สะลัฟ ซุนนะฮ์ ไม่ร่วมบิดอะฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  608

สะลัฟ ซุนนะฮ์ ไม่ร่วมบิดอะฮ์

 

อาบีดีณ โยธาสมุทร  แปลเรียบเรียง

 

เข้าใจคำซะลัฟให้ถูก

 

          1) การจะเข้าใจคำพูดของซะลัฟท่านใดท่านหนึ่ง  อย่าง ท่านอิหม่าม อะฮฺหมัด  หรือ ท่านอื่นๆ رحمهم الله (โดยเฉพาะในเรื่องอะกีดะฮฺ) จำเป็นจะต้องเข้าใจไปบนฐานของการรับทราบถึงบริบทของการใช้คำพูดนั้นๆของท่านในทุกๆแง่มุม(ถ้าเป็นไปได้) ไม่ว่าจะเป็น สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ท่านพูด , กลุ่มชนที่ท่านพูดถึง และพูดด้วย  ตลอดจน ยังต้องเข้าใจคำของพวกท่าน บนฐานของการศึกษาคำพูดอื่นๆของท่านในเรื่องๆนั้นให้ครบด้วย  ไม่ใช่หยิบจับคำของท่านมาเข้าใจเองตามอำเภอใจ เพราะแบบหลังนี้ ไม่สามารถเรียกว่าเข้าใจคำของสะลัฟท่านนั้นๆ ในประเด็นๆนี้ได้อย่างถูกต้องตามที่ท่านหมายถึงแน่นอน

 

 

          2) เช่นเดียวกัน การทำความเข้าใจ คำรายงานมติเอกฉันท์ของซะลัฟ ในเรื่องใดๆ (โดยเฉพาะเรื่องอะกีดะฮฺ) ถ้ามีคำไหนที่ผู้รายงานใช้ในการเล่าถึงเนื้อหาของเรื่องที่เป็นมติเอกฉันท์ของพวกท่านแล้วปรากฎว่า  คำๆนั้น มันดูเหมือนจะเปิดช่องให้ฝ่ายผู้หลงผิดเอาไปปั่นเล่นได้ การที่เราจะเข้าใจคำๆนั้นได้อย่างถูกต้อง จึงจำเป็นต้องอาศัยกรอบความเข้าใจที่ได้จากข้อมูลใน ข้อ 1 เป็นฐานด้วยเสมอ จึงจะเข้าใจข้อมูลนี้ได้ถูก

 

 

          3) ส่วนคำพูดของซะลัฟท่านอื่นๆ  ที่เราไม่พบข้อมูลอื่นใดมาสนับสนุนหรือตีกรอบความเข้าใจเพื่อปิดช่องไม่ให้พวกที่หลงผิดเข้ามาปั่นเล่นได้ (ถ้ามีการที่เราจะเข้าใจข้อมูลในกลุ่มนี้ได้อย่างถูกต้อง จะเกิดขึ้นได้ด้วยการโยงเนื้อหาที่อยู่ในคำพูดเหล่านี้ กลับไปหา มติเอกฉันท์ที่มีการรายงานไว้ (คือ ใช้เนื้อหาของอิ้จม้าอฺ เป็นกรอบให้กับการสื่อความของคำพูดที่ ซะลัฟท่านนั้นๆ เลือกใช้) เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้  อิ้จมาอฺ  ที่มีการเล่าไว้ ก็คงต้องกลายไปเป็นอิ้จมาอฺปลอมๆที่ไร้ค่าไปทันทีโดยปริยาย

 

     สรุปคือการจะเข้าใจคำซะลัฟ  ต้องเอาคำพูดของท่านที่เป็น มุฮฺกัม  มาเป็นกรอบให้กับ คำ ที่ เป็นมุตะชาบิฮฺ

เอา คำที่เป็นมุฮฺกัม  มาเป็นกรอบให้กับคำรายงาน อิ้จมาอฺของพวกท่านในเรื่องนั้นๆ ที่มีการเล่าไว้

นำ อิ้จมาอฺ มาครอบคำมุตะชาบิฮฺ อื่นๆ  

نسأل الله التوفيق و السداد، والثبات على الحق إلى الممات، والفوز بالجنة و النجاة من النار .

 

 

 

เชคสุลัยมาน อั้รรุฮัยลียฺ    ฮะฟิศ่อฮุ้ลลอฮฺ

 

"แนวทางสะลัฟ(สะละฟียะฮฺ) 

คือ การยึดมั่นในกิตาบุ้ลลอฮฺ และซุนนะฮฺ ตามความเข้าใจของชาวสะลัฟศอและฮฺ 

คือ การยึดมั่นต่อตัวบทและคือ การมีความเป็นธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คนทั้งหมด

คือ การมีความมั่นคงในเจตนารมณ์ที่กล่าวมานี้ไว้ในทุกๆสภาพการณ์

คือ การพิจารณาสภาพของผู้คนด้วยมาตรฐานของศาสนบัญญัติ

 

          คำพูดและการกระทำของใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถนำมาใช้เพื่อตัดสินแนวทางสะลัฟได้ แต่ทว่าเกียรติยศของบุคคลไม่ว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิงจะปรากฏชัดขึ้นก็ด้วยกับการเข้ามายึดถือแนวทางๆนี้อย่างมั่นคงต่างหาก

 

          แนวทางสะลัฟ(สะละฟียะฮฺ) ไม่ใช่แนวทางที่ขึ้นกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะนับตั้งแต่ช่วงก่อตั้งซึ่งก็มีขี้นด้วยกับการมีขึ้นของอิสลามนั่นเอง ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้น 

ลูกน้อย เจ้าจงขึ้นมาโดยสารกับพวกเราเสียเถิด

 

          ขออัลลอฮฺโปรดทำให้เราและผู้ที่ต้องการจะอยู่บนทางที่ถูกต้องได้อยู่บนทางที่เที่ยงตรงด้วยเถิดและโปรดทรงทำให้เรามั่นคงอยู่บนแนวทางนี้ และโปรดประทานให้พวกเรามีความอดทนจนกว่าจะได้พบกับพระองค์ด้วยเถิด"

 

 

 

 เชคศอและฮฺ บุตร อัลดุลอะซีซ ซินดี้   ฮะฟิศ่อฮุ้ลลอฮฺ

 

          ทำไมชาวซุนนะฮฺจึงตีตัวออกห่างจากพวกที่บ่อนทำลายความเชื่อและต่อเติมศาสนา (พวกบิ้ดอะฮฺ)?

     1. เพื่อปกป้องศาสนาและรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของศาสนา ให้ยังคงอยู่ในสภาพเดิมดังที่เป็นมาตั้งแต่ตอนที่ศาสนาถูกประทานลงมาให้แก่ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม

 

     2. เพราะการลดตัวเข้าไปร่วมวง เป็นเหตุให้มีการคิดไปได้ว่า กำลังเห็นด้วยอยู่ ซึ่งถือเป็นการให้เครดิตต่อการบ่อนทำลายความเชื่อและการต่อเติมศาสนาไปในตัว

 

     3. เพราะอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺ จริงจังกับเรื่องความปลอดภัยของหลักความเชื่อและสภาพทางศาสนาของตน สำหรับพวกเขาแล้ว ศาสนาไม่ใช่เรื่องเล่น ไม่ใช่เรื่อง "ต่างคนต่างคิดอย่าไปซีเรียสอะไรให้มันมาก"!

 

     4. เพราะในอีกมุมหนึ่งแล้ว การวางตัวในลักษณะนี้ต่อพวกบิดอะฮฺ ุนับเป็นการกระตุกให้พวกเขากลับมาทบทวนตัวเอง

 

     5. เพื่อปกป้องมุสลิมทั่วไปจากพิษของบิ้ดอะฮฺ

 

           เพราะอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺเกรงกลัวความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺ ตะอาลา เนื่องจาก [ผู้ที่เข้าไปรู้เห็นเรื่องที่ค้านกับศาสนา โดยที่ตนไม่ได้คัดค้านเรื่องๆนั้นเลย เขาก็ตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องที่ค้านกับศาสนาเรื่องนั้นๆ]

     อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

     “ได้มีการประทานลงมาให้พวกเจ้าแล้วในคัมภีร์ว่า เมื่อใดที่พวกเจ้าได้ยินอาย้าตของอัลลอฮฺถูกปฏิเสธ และถูกดูหมิ่น

     พวกเจ้าก็จงอย่าได้เข้าไปนั่งร่วมกับคนพวกนั่นจนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนไปสู่บทสนทนาอื่น เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็ย่อมเหมือนกันกับพวกเขา

(ดู อันนิซ้าอฺ/140)

      ท่าทีนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะ ความไม่มีมารยาทหรือขาดวุฒิภาวะ แต่เป็นเพราะอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺรักและหวงแหนศาสนาของอัลลอฮฺ และจัดให้เรื่องศาสนา (โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่หนึ่งของชีวิต

      ท่าทีนี้คือ เรื่องของการดำรงมั่นในหลักการ  ไม่ใช่เรื่องที่ขึ้นกับรสนิยม

 

 

 

ท่านฟุด้อยลฺ   บุตร อิย้าด   ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

 

     # ใครที่แสดงออกในเชิงที่ให้เกียรติและให้ค่าต่อคนที่อุตริต่อเดิมศาสนา เท่ากับว่าเขาคนนั้นมีส่วนร่วมในการช่วยทำลายอิสลาม

 

     # ใครที่ยิ้มให้พวกบิ้ดอะฮ์ เท่ากับว่าเขาได้ด้อยค่าสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาให้ท่านร่อซู้ลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมเข้าเสียแล้ว

 

     # ใครที่ยกลูกสาวของตนให้สมรสกับพวกบิ้ดอะฮฺ  เท่ากับว่าเขาได้ทำการตัดสัมพันธ์เครือญาติของเธอลงเสียแล้ว

 

     # ใครตามไปส่งญะนาซะฮฺของพวกบิ้ดอะฮฺ เขาจะยังคงอยู่ในความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺจนกระทั้งเขาจะกลับ

 

     # ผมยอมร่วมทานข้าวกับคนยิวและคริสต์ได้  แต่จะไม่ยอมร่วมทานกับคนบิ้ดอะฮฺ และผมก็รักเหลือเกินที่จะให้มีป้อมปราการที่ทำจากเหล็กกล้าปิดกั้นระหว่างผมกับคนที่เป็นพวกบิ้ดอะฮฺ

 

 

 

๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘