ยอมจำนนต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา
  จำนวนคนเข้าชม  940

 

ยอมจำนนต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา

 

คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ขอให้เราได้ร่วมกันกล่าวตะฮฺมี๊ด..อัลฮัมดุลิลลาฮ... กล่าวตะฮฺลี๊ล..ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ... กล่าวตักบีร ..อัลลอฮุอักบัร .. เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และได้ชุกูร ขอบคุณในเนี๊ยะอฺมะฮฺ ความเมตตา ความโปรดปรานที่พระองค์ได้ทรงมอบแก่เรา และทรงให้เราได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้ อันเป็นวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะฮฺ เดือนสุดท้ายแห่งปีปฏิทินอิสลาม เพื่อร่วมกันละหมาดอีดเนื่องในวันอีดิ๊ลอัฎฮา วันเฉลิมฉลองการเชือดสัตว์เพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อันเป็นการปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

 

          และนั่นแสดงว่า ในขณะนี้ ผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์อยู่ที่นครมักกะฮฺ ซาอุดิอารเบีย พวกเขาได้ผ่านพ้นช่วงของการวุกุฟที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ อันเป็นขั้นตอนสำคัญที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการประกอบพิธีหัจญ์แล้ว ...ส่วนสำหรับเราที่อยู่ ณ ที่นี้ ยังไม่มีโอกาสไปทำหัจญ์ในปีนี้ แต่เราก็ได้ปฏิบัติอิบาดะฮฺต่าง ๆในช่วงสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺรวมถึงวันนี้ด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การทำอิบาดะฮฺต่าง ๆจะมีความประเสริฐอย่างมากมาย 

 

          อีกทั้งยังได้รับผลบุญตอบแทนมากกว่าการปฏิบัติอิบาดะฮฺในเดือนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การถือศีลอด การขอดุอาอ์ การซิกรุลลอฮฺ การอิสติฆฟาร การเตาบะฮฺตัว การบริจาค หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงรัก ทรงชอบ ทรงโปรดที่จะให้เราทำ จึงขอให้เราได้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดอย่าให้อิบาดะฮฺต่าง ๆของเราสูญเปล่า และโปรดทรงตอบรับการทำอิบาดะฮฺต่าง ๆของเราในช่วงสิบวันแรกของเดือนนี้ด้วย เพื่อที่เราจะได้รับผลบุญตอบแทนอย่างมากมายจากพระองค์

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย วันนี้คือวันอีดิ๊ลอัฎฮา หรือวันนะฮัร เป็นวันเชือด และอีกสามวันหลังจากวันนี้ ก็คือวันที่เราเรียกว่าวันตัชรี๊ก วันแห่งการกินการดื่ม และกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ ซึ่งอิบาดะฮฺสำคัญที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์จะให้เราทำเป็นอย่างยิ่งในวันเหล่านี้ และเป็นอิบาดะฮฺที่ถือเป็น سُنَّةٌ مُؤَكَّدَةٌ ซุนนะฮฺมุอั้กกะดะฮฺ ก็คือซุนนะฮฺที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมส่งเสริมให้เราทำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน หากเรามีความสามารถที่จะทำได้ อิบาดะฮฺนั้นก็คือ การทำอุฏฮียะฮฺ หรือที่เรียกว่าการเชือดกุรบาน

 

          อัลหะดีษ ( حسن غريب ) ในบันทึก อิมามอัตติรฺมีซีย์ อิมามอิบนุ มาญะฮฺ รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ อุมมุลมุอ์มินีน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

ما عَمِلَ آدَمِيٌّ من عملٍ يومَ النَّحْرِ أحَبَّ إلى اللهِ من إهراقِ الدَّمِ إنه لَيَأْتِي يومَ القيامةِ بقُرونِها وأشعارِها وأظلافِها وإنّ الدَّمَ لَيَقَعُ من اللهِ بمكانٍ قبلَ أن يقعَ من الأرضِ فطِيبُوا بها نَفْسًا.

 

          ในวันนะฮัร(หรือก็คือวันอีดิ๊ลอัฎฮา)นั้น ไม่มีการงานใดสำหรับลูกหลานของอาดัม (ก็หมายถึงตัวเรา )ที่เมื่อเราทำแล้ว จะเป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ดียิ่งไปกว่าการหลั่งเลือด(สัตว์ นั่นก็หมายถึงการเชือดกุรบาน ...ไม่มีการงานอะไรที่จะดียิ่งไปกว่าการเชือดกุรบ่านอีกแล้ว ในวันอีดิ๊ลอัฎฮานี้) ...( เพราะ )แท้จริง ในวันกิยามะฮฺนั้น สัตว์ที่ถูกนำมาเชือดนั้น มันจะถูกนำมาพร้อมกับเขาของมัน เล็บของมัน และขนของมัน ..และเลือดที่ไหลออกมาขณะเชือดนั้น จะถูกตอบรับ ณ ที่อัลลอฮฺ ก่อนที่มันจะตกถึงพื้นดินเสียอีก (นั่นก็หมายถึงว่า เราจะได้รับผลบุญตอบแทนอย่างรวดเร็วจากการทำกุรบ่านนั้น และได้รับผลบุญตอบแทนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะแม้แต่เขาของมัน เล็บของมัน เส้นขนของมัน ซึ่งเราแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมัน แต่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะอาลาจะทรงให้เราได้รับผลบุญทั้งหมดจากสิ่งเราไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมันด้วย )...

 

          ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายจงทำใจให้ดีต่อการกระทำดังกล่าว หมายความว่า เมื่อท่านจะทำกุรบ่านหรือเชือดกุรบ่าน ท่านก็จงทำใจให้บริสุทธิ์ ตั้งเจตนาว่าที่ท่านทำทั้งหมดนี้ก็เพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาองค์เดียวเท่านั้น แล้วก็ไม่ต้องไปเสียดายอะไร ไม่ต้องไปเสียดายเงิน ไม่ต้องไปเสียดายเนื้อที่จะถูกแจกจ่ายไป แต่ให้เราได้ดีใจว่า ทั้งหมดที่ทำกุรบานไปนั้น เราจะได้รับรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างแน่นอน อย่างรวดเร็ว และอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

 

          ส่วนสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะทำกุรบานได้ ก็ไม่เป็นที่น่าตำหนิสำหรับเขา เพราะเขาไม่มีความสามารถที่จะทำ ..แต่สำหรับผู้ที่มีความสามารถที่จะทำกุรบานได้นั้น แต่เขากลับไม่ทำ กรณีอย่างนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวถึงพวกเขาไว้

         อัลหะดีษ (หะซัน) ในบันทึกของอิมามอิบนุ มาญะฮฺ อิมามอะหฺมัด รายงานจากท่านอะบีหุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

"مَنْ كَانَ لَهُ سَعَةٌ، وَلَمْ يُضَحِّ، فَلَا يَقْرَبَنَّ مُصَلَّانَا"

 

ผู้ใดที่มีความสามารถทำกุรบานได้ แต่เขาไม่ทำ เขาก็อย่าได้เข้าใกล้ที่ละหมาดของเรา

 

          ท่านนบีบอกว่า فَلَا يَقْرَبَنَّ مُصَلَّانَا อย่าเข้าใกล้มุศ็อลลา ไม่ได้ใช้คำว่ามัสญิด นั่นหมายถึงว่า ในสภาวะปกติ ท่านนบีจะละหมาดอีดที่มุศ็อลลา ไม่ใช่ในมัสญิด ..ท่านนบีบอกว่า คนที่มีความสามารถที่จะทำกุรบานได้ แล้วเขาไม่ทำ ก็จงอย่าเข้าใกล้สถานที่ละหมาดวันอีด ทั้ง ๆที่ในวันอีดนั้น ท่านนบีส่งเสริมให้ทุกคนออกมารวมกันในสถานที่ละหมาด แม้แต่หญิงมีประจำเดือนก็ยังให้ออกมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกันในสถานที่ละหมาดนั้น นั่นแสดงว่า การเชือดกุรบานเป็นเรื่องที่สมควรที่จะปฏิบัติกันเป็นอย่างยิ่ง หากเขามีความสามารถที่จะทำได้

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย การเชือดกุรบานนั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาปรากฏอยู่ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัศศ็อฟฟาต อายะฮฺที่ 100 – 110 ซึ่งอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเล่าเรื่องราวของท่านนบีอิบรอฮีมกับท่านนบีอิสมาอีล อะลัยฮิมัสสลาม ที่พระองค์ทรงมีคำสั่งให้ท่านนบีอิบรอฮีม เชือดท่านนบีอิสมาอีล บุตรชายของท่าน ...เรื่องราวโดยสรุปก็คือว่า

 

          ในค่ำคืนวันที่ 8 ซุลหิจญะฮฺ ท่านนบีอิบรอฮีมได้ฝัน ซึ่งความฝันของบรรดานบีนั้น ถือเป็นวะฮีย์ที่มาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ..ในค่ำคืนวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ ท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้ฝันเช่นเดิมอีก ครั้นถึงวันที่ 10 ซุลหิจญะฮฺ ท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้ฝันเช่นเดิม ท่านนบีอิบรอฮีมได้เห็นในความฝันว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงมีคำสั่งให้ท่านเชือดท่านนบีอิสมาอีล บุตรชายของท่าน ซึ่งในขณะนั้น ตัฟซีรอธิบายว่า ท่านนบีอิสมาอีลยังเป็นเด็กอายุประมาณ 13 ปี .. ท่านนบีอิบรอฮีมจึงได้นำท่านนบีอิสมาอีลไปยังตำบลมินา พร้อมกับเชือกและมีดอันคมกริบ เมื่อมาถึง ท่านนบีอิบรอฮีมได้กล่าวกับท่านนบีอิสมาอีล ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัศศ็อฟฟาต อายะฮฺที่ 102 - 107 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลาทรงเล่าว่า ท่านนบีอิบรอฮีมได้กล่าวกับท่านนบีอิสมาอีลว่า

 

قاَلَ يَا بُنَيَّ إِنِّيْ أَرَى فِي الْمَنَامِ أَنِّيْ أَذْبَحُكَ فَانْظُرْ مَاذَا تَرَى

 

โอ้ลูกเอ๋ย แท้จริงพ่อได้เห็นในฝันว่า พ่อได้เชือดเจ้า .. (ดังนั้น)จงคิดดูซิว่า เจ้าจะเห็นเป็นอย่างไร ?”

 

ท่านนบีอิสมาอีลตอบว่า

 

قاَلَ يَا اَبَتِ افْعَلْ مَا تُؤْمَرُسَتَجِدُنِيْ اِنْ شَاءََ اللهُ مِنَ الصَّابِرِيْنَ

 

โอ้พ่อจ๋า จงปฏิบัติตามที่พ่อได้ถูกบัญชามาเถิด หากอัลลอฮฺ ทรงประสงค์ พ่อจะเห็นว่าผมนั้นอยู่ในบรรดาผู้อดทน

 

فَلَمَّا اَسْلَمَا وَتَلَّهُ لِلْجَبِيْنِ

 

ครั้นเมื่อทั้งสองได้ยอมมอบตัว ยอมจำนนต่อคำสั่งของอัลลอฮฺแล้ว อิบรอฮีมก็ให้อิสมาอีลนอนคว่ำหน้าลงบนพื้น

 

وَنَٰدَيۡنَٰهُ أَن يَٰٓإِبۡرَٰهِيمُ

 

และเราได้เรียกเขาโอ้ อิบรอฮีม

 

قَدۡ صَدَّقۡتَ ٱلرُّءۡيَآۚ إِنَّا كَذَٰلِكَ نَجۡزِي ٱلۡمُحۡسِنِينَ

 

แน่นอน เจ้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามความฝันแล้ว ..แท้จริง ดังกล่าวนี้แหละ เราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย

 

         นั่นก็คือ เมื่อท่านนบีอิบรอฮีมได้นำเชือกมามัดท่านนบีอิสมาอีล และท่านนบีอิสมาอีลได้คว่ำหน้าลงกับพื้น มีรายงานกล่าวว่า ท่านนบีอิบรอฮีมได้นำมีดอันคมกริบนั้นไปวางที่ต้นคอของนบีอิสมาอีล แล้วเชือดเต็มกำลัง แต่มีดอันคมกริบนั้นก็ไม่สามารถผ่านผิวหนังที่คอของท่านนบีอิสมาอีลไปได้เลย ท่านนบีอิสมาอีลจึงบอกให้ท่านนบีอิบรอฮีมแก้เชือกที่มัดแขนและขาของท่านออก แล้วให้เชือดอีกครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านเต็มใจที่จะถูกเชือด ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด และให้ท่านนบีอิบรอฮีมเชือดท่านให้แรงกว่านี้อีก แล้วท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้เชือดท่านนบีอิสมาอีลอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า ก็ยังไม่สามารถเชือดได้

 

     ท่านนบีอิสมาอีลจึงได้กล่าวว่า .. โอ้พ่อครับ ความรักของพ่อที่มีต่อผม ทำให้พ่ออ่อนแอลงอย่างนั้นหรือ ? ... 

 

          ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอแต่อย่างใด ไม่ใช่ความอ่อนแอทางร่างกายที่เชือดไม่ไหว แล้วก็ไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ ไม่ใช่เพราะอีมานอ่อนลง จึงไม่อยากเชือด.. แต่เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้เหตุผลว่า นี่มันคือการทดสอบ การที่เชือดไม่เข้านั้นเป็นเพราะเขาทั้งสองนั้นได้ผ่านการทดสอบของพระองค์แล้ว

 

إِنَّ هَٰذَا لَهُوَ ٱلۡبَلَٰٓؤُاْ ٱلۡمُبِينُ

 

แท้จริงนี่คือ การทดสอบอย่างชัดเจน

 

وَفَدَيۡنَٰهُ بِذِبۡحٍ عَظِيمٖ

 

และเราได้ให้ค่าไถ่ตัวเขาด้วยสัตว์เชือดพลีอันยิ่งใหญ่

 

         นั่นก็เป็นเพราะ อัลลออฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสัญญาว่า จะทรงตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงตอบแทนทั้งสามท่าน ทั้งท่านนบีอิบรอฮีม ท่านนบีอิสมาอีล และพระนางฮาญัรที่มีหัวใจที่ยอมจำนนต่อความประสงค์ของพระองค์อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงให้ไถ่ตัวท่านนบีอิสมาอีลด้วยสัตว์พลีอันยิ่งใหญ่ ตามรายงานกล่าวว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้ท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลามนำแกะที่มีรูปร่างสวยงาม แข็งแรงสมบูรณ์มามอบแด่ท่านนบีอิบรอฮีม เพื่อให้ท่านเชือดแกะตัวนั้นถวายพลีแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นการไถ่ตัวท่านนบีอิสมาอีล ...

 

          นั่นก็คือ เรื่องราวโดยสรุป อันเป็นที่มาของการเชือดกุรบานในวันนี้ ซึ่งอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงนำมาเล่าให้เป็นข้อเตือนใจ ให้เราได้รับรู้ ได้เรียนรู้ถึงความเสียสละของทั้งท่านนบีอิบรอฮีม ท่านนบีอิสมาอีล และพระนางฮาญัร ทุกท่านต่างเสียสละ เป็นการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ อันเนื่องมาจากความศรัทธาและความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างแท้จริง จึงนำมาซึ่งการยอมจำนนต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยสิ้นเชิง ถึงแม้คำสั่งนั้นจะนำมาซึ่งการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับตนเองก็ตาม แต่ทั้งสามท่านกลับให้ความสำคัญต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเหนือความต้องการของตัวเอง นี่คือการยอมจำนนต่อความประสงค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างแท้จริงและอย่างสิ้นเชิง

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย จากเรื่องราวดังกล่าวข้างต้น ..ขอให้เราได้หันกลับมามองตัวเรา เราประกาศตัวเป็นมุสลิม เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราได้ยอมจำนนต่อพระองค์ ยอมจำนนต่อบทบัญญัติของพระองค์อย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน ? ...ในสภาพสังคมในยุคปัจจุบันนี้ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกัญชากัญชง เรื่องของยาเสพติด เรื่องของเหล้า สุรายาเมา เรื่องของการพนัน เรื่องของบ่อนคาสิโน และอีกหลายต่อหลายเรื่อง ที่เป็นเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนา แต่ได้มีการพยายามทำให้มันเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายบ้านเมือง ..แล้วเราได้มีท่าทีต่อเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาอย่างไร ? 

 

        หรือแม้แต่ในเดือนมิถุนายนนี้ ที่ได้มีการประกาศให้เป็นเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ มีการเปิดพื้นที่การแสดงออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเรื่องที่ต้องหลบ ๆซ่อน ๆ ก็มีวิธีการที่จะทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการเฉลิมฉลอง มีการเดินพาเหรดดีใจที่พวกเขาได้มีสิทธิมีเสียงในสังคม มีการส่งเสริมการสมรสเท่าเทียม.. ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาของเราทั้งสิ้น และเป็นเรื่องที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกลัวว่าจะเกิดกับประชาชาติของท่านมากที่สุด

 

         อัลหะดีษ (เศาะหิหฺ ) ในบันทึกของอิมามอัตติรฺมีซีย์ รายงานจากท่านญาบิร อิบนิ อับดิลลาฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

إِنَّ أَخْوَفَ مَا أَخَافُ عَلَى أُمَّتِي عَمَلُ قَوْمِ لُوطٍ

 

          “แท้จริง สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดว่าจะเกิดกับประชาชาติของฉัน ก็คือ การที่ประชาชาติของฉันมีพฤติกรรมเหมือนกับประชาชาติของท่านนบีลูฏ

 

        ..แล้วพฤติกรรมของประชาชาติของท่านนบีลูฏเป็นอย่างไร ?

 

          ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลอันกะบูต อายะฮฺที่ 28 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเล่าว่า

 

وَلُوطًا إِذْ قَالَ لِقَوْمِهِ إِنَّكُمْ لَتَأْتُونَ الْفَاحِشَةَ مَا سَبَقَكُم بِهَا مِنْ أَحَدٍ مِّنَ الْعَالَمِينَ

 

     และจงรำลึกถึงเรื่องราวของลูฏ เมื่อเขาได้เรียกร้องประชาชาติของเขาว่า แน่นอน พวกท่านได้นำ الْفَاحِشَةَ อัลฟาฮิชะฮฺ มา ซึ่งไม่มีประชาชาติใดบนหน้าโลกนี้ทำมันมาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว

 

     ประชาชาติของท่านนบีลูฏนำอัลฟาฮิชะฮฺ ซึ่งไม่เคยมีประชาชาติใดเคยทำมันมาก่อนเลย พวกเขาเป็นประชาชาติแรกที่ทำมัน ซึ่งอัลฟาฮิชะฮฺนั้นคืออะไร ?

 

     ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัชชุอะรออ์ อายะฮฺที่ 165 – 166 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

 

أَتَأۡتُونَ ٱلذُّكۡرَانَ مِنَ ٱلۡعَٰلَمِينَ

 

พวกท่านเข้าหาบรรดาผู้ชายในหมู่ผู้คนบนหน้าโลกนี้อย่างนั้นหรือ?”

 

وَتَذَرُونَ مَا خَلَقَ لَكُمۡ رَبُّكُم مِّنۡ أَزۡوَٰجِكُمۚ بَلۡ أَنتُمۡ قَوۡمٌ عَادُونَ

 

     และพวกท่านปล่อยทิ้งคู่ครองของพวกท่าน ที่เป็นสิ่งที่ดียิ่งที่พระเจ้าของพวกท่านทรงสร้างไว้ให้แก่พวกท่านอย่างนั้นหรือ ?

     หามิได้ พวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืน ผู้ล่วงละเมิดขอบเขต

 

         นั่นก็หมายความว่า ประชาชาติของท่านนบีลูฏที่เป็นเพศชายนั้นไม่นิยมในเพศหญิง พวกเขาทิ้งคู่ครองที่เป็นเพศหญิงของพวกเขา ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงอนุมัติจัดให้ เพื่อให้พวกเขามีความสุขอย่างแท้จริง แต่พวกเขากลับฝ่าฝืน ล่วงละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันทางทวารหนัก ซึ่งไม่ใช่ที่ทางของมัน เพราะทวารหนักเป็นที่สำหรับระบายกากอาหารที่มันเน่าบูด มันเป็นที่ระบายของเสียออกจากร่างกาย ไม่ใช่ที่สำหรับมีเพศสัมพันธ์กัน ...ซึ่งสิ่งนี้รวมถึง การที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขาทางทวารหนักด้วย อย่างนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน

 

         อัลหะดีษ (เศาะหิหฺ) ในบันทึกของอิมามอะบีดาวูด รายงานจากท่านอะบูหุรอยเราะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

حَائِضًا أَوْ امْرَأَةً فِي دُبُرِهَا أَوْ كَاهِنًا فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ مَنْ أَتَى وَسَلَّمَ "

 

ใครที่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขาขณะที่เธอมีรอบเดือน และหรือทางทวารหนักของเธอ นั่นได้เป็นกุฟุรต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่มุฮัมมัดแล้ว

 

          นั่นแสดงว่า การมีเพศสัมพันธ์กันทางทวารหนักเป็นเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างร้ายแรง เป็นความวิบัติ เป็นความอุบาทว์ นำมาซึ่งความหายนะ และก่อเกิดโรคภัยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งท่านนบีลูฏได้มาทำหน้าที่ตักเตือนเรียกร้องพวกเขาให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเสีย ทำหน้าที่อยู่หลายปี แต่พวกเขาก็ไม่ยอมเลิก ยังคงดื้อดึงฝ่าฝืน หนำซ้ำยังขับไล่ท่านนบีลูฏให้ออกไปจากเมือง พวกเขาบอกกับท่านนบีลูฏว่า .. ท่านกับพวกพ้องของท่านเป็นประชาชาติที่สะอาด ไม่มีพฤติกรรมเหมือนพวกเรา ดังนั้น พวกท่านจงออกไปจากเมือง อย่ามาอยู่รวมกับพวกเราคนชั่วเลย ... ตรงนี้อยู่ในซูเราะฮฺอัลนัมล์ อายะฮฺที่ 56 

 

           พวกเขาท้าท้าย แทนที่จะคิดไตร่ตรองสิ่งถูกสิ่งผิด แก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่า พฤติกรรมที่ตัวเองทำเป็นสิ่งผิดชั่วอย่างร้ายแรง แต่ก็ยังคงฝ่าฝืนดื้อดึง ถึงขนาดว่า ท่านนบีลูฏจะยกลูกสาวให้แก่พวกเขา ซึ่งเป็นการเสียสละอย่างยิ่งของท่านนบีลูฏ เพื่อให้พวกเขาละเลิกพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้พวกเขาได้รักษาบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการ ..ท่านนบีลูฏสุดจะทน ท่านบอกกับพวกเขาว่า

 

قَالَ إِنِّي لِعَمَلِكُم مِّنَ ٱلۡقَالِين     “พฤติกรรมของพวกท่านนี้ ฉันเกลียดอย่างที่สุด

 

         ...อัลกอลีน ٱلۡقَالِين หมายถึง โกรธมาก เกลียดมาก เกลียดพฤติกรรมอย่างนี้มาก... ท่านนบีลูฏจึงได้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาให้ทรงช่วยเหลือท่านและพวกพ้องของท่านให้พ้นจากพฤติกรรมอันชั่วช้าของพวกเขาด้วยเถิด

 

         ดังนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจึงทรงส่งการลงโทษมายังพวกเขา ด้วยการลงโทษสี่ประการอย่างต่อเนื่อง โดยที่พระองค์ไม่เคยทรงลงโทษประชาชาติใดด้วยการลงโทษอย่างต่อเนื่องเช่นนี้มาก่อนเลย

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

        ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

 

การลงโทษประการที่หนึ่ง

         

        ในซูเราะฮฺอัลเกาะมัร อายะฮฺที่ 37 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

فَطَمَسْنَا أَعْيُنَهُمْ “...ดังนั้นเราจึงทำให้นัยน์ตาของพวกเขาบอดลง...”

 

การลงโทษประการที่สอง

 

        ในซูเราะฮฺอัลฮิจญรฺ อายะฮฺที่ 73 – 75 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

فَأَخَذَتْهُمُ الصَّيْحَةُ مُشْرِقِينَ   “ดังนั้น เสียงกัมปนาทได้คร่าพวกเขาเมื่อเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น

 

การลงโทษประการที่สาม

 

فَجَعَلْنَا عَالِيَهَا سَافِلَهَا   “แล้วเราได้พลิกกลับส่วนบนของมันเป็นส่วนล่าง

 

        ตัฟซีรอธิบายว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้มะลาอิกะฮฺช้อนปีกไปใต้แผ่นดินที่พวกเขาอยู่อาศัย แล้วก็ยกขึ้นสูงสุด แล้วก็พลิกกลับลงมา ซึ่งนักประวัติศาสตร์บอกว่า แผ่นดินตรงนั้นก็คือ อัลบะหฺรุลมัยยิต หรือที่เราเรียกว่า ทะเลสาบเดดซี والله أعلم .

 

การลงโทษประการที่สี่

 

وَأَمْطَرْنَا عَلَيْهِمْ حِجَارَةً مِّن سِجِّيلٍ    “และเราได้ให้หินจากนรกหล่นลงมาทับพวกเขา

 

         คำอธิบายในซูเราะฮฺฮูด อายะฮฺที่ 83 กล่าวว่า หินนี้เป็นหินแกร่ง ที่ถูกทำเครื่องหมายมาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ใช่หินบนหน้าโลกนี้ แต่เป็นหินจากนรกที่มีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงที่ลงมาจากฟากฟ้า ลงมาอย่างฝน ไม่ใช่ลงมาทีละก้อนๆ แต่ลงมาอย่างหนาแน่นไปหมด

 

...ทั้งหมดนี้ด้วยเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

         นั่นก็คือ การลงโทษอันรุนแรงและหนักหน่วง บ่งบอกให้ทราบถึงว่า พฤติกรรมของประชาชาติของท่านนบีลูฏนั้น เป็นความชั่วช้าสามานย์อย่างยิ่ง ซึ่งพฤติกรรมนี้ รวมไปถึงพฤติกรรมของรักร่วมเพศทั้งหมด รวมถึงเรื่องราวของความหลากหลายทางเพศทั้งหมด ...ชายรักชาย หญิงรักหญิง .. ชายเลียนแบบหญิง หญิงเลียนแบบชาย...อยู่ในเรื่องราวนี้ทั้งหมด เป็นพฤติกรรมที่ถูกประณามสาปแช่งทั้งสิ้น และเป็นเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาอย่างชัดเจน

 

         แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีเหมือนกันที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงทดสอบคนบางคน โดยทรงสร้างให้เขามีอวัยวะเพศทั้งของชายและหญิงอยู่ในร่างกายเดียวกัน หรือบางคนอาจจะไม่มีอวัยวะเพศทั้งสองเลย มีแต่เพียงช่องทางเป็นทางออกของปัสสาวะเท่านั้น ซึ่งคนประเภทนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า คุณซา خُنثَى แต่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ได้ทรงให้เกียรติพวกเขา ให้ความสำคัญกับพวกเขา ให้พวกเขาได้มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับคนปกติทั่ว ๆไป เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงกำหนดบทบัญญัติต่างๆ อย่างชัดเจนสำหรับพวกเขา รวมถึงการที่พวกเขามีสิทธิในกองมรดกอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิสลามไม่ได้ทอดทิ้ง หรือปล่อยปละละเลยพวกเขา นี่แสดงให้เห็นถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ของอิสลามอย่างแท้จริง....

 

          ในขณะที่คนบางคนมีพฤติกรรมที่เลียนแบบเพศตรงข้าม เป็นผู้ชายแต่เลียนแบบพฤติกรรมให้เหมือนผู้หญิง ในส่วนของผู้หญิงก็เลียนแบบพฤติกรรมให้เหมือนเพศชาย โดยพฤติกรรมไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่มีความตั้งใจเลียนแบบพฤติกรรมให้ตรงข้ามกับเพศที่แท้จริงของตัวเองทั้งคำพูดและกิริยาท่าทาง ..กรณีอย่างนี้ ท่านนบีสาปแช่ง. ..แต่ในส่วนของคนที่มีลักษณะโดยธรรมชาติ ไม่ได้เลียนแบบพฤติกรรมของเพศตรงข้าม แต่มีคำพูด หรือกิริยาท่าทางตรงข้ามกับเพศที่แท้จริงของตัวเอง...กรณีอย่างนี้เป็นข้อยกเว้น ไม่ถือเป็นโทษ ไม่มีบาปสำหรับเขา หากแต่เขาต้องพยายามระวังควบคุมพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้เกินเลยขอบเขต หรือพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องดูแลควบคุมลูกหลานที่มีลักษณะแบบนี้ให้ดี อย่าให้ทำอะไรเกินเลยขอบเขตของศาสนาจนเข้าข่ายการเบี่ยงเบนทางเพศ เพราะโทษที่จะได้รับมันรุนแรงหนักหนามาก

 

     อัลหะดีษ ( เศาะหิหฺ ) ในบันทึกของอิมามอะบูดาวูด รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

مَنْ وَجَدْتُـمُوْهُ يَـعْمَلُ عَمَلَ قَوْمِ لُوطٍ فَاقْتُلُوا الفَاعِلَ وَالمَفْعُولَ بِـهِ

 

บุคคลใดจากพวกท่านทั้งหลาย ได้ปฏิบัติเหมือนกลุ่มชนของท่านนบีลูฏ จงประหารชีวิตผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

 

         ก็คือ การถูกประหารชีวิตทั้งคนทำและคนถูกกระทำ รวมถึงการถูกประณามสาปแช่ง ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันความเลวร้าย ความเลวทรามที่จะเกิดขึ้นในสังคม

 

          ดังนั้น เมื่อเราประกาศตัวเป็นมุสลิม เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราจึงมีหน้าที่ที่ต้องยอมจำนนต่อบทบัญญัติศาสนาของพระองค์ ไม่ประพฤติปฏิบัติในเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาอย่างเด็ดขาด ...ในเมื่อสังคมทุกวันนี้มันบิดเบี้ยว มันบิดเบือน มีการทำเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาให้มันเป็นเรื่องที่ถูกกฏหมายบ้านเมือง เราจึงต้องไม่ยอมรับในเรื่องนี้ เราต้องไม่ทำมัน อีกทั้งยังต้องไม่ไปสนับสนุน ไม่ไปเข้าร่วม ไม่เป็นข้องเกี่ยว แม้ว่าเราจะไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนพวกเขา ไม่ได้ลงมือทำเอง แต่แม้แค่เพียงไปสนับสนุน อย่างนี้ บทลงโทษก็เท่าเทียมหรือเช่นเดียวกับผู้ที่ลงมือกระทำ...ดังเช่น ภรรยาของท่านนบีลูฏที่นางไม่ได้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ แต่นางมีพฤติกรรมสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องนี้ เห็นดีเห็นงามไปกับพวกเขา ไม่คัดค้านการกระทำของพวกเขาเลย บทลงโทษของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจึงลงมาถึงนางเช่นเดียวกัน

 

          โดยที่ก่อนการลงโทษ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้มะลาอิกะฮฺมาแจ้งให้ท่านนบีลูฏและครอบครัวของท่าน ตลอดจนผู้ที่เชื่อฟังท่านให้เดินทางออกจากเมืองไป โดยห้ามหันหลังกลับมามองการลงโทษอย่างเด็ดขาด ในขณะที่เดินทางใกล้จะพ้นเขตเมืองแล้ว การลงโทษก็มาถึง เมื่อเกิดเสียงดังกัมปนาท มีการร้องโหยหวน ท่านนบีลูฏและทุกคนผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย ยกเว้น ภรรยาของท่านนบีลูฏ ที่อดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปมองพวกพ้องของพวกนาง ดังนั้น นางก็เลยถูกลงโทษไปด้วย ....ตรงนี้อยู่ในซูเราะฮฺอัชชุอะรออ์ อายะฮฺที่ 171 -172 ในซูเราะฮฺอัลนัมล์ อายะฮฺ 57 ก็มีกล่าวไว้...

 

         ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากเราไม่สามารถที่จะหยุดยั้งสิ่งไม่ดีไม่งามเหล่านี้ได้ อย่างน้อย ๆ ใจของเราก็ต้องไม่ยอมรับในเรื่องที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาเหล่านี้ อย่าไปสนับสนุน อย่าไปส่งเสริม อย่าไปเข้าร่วมอย่างเด็ดขาด และพึงระมัดระวังตัวเรา ดูแล สอดส่องลูกหลานของเรา ตลอดจนผู้ที่อยู่ในความดูแลของเราให้ดี ละเว้นการกระทำหรือการเลี้ยงดูลูกหลานที่จะนำไปสู่การเบี่ยงเบนทางเพศ เช่น แต่งตัวเด็กชายให้เป็นเด็กหญิง แต่งตัวเด็กหญิงให้เหมือนเด็กชาย .. หรืออย่างพูดถึงลูกชายว่า นางทำอย่างนั้น นางทำอย่างนี้ ดังที่คนสมัยนี้เขาชอบพูดกัน ฟังแล้วก็ชวนสับสนมึนงง ซึ่งมันเป็นต้นต่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบเพศตรงข้ามได้...นะอูซุบิลลาฮฺ มินซาลิก

          ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงโปรดคุ้มครองเรา ลูกหลานของเรา บุคคลในการดูแลของเรา และบุคคลในสังคมของเราให้พ้นจากพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านี้ด้วยเถิด

 

اللهُ أَكْبَرُ اللهُ أَكْبَرُ لاَ اِلهَ إِلاَّ اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ وَلِلهِ الْحَمْدُ

 

 

         ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก่อนจบคุฏบะฮฺในวันนี้ ขอเน้นย้ำว่า... ขอให้เราได้ระลึกอยู่เสมอว่า เราจะต้องกลับไปพบอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และจะต้องถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ เกี่ยวกับพฤติกรรม การกระทำต่าง ๆ ที่เราได้กระทำไว้บนโลกดุนยานี้อย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้เราพยายามดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างระมัดระวัง พยายามให้มันอยู่ในขอบเขตของบทบัญญัติศาสนา ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเข้มแข็ง และพึงระลึกอยู่เสมอว่า รากฐานการงานและอิบาดะฮฺทั้งหลายที่เราทำนั้น จะต้องตั้งอยู่บนหลัก 2 ประการคือ 

 

 

         อัลอิคลาศ คือทำการงาน ทำอิบาดะฮฺทั้งหมดเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแต่เพียงพระองค์เดียว โดยเราต้องไม่ยอมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือคนหนึ่งคนใดมามีภาคีร่วมกับพระองค์อย่างเด็ดขาด ต้องระมัดระวังเรื่องของการริยาอ์หรือการโอ้อวดที่มันอยู่ในหัวใจของเรา อย่าให้มันมาเจือปนในเจตนาของเราอย่างเด็ดขาด

 

 

          ประการที่สองก็คือ ให้การงานอิบาดะฮฺของเราทั้งหมดนั้นตรงตามรูปแบบ ตรงตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะรากฐานของการงานอิบาดะฮฺทั้งสองประการนี้ มันจะเป็นสาเหตุให้การงานอิบาดะฮฺต่าง ๆของเราที่เราลงทุนลงแรงทำไปตั้งมากมายได้การตอบรับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และจะทำให้เราได้รับความสำเร็จทั้งในโลกดุนยาและโลกอาคิเราะฮฺ

 

 

          สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดช่วยเหลือเรา ให้เราเป็นผู้ที่นอบน้อมยอมจำนนต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยสิ้นเชิงด้วยเถิด

 

 

تَقَبَّلَ اللهُ مِناَّ وَمِنْ كُمْ

كل عام وانتم بخير

 

 

( คุฏบะฮฺวันอีดิ๊ลอัฎฮา ปี ฮ..1444 - มิถุนายน พ..2566 มัสญิดดารุลอิหฺซาน บางอ้อ )