คำตักเตือนในวันอะเราะฟะฮฺของท่านนบี
  จำนวนคนเข้าชม  390

 

คำตักเตือนในวันอะเราะฟะฮฺของท่านนบี

 

ค่อเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีอัตตักวา คือมีความยำเกรงต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องสร้างความยำเกรงต่อพระองค์ให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราให้ได้ โดยการศึกษา แสวงหาความรู้ในเรื่องราวของบทบัญญัติศาสนา พยายามทำความเข้าใจ และนำมาสู่การปฏิบัติ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา โดยเราต้องพยายามทำให้สุดความสามารถของเรา ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์โดยสิ้นเชิง พร้อมกันนั้นก็ต้องปฏิบัติอิบาดะฮฺทุกอย่างให้อยู่ในแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วย นั่นก็คือ ต้องไม่ทำบิดอะฮฺนั่นเอง

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย นับเป็นนิอ์มะฮฺอย่างยิ่งที่วันศุกร์นี้ตรงกับวันอะเราะฟะฮฺในปีนี้ วันอะเราะฟะฮฺเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง เป็นวันที่อยู่ในเดือนซุลหิจญะฮฺ เดือนสุดท้ายของปีปฏิทินอิสลาม เดือนที่กำหนดให้มีการประกอบพิธีหัจญ์ ซึ่งเป็นรุก่นประการที่ห้าของหลักปฏิบัติอิสลาม เป็นวันที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ ที่พวกเขาจะต้องวุกุฟ ณ ทุ่งอะเราะฟะฮฺ และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปอย่างเรา ๆ ในขณะนี้ 

 

         วันอะเราะฟะฮฺก็ถือเป็นวันสำคัญสำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะเป็นวันที่ท่านนบีส่งเสริมให้เราถือศีลอดในวันนี้ ซึ่งรางวัลตอบแทนสำหรับผู้ที่ถือศีลอดอย่างอิคลาศในวันนี้นั้น ก็คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะทรงอภัยโทษในความผิดต่าง ๆ ให้แก่เราในสองปี คือในปีที่ผ่านมาและในปีถัดไป เป็นการได้รับการอภัยโทษในความผิดที่เกิดในอดีต และความผิดที่จะเกิดในปีถัดไป สำหรับบาปที่เป็นบาปเล็ก ส่วนบาปใหญ่นั้นต้องมีการเตาบะฮฺตัวด้วย ..

 

         อิบาดะฮฺอีกประการหนึ่งที่ท่านนบีส่งเสริมให้เราทำก็คือ ให้เราขอดุอาอ์ให้มาก ๆ เพราะท่านนบีกล่าวไว้ว่า การขอดุอาอ์ที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุดในรอบปีก็คือ การขอดุอาอ์ในวันอะเราะฟะฮฺ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เราซิกรุลลอฮฺให้มากๆในวันนี้เช่นกัน..ดังนั้น จึงขอให้เราได้ชุกูร ได้ขอบคุณในความเมตตาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ทรงให้เราได้มีชีวิตอยู่จนถึงในวันนี้ ในขณะนี้ และได้มีโอกาสใช้ชีวิตในวันนี้ ได้มีโอกาสทำอิบาดะฮฺต่าง ๆที่มีความประเสริฐ ก็ขอให้เราได้ฉกฉวยทำอิบาดะฮฺในส่วนของวันที่ยังเหลืออยู่ให้มาก ๆ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ขอย้อนกลับไปในอดีต ในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้เดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ ในปีฮิจญฺเราะฮ์ศักราชที่ 10 ซึ่งถือเป็นการประกอบพิธีหัจญ์ครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวของท่านนบี ท่านนบีได้กล่าวคุฏบะฮฺ ณ ทุ่งอะเราะฟะฮฺ ซึ่งในครั้งนั้นวันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันศุกร์ และเป็นคุฏบะฮฺที่ท่านอุมัร อิบนิ อัลค๊อฏฏ็อบ อัลเคาะลีฟะฮฺ อัรรอชิดีน ท่านที่สองแห่งอัลอิสลามได้กล่าวไว้ว่า คุฏบะฮฺของท่านนบีครั้งนี้ถือเป็น خطبة الوداع เป็นการให้โอวาท ให้คำตักเตือนครั้งสุดท้ายของท่านนบี เพราะหลังจากนั้นไม่เกินสามเดือน ท่านนบีก็ได้วะฟาต กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา 

 

          ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะได้นำคุฏบะฮฺวะดาอ์ของท่านนบีนี้ ซึ่งเป็นคุฏบะฮฺที่ได้ถูกบันทึกไว้ในสายรายงานหะดีษทั้งหมด มาสรุปบอกกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านทั้งหลายและตัวผู้พูดเองได้รำลึกถึง เสมือนหนึ่งว่า คำตักเตือนของท่านนบีนั้นได้มาถึงเราเช่นกัน และขอให้เราได้น้อมรับ และนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

أيّهَا النّاس، اسْمَعُوا منّي أُبّينْ لَكُمْ، فَإنّيَ لاَ أَدْرِي، لعَليّ لاَ أَلْقَاكُمْ بَعْدَ عَامي هَذَا، في مَوْقِفي هذا.

 

     ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังคำตักเตือนจากฉันที่จะมอบแก่พวกท่านเถิด เพราะแท้จริง ฉันไม่ทราบว่า ฉันจะได้มีโอกาสมาพบกับพวกท่านหลังจากปีนี้ และในสถานที่แห่งนี้อีกหรือไม่

 

إنّ دِمَاءَكُمْ وَأمْوَالَكُمْ وأعراضكم حَرَامٌ عَليكُمْ إلى أنْ تَلْقَوْا رَبَّكُمْ، كَحُرمَةِ يَوْمِكُمْ هَذَا في شَهْرِ كُمْ هَذَا في بَلَدِكُم هَذَا،

 

     แท้จริง ชีวิตเลือดเนื้อของพวกท่าน และทรัพย์สินของพวกท่าน ตลอดจนเกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกท่านนั้น เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่านที่ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้

     (ใครจะมาฆ่าใคร ทำร้ายใครตามอำเภอใจไม่ได้ นอกจากด้วยเหตุผลอันสมควรตามบทบัญญัติศาสนา ซึ่งเหตุผลอันสมควรตามบทบัญญัติศาสนาก็ได้แก่บุคคลสามประเภทได้แก่ หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไปทำซินา ...ประเภทที่สอง เรื่องของการกิศอศ คือการฆ่าชีวิตให้ตายตามกัน ซึ่งคนที่จะมีสิทธิทำการกิศอศนี้ต้องเป็นผู้นำ เป็นผู้ปกครองและต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของบทบัญญัติศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่ว่า คนทั่ว ๆไปจะทำได้เอง ... ประเภทที่สามก็คือ คนที่ตกมุรตัด ออกจากการเป็นมุสลิม ...บุคคลทั้งสามประเภทนี้เท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นให้ล่วงเกินชีวิตของพวกเขาได้ เพราะพวกเขาทำสิ่งที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนา นอกนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด แม้แต่ชีวิตของตนเองก็ไม่ได้ ห้ามเราฆ่าตัวตาย ฆ่าตัวตายไม่ได้ ใครฆ่าตัวตายจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์ ..ห้ามเราขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ห้ามฉ้อราษฎร์บังหลวง ห้ามคอร์รัปชั่น ห้ามเราทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้อื่น ห้ามนินทาใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งข้อห้ามนี้ห้าม)

     ตราบไปจนถึงวันที่พวกท่านจะได้กลับไปพบกับพระเจ้าของพวกท่าน (ก็คือ วันที่ได้กลับไปพบกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาในวันกิยามะฮฺ) ข้อห้ามต่าง ๆ

     เปรียบดั่งเช่นวันนี้ (ซึ่งเป็นวันอะเราะฟะฮฺ เป็นวันแห่งการชุมนุมของมนุษยชาติที่สำคัญ เป็นวันที่มีข้อห้ามต่าง ๆ ) 

     เปรียบดั่งเช่นเดือนนี้ (เดือนซุลหิจญะฮฺ ซึ่งเป็นเดือนแห่งการประกอบคุณงามความดี ห้ามทำความชั่ว) 

     และดินแดนนี้ก็เป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน (เพราะเป็นดินแดนแห่งการงดเว้นการทำความชั่วทั้งหมด) ...”

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

فَمَنْ كَانَتْ عِنْدَهُ أَمَانةٌ فليؤُدِّها إلى مَنْ ائْتمَنَهُ عَلَيها.

 

     “..และผู้ใดก็ตามที่ได้รับอมานะฮฺในเรื่องทรัพย์สินใดก็ตาม ก็จงส่งมอบทรัพย์สินนั้นคืนให้แก่เจ้าของที่เขาได้มอบอมานะฮฺไว้ให้แก่เราด้วย

 

      ก็คือให้เรารักษาเรื่องของอมานะฮฺ รักษาเรื่องของความรับผิดชอบไว้ให้ดี

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

وَإِنّ كُلّ رِبًا مَوْضُوعٌ وَلَكِنْ لَكُمْ رُءُوسُ أَمْوَالِكُمْ لَا تَظْلِمُونَ وَلَا تُظْلَمُونَ

 

     แท้จริง ริบาอ์ทุกชนิดทุกประเภทได้ถูกห้าม ได้ถูกยกเลิกไปทั้งหมดแล้ว แต่ทว่า สำหรับต้นทุนในทรัพย์สินของท่านทั้งหลายนั้น ยังคงเป็นของพวกท่าน (ซึ่งสามารถนำมาทำการค้าขายได้) โดยท่านทั้งหลายต้องไม่อธรรมต่อกัน ต้องไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน...” 

 

          อิสลามอนุญาตในเรื่องของการค้าขาย แต่ห้ามเรื่องของริบาอ์ ไม่ใช่ห้ามเฉย ๆ แต่ยังห้ามเข้าใกล้ด้วย สั่งให้เราออกห่าง ก็ขอให้เราพึงระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะในปัจจุบันจะมีธุรกรรมต่าง ๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งมันจะมีบางส่วนที่เข้าข่ายของการกินริบา ก็ขอให้เราศึกษาให้ดี ๆ

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

 فَإِنّ الشّيْطَانَ قَدْ يَئِسَ مِنْ أَنْ يُعْبَدَ بِأَرْضِكُمْ هَذِهِ أَبَدًا ، وَلَكِنّهُ إنْ يُطَعْ فِيمَا سِوَى ذَلِكَ فَقَدْ رَضِيَ بِهِ بِمَا تُحَقّرُونَ مِنْ أَعْمَالِكُمْ فَاحْذَرُوهُ عَلَى دِينِكُمْ

 

     แท้จริง ชัยฏอนนั้น มันหมดหวัง มันสิ้นหวังแล้วที่มันจะได้รับการเคารพอิบาดะฮฺในโลกนี้ (มันรู้ตัวดีว่า มันไม่สามารถทำให้มุสลิมเคารพอิบาดะฮฺมันได้ ) 

     แต่มันยังมีความหวังในสิ่งที่น้อยกว่านั้น (นั่นคือมันมีความคิดว่า มันสามารถที่จะล่อลวง หลอกล่อ ครอบงำให้มุสลิมเราไขว้เขว มันมีความหวังที่จะหลอกลวงพวกท่าน ทำให้พวกท่านเกิดความรู้สึกดูถูกดูแคลนบทบัญญัติศาสนาว่าไม่ทันสมัย ไม่ทันกับเหตุการณ์ หรือทำให้พวกท่านไม่เห็นถึงความสำคัญกับการทำอามัลศอลิห์ต่าง ๆ )

     มันคอยจะครอบงำพวกท่าน ทำให้พวกท่านก้าวย่างตามการชักนำของมัน จนท้ายที่สุดพวกท่านก็อาจจะตกเป็นลูกสมุนของมัน ดังนั้น ท่านทั้งหลาย จงดูแลรักษาศาสนาของพวกท่านให้ดี 

 

     อย่าให้ชัยฏอนมันมาครอบงำ มาทำลายพวกท่าน พวกท่านจะต้องระมัดระวังตัวจากการล่อลวงของชัยฏอนทั้งที่เป็นญินและมนุษย์ และระลึกอยู่เสมอว่า ชัยฏอนนั้น มันเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกท่าน

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

إن لِنسَائِكُمْ عَلَيْكُمْ حقاً، ولَكُمْ عَلَيْهِنّ حقّ، لَكُمْ عَليِهنّ ألا يُوْطِئْنَ فُرُشَكُمْ غيرَكم، وَلا يُدْخِلْنَ أحَداً تكرَهُونَهُ بيوتَكُمْ، ولا يأتينَ بِفَاحِشَة، فإنْ أطَعْنَكُمْ فَعَلَيْكُمْ رِزقُهنَّ وكسوتُهُنَّ بالمَعْرُوفِ فاتّقُوا اللهَ في النسَاء، واسْتوْصُوا بهنَّ خَيْراً،

 

     “แท้จริง เป็นหน้าที่ของพวกท่านที่ต้องให้สิทธิแก่บรรดาสตรีของพวกท่าน และสำหรับบรรดาสตรีของพวกท่านก็มีหน้าที่ ที่จะต้องมอบสิทธิให้แก่พวกท่านเช่นกัน..

     และพวกท่านมีสิทธิที่จะห้ามบรรดาสตรีของพวกท่าน ไม่ให้ใกล้ชิดสนิทสนมกับชายอื่น และเป็นหน้าที่ของบรรดาสตรีของพวกท่านที่จะต้องไม่ยินยอมให้ชายอื่นเข้ามาในบ้านของพวกท่าน ..

     และหากบรรดาสตรีของพวกท่านเชื่อฟังพวกท่าน ก็เป็นหน้าที่ของพวกท่านที่จะต้องดูแลและมอบสิทธิในเรื่องของปัจจัยยังชีพและเครื่องนุ่มห่มให้แก่พวกนางตามสิทธิด้วยความเป็นธรรม ..

     ท่านทั้งหลายจงยำเกรงอัลลอฮฺ ในเรื่องของการดูแลบรรดาสตรีของพวกท่าน และจงให้คำแนะนำตักเตือนที่ดี ๆแก่พวกนาง

 

          นั่นก็คือ ท่านนบีกำชับว่า บรรดาบุรุษต่างมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อบรรดาสตรีในการปกครองของตนเอง และบรรดาสตรีต่างก็มีสิทธิ มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อบรรดาบุรุษของตนเองเช่นกัน สามีมีสิทธิและหน้าที่ต่อภรรยา ภรรยามีสิทธิและหน้าที่ต่อสามี บิดามีต่อบุตรสาว บุตรสาวมีต่อบิดา พี่ชายน้องชายมีต่อพี่สาวน้องสาว และพี่สาวน้องสาวมีต่อพี่ชายน้องชาย ดังนั้น ทุกคนพึงศึกษาเรียนรู้ในสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย และลงมือปฏิบัติอย่างดี

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

فَإنّي قَدْ تَركْتُ فِيكُمْ مَا إنْ أخَذتمْ بِهِ لَمْ تَضِلُّوا بَعْدَهُ، كِتَابَ اللهِ وسنة نبيه،

 

     แท้จริง หลังจากที่ฉันจากไปแล้ว พวกท่านอย่าได้กลับไปเป็นผู้ปฎิเสธศรัทธาอีกเป็นอันขาด พวกท่านอย่าหลั่งเลือดกัน และ

     แท้จริง ฉันได้มอบให้แก่พวกท่านซึ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าหากพวกท่านยึดมันไว้อย่างมั่นคงแล้วละก็ พวกท่านก็จะไม่หลงออกจากแนวทางที่ถูกต้องอย่างเด็ดขาด สิ่งนั้นก็คือ กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของฉัน

 

          นั่นก็คือ ให้เรายึดมั่นและปฏิบัติตามสิ่งที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน และซุนนะฮฺของท่านนบีตามการอธิบายของบรรดาสะฟุศศอลิหฺที่ได้มีหลักฐานสืบต่อกันมา ไม่ใช่ยึดมั่นกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านนบีตามความเข้าใจของตัวเอง หรือของผู้รู้ในยุคใหม่ที่ไม่มีหลักฐานสืบกลับถึงคำอธิบายของท่านนบี ..ซึ่งทั้งกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านนบีสอนให้เราได้ตัดขาดจากเรื่องของชิริก ห่างไกลจากเรื่องของบิดอะฮฺ ให้เรามั่นคงดำรงรักษาเรื่องของการละหมาด ให้เราถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน จ่ายซะกาตจากทรัพย์สินของเรา และประกอบพิธีหัจญ์หากมีความสามารถ ..

 

          ขอให้เรายึดมั่นบทบัญญัติศาสนาไว้ให้มั่น อย่าได้หลงไปกับยุคสมัยนี้ที่มีฟิตนะฮฺ มีสิ่งที่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนาเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเรื่องเหล่านั้นถูกทำให้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาของเรา ทั้งในเรื่องของยาเสพติด เรื่องของมึนเมา ไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง ใบกระท่อม สิ่งเหล่านี้เป็นเป็นเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาทั้งสิ้น ขอให้เราอย่าได้ไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งถ้าจะอ้างเรื่องของการแพทย์ก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะมันมียาชนิดต่าง ๆที่หะลาลที่สามารถนำมาใช้รักษาได้อยู่แล้ว ...

 

          นอกจากนี้ ในเรื่องของเพศที่สามก็เป็นเรื่องที่เราต้องระวัง ต้องไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุนในเรื่องต่าง ๆที่จะทำให้เกิดการทำตัวข้ามเพศ ห้ามผู้คนทำตัวเลียนแบบหรือเปลี่ยนแปลงเพศของตัวเอง ห้ามคนเพศเดียวกันยุ่งเกี่ยวกันเชิงชู้สาว เพราะสิ่งต่าง ๆเหล่านี้มันคือ อัลฟาฮิชะฮฺ الْفَاحِشَةَ นำมาซึ่งการถูกลงโทษอย่างมากมาย ก็ขอให้เราพึงระมัดระวัง อย่าไปเห็นดีเห็นงาม อย่าไปเข้าร่วมในกระบวนการเหล่านี้ ถ้าหากเราไม่สามารถที่จะหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างน้อย ๆ ใจของเราก็ต้องไม่ยอมรับในเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาเหล่านี้ และพึงระมัดระวังตัวเรา ดูแล สอดส่อง ลูกหลานของเรา ตลอดจนผู้ที่อยู่ในความดูแลของเราให้ดี ...นะอูซุบิลลาฮฺ มินซาลิก

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

إن رَبَّكُمْ وَاحِدٌ، وإنّ أَبَاكُمْ واحِدٌ ، كُلكُّمْ لآدمَ، وآدمُ من تُراب، أَكرمُكُمْ عندَ اللهِ أتْقَاكُمْ وليس لعربيّ فَضْلٌ على عجميّ إلاّ بالتّقْوىَ.

 

     แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือองค์เดียวกัน และบิดาของพวกท่านก็คนเดียวกัน พวกท่านทุกคนมาจากอาดัม และอาดัมก็มาจากดิน ซึ่งผู้ที่มีเกียรติยิ่ง ณ อัลลอฮฺ คือ ผู้ที่ตักวาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่สุด และใช่ว่าคนอาหรับจะดีเหนือกว่าคนที่ไม่ใช่อาหรับ เว้นแต่ด้วยการตักวาเท่านั้น

 

          ท่านนบีได้กำชับและสนับสนุนในเรื่องของความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครประเสริฐกว่าใครจากการที่มีเชื้อชาติ หรือมีสีผิวที่แตกต่างกัน คนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็ไม่ได้เหนือกว่าคนที่เป็นชาวอาหรับ และคนผิวขาวก็ไม่ได้เหนือกว่าคนผิวดำ หรือคนผิวดำก็ไม่ได้เหนือกว่าคนผิวขาว คนร่ำรวยไม่ได้ดีกว่าคนยากจน คนยากจนก็ไม่ได้ดีกว่าคนร่ำรวย แต่ที่จะต่างกันก็คือ ใครกันที่จะมีตักวา มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างสูงสุด 

 

          ดังนั้น บรรดาผู้คนที่อยู่ในความดูแลของพวกท่าน หรือบรรดาลูกน้องที่มาช่วยเหลืองานของพวกท่านนั้น พวกท่านก็จงดูแล ช่วยเหลือพวกเขา ทั้งในเรื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มเช่นเดียวกับที่พวกท่านใช้ หากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่เป็นความผิดพลาด พวกท่านก็พึงให้อภัยพวกเขา แต่หากมันเป็นเรื่องร้ายแรงจนท่านไม่อยากให้อภัยพวกเขา พวกท่านก็จงออกห่างจากพวกเขา อย่าทำร้าย อย่าทารุณกรรม เฆี่ยนตีพวกเขา เพราะเราต่างก็เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเช่นเดียวกัน แท้จริงมุสลิมทุกคนนั้นเป็นพี่น้องกัน จึงไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับมุสลิมที่จะทำการละเมิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องมุสลิมของเขา เว้นเสียแต่ว่ามันได้ถูกมอบให้แก่เขาอย่างยุติธรรม

 

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

إنَّ الله قد قسّمَ لكلِّ وارثٍ نصيبَه من الميراث، ولا تجوز لوارثٍ وصيتُه ولا تجوز وصيةٌ في أكثرَ من الثلث، والولدُ للفراش وللعاهر الحجر. مَن ادَّعَى إلى غيرِ أبيه أو تولَّى غيرَ موالِيه فعليه لعنةُ الله والملائكة والناس أجمعين، فليبلغ الشاهد الغائب.

 

     แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดส่วนแบ่งของทายาทแต่ละคนจากกองมรดกไว้อย่างชัดเจนแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ทายาทได้รับวะศียัตหรือพินัยกรรมอีก และวะศียัตหรือพินัยกรรมก็จะต้องไม่เกินหนึ่งในสามจากกองมรดกทั้งหมด (นั่นคือทายาทที่เกิดจากพ่อแม่ที่แต่งงานกันถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนานั้นจะได้รับการคุ้มครองให้เป็นทายาทอันชอบธรรม จะได้รับการสืบทอดสายตระกูลจากผู้เป็นพ่อ และจะได้รับสิทธิจากการจัดแบ่งมรดกของพ่อ ) ..

 

     ส่วนสำหรับลูกที่เกิดนอกสมรสนั้นเป็นสิทธิของผู้เป็นแม่ ไม่อาจสืบทอดจากผู้เป็นพ่อได้ (นั่นก็หมายความว่า ลูกนอกสมรสหรือลูกซินานั้น ไม่อาจสืบทอดสายตระกูลจากผู้เป็นพ่อได้ ไม่มีสิทธิในมรดกของพ่อ แต่จะสืบทอดจากผู้เป็นแม่แทน เพราะไม่แน่ชัดว่าใครคือพ่อ ซึ่งจะมีความเกี่ยวพันกับสิทธิต่าง ๆในเรื่องของการรับมรดกและเรื่องอื่น ๆอีกมากมาย ดังนั้น บทบัญญัติศาสนาจึงได้สั่งห้ามการทำซินา เพราะการทำซินาก่อเกิดลูกหลานที่ไม่แน่ชัดในเรื่องของสายตระกูล ) ..

 

     และส่วนผู้ใดที่อ้างตนเป็นลูกของผู้ที่ไม่ใช่พ่อของตนเอง หรือผู้ใดที่ยอมรับผู้ที่ไม่ใช่ลูกของตนว่าเป็นลูกของตนเองนั้น บุคคลดังกล่าวนี้จะถูกสาปแช่งทั้งจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งจากบรรดามะลาอิกะฮฺ และบรรดามนุษยชาติ 

 

          นั่นก็คือ อิสลามไม่อนุญาตให้มีการรับผู้อื่นเป็นลูกบุญธรรมโดยยอมรับเสมือนว่าเป็นลูกของตนเอง เพราะจะทำให้เขาได้รับสิทธิต่าง ๆ จากพ่อบุญธรรม ซึ่งมันไปกระทบกับสิทธิของผู้เป็นลูกที่แท้จริง หรือกระทบกับทายาทคนอื่น ๆ ที่พวกเขาพึงได้รับ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า อิสลามห้ามรับเด็กมาเลี้ยง เราสามารถรับเลี้ยงเด็กได้ แต่เขาต้องไม่ได้รับสิทธิต่าง ๆตามที่ลูกจริง ๆได้รับ นั่นก็คือ ท่านนบีได้เน้นย้ำให้เราให้ความสำคัญกับการจัดแบ่งมรดกให้มันถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนา และลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง

 

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ดังกล่าวข้างต้นก็คือ บางส่วนของคุฏบะฮฺวะดาอ์ ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัลลัม ได้ให้คำตักเตือนไว้ ณ ทุ่งอะเราะฟะฮฺ ในปีฮิจญเราะฮฺที่ 10 จึงเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่เราจะได้นำคำตักเตือนทั้งหมดนั้นมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งท่านนบีได้เน้นย้ำว่า ในการรวมตัวกันในวันกิยามะฮฺนั้น เราจะต้องถูกสอบสวน ถูกพิพากษาตัดสินในการกระทำทั้งหมดของเราที่ได้กระทำไว้บนโลกดุนยานี้ ดังนั้น ก็ขอให้เราได้ระมัดระวังตัวในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา พยายามให้มันอยู่ในเรื่องราวของบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตามที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนำมาสั่งสอนเราทั้งหมด อย่าได้หันเหออกจากบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเป็นอันขาด

 

          สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดให้เราเป็นผู้ที่ยอมจำนนต่อบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างสุดกำลังความสามารถ ขอพระองค์โปรดให้เราเป็นผู้ที่เสียชีวิตในสภาพที่นอบน้อมยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยสิ้นเชิง

 

 

( คุฏบะฮฺวันศุกร์ มัสญิดดารุลอิหฺซาน บางอ้อ )

 

 

 

slot88 slot gacor slot gacor hari ini https://math.iitm.ac.in/data/bocoran-slot-tergacor/2022/index.php