิมาฮุลลอฮฺกล่าวไว้ว่าและด้วยเหตุนี้ ชีอะในยุคแรกๆ ซึ่งพวกเขาได้อยู่กับท่านอะลี โดยที่ชีอะในยุคนั้นไม่ได้มีการขัดแย้งใดๆ ในการที่ให้ท่านอาบูบักรฺ และท่านอุมัร รอฎิยัลลอฮูอันฮูมามีความประเสริฐ(กว่าท่านอะลี) แต่พวกเขามีความขัดแย้งในการให้ท่านอะลี มีความประเสริฐกว่าท่านอุสมาน รอฎิยัลลอฮูอันฮูมา 

(จากหนังสือ มินฮาจอัซซุนนะห์ ๑/๑๓)

 

          สำหรับชีอะรุ่นแรกที่อยู่กับท่านอะลี รอฎิยัลลอฮูอันฮูนั้น มีหลักความเชื่อกับคอลีฟะ อะลี ที่มีต่อท่านอะบูบักรฺ และอุมัร รอฎิยัลลอฮูอันฮุม ในการให้ท่านทั้งสองมีความประเสริฐและมีความเหมาะสมในการเป็นคอลีฟะ สำหรับอัรรอฟิเฎาะในยุคปัจจุบัน ที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าชีอะนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามท่านอะลี รอฎิยัลลอฮูอันฮู พวกเขาคือผู้ที่ปฏิบัติตาม อับดุลลอฮฺ อิบนู ซาบาฮฺ ชายชาวยิวยะมัน ที่ถูกขนามนามว่า อิบนูเซาดาฮฺ 

 

          บรรดาผู้สันทัดกรณีจากชาวอะลุซซุนนะห์ กล่าวว่าแท้จริง อิบนูเซาดาฮฺ เขายังอยู่ในศาสนาของยิว และเขาแค่เพียงต้องการที่จะสร้างความเสียหายแก่บรรดามุสลิม และแก่ศาสนาของพวกเขา โดยพยายามนำข้อคลุมเครือให้เกิดขึ้นแก่ตัวของท่านอะลี และบรรดาลูกหลานของท่าน เพื่อที่จะให้บรรดามุสลิมยึดมั่นในตัวท่านอะลี เหมือนกับที่ชาวนาซอรอ ยึดมั่นต่อตัวของท่านนบี อีซา อะลัยอิสสลาม

(จากหนังสือ บาฆียาตุล มุรตาด อิบนูตัยมียะ หน้าที่๒๑)

 

          และอิบนูซาบาฮฺ ได้เริ่มปฏิบัติงานแรก ก็คือยุยงส่งเสริมเรียกร้องให้มีผู้คนแข็งข้อ และออกจากการเชื่อฟังท่าน คอลีฟะ อุสมาน รอฎิยัลลอฮูอันฮู

 

          โดยที่ผู้แต่งหนังสือ อัลอินติซอรได้กล่าวว่าและด้วยเหตุผลนี้ ที่พวกอัรรอฟิเฎาะนำชื่อว่า ชีอะ เรียกพวกเขา ถือว่าเป็นความผิดอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดขึ้นกับคนบางส่วนในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการเลียนแบบอัรรอฟิเฎาะในความพยายามของพวกเขาที่จะสะลัดชื่อนี้ (รอฟิเฎาะ) ทิ้ง เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า คนในอดีตตำหนิแก่ชื่อนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาต้องการสะลัดชื่อนี้ทิ้งเพื่อเป็นการอำพรางแก่ผู้ที่ไม่รู้จัก โดยพาดพิงพวกเขาไปยังชื่อว่า อัชชีฮะในภาพรวม

(อัลอินติซอร หน้าที่ ๓๐)

 

          ดังนั้นเป็นหน้าที่แก่บรรดาปวงปราชญ์ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้ง และบรรดาผู้ที่หน้าเผยแผ่ศาสนาที่มีความบริสุทธิ์ใจ บรรดาผู้ที่อยู่บนแนวทางศาสนาที่ถูกต้อง และหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ บุคคลที่อัลลอฮฺได้ชี้นำเขาด้วยกับการยึดต่ออัลกุรอ่าน และอัซซุนนะห์ ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มอัลบาตีนียะ กลุ่มนี้ และสร้างสนามสำหรับการเชิญชวนคนกลุ่มนี้ ตักเตือนพวกเขา และชี้แจงอันตรายที่จะได้รับจากการลงโทษของอัลลอฮฺ และความกริ้วโกรธของพระองค์ หากพวกเขาได้เสียชีวิตบนแนวทางหลักความเชื่อ อื่นจากแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลออูอะลัยอิวะสัลลัม

 

อัลลลอฮฺ ตาอาลาได้ตรัสว่า

 

فَلْيَحْذَرِ الَّذِينَ يُخَالِفُونَ عَنْ أَمْرِهِ أَن تُصِيبَهُمْ فِتْنَةٌ أَوْ يُصِيبَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ 

 

     “จงระวังตัวเถิดว่า เคราะห์กรรมจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน

(ซูเราะฮฺ อันนูรฺ (An-Nur) อายะฮฺ 63)

 

قوله تعالى :  فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللَّهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِر  

 

     “แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮฺ และร่อซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก

(ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ (An-Nisaa) 59)

 

     บรรดานักวิชาการได้กล่าวว่า ความหมายที่ว่า ไปยังอัลกุรอ่าน และอัซซุนนะห์ 

 

وعن أبي هريرة أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال كل أمتي يدخلون الجنة إلا من أبي قالوا يارسول الله من يأبى قال من أطاعني دخل الجنة وعصاني فقد أبي

 

     มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮ์ แท้จริงเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลออูอะลัยอิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 

     “ประชาชาติของฉันทุกคนพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ เว้นผู้ที่ปฏิเสธที่จะเข้า

     พวกเขากล่าวว่าโอ้เราะสูลุลลอฮฺ ใครปฏิเสธที่จะเข้า

     ท่านตอบว่าใครเชื่อฟังต่อฉัน เขาได้เขาสวรรค์ ใครฝ่าฝืนต่อฉันเขาปฏิเสธที่จะเข้า

 

          ดังนั้นหากอัรรอฟิเฎาะและบุคคลที่เหมือนกับพวกเขาจากกลุ่มต่างๆ ไม่ตอบรับต่ออัลลอฮฺและเราะสูล และไม่ตอบรับการรักษาละหมาดญุมฮะและละหมาดญามาอะ และไม่ยอมละทิ้งแนวทางของพวกเขา และไม่หยุดการด่าทอเหล่าศอหาบะห์ ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลออูอะลัยอิวะสัลลัม มันจึงเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องทำการตอบโต้แก่บรรดาผู้ที่เขลา โดยที่เราหันหลังให้จากพวกเขา พร้อมกับเปิดสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้ และแน่นอนเราจะชี้แจงแก่ผู้คน ถึงข้อเท็จจริง และเราจะเตือนให้ระวัง เนื่องจากพวกเขาเสมือนโรคร้ายซึ่งแล่นอยู่ในร่างกายของประชาชาตินี้ โดยที่ไม่บอกให้รู้ไม่ได้ เพื่อที่ไม่ได้ให้พวกเขามาทำลายในทุกห่วงโซ่ของอิสลามที่บริสุทธิ์ 



 

พึงทราบไว้เถิดฉันได้เผยแผ่แล้ว โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงเป็นพยาน