การเป็นประชาชาติสายกลางนำไปสู่การเป็นประชาชาติเดียวกัน
  จำนวนคนเข้าชม  260

อุมมะตัน วะสะฏอ นำไปสู่ อุมมะตัน วาหิดะฮฺ

การเป็นประชาชาติสายกลางนำไปสู่การเป็นประชาชาติเดียวกัน

 

 คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีอัตตักวา คือมีความยำเกรงต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องสร้างความยำเกรงต่อพระองค์ให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราให้ได้ โดยการศึกษา แสวงหาความรู้ในเรื่องราวของบทบัญญัติศาสนา พยายามทำความเข้าใจ และนำมาสู่การปฏิบัติ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา โดยพยายามทำให้สุดความสามารถของเรา .. 

 

          ในขณะเดียวกัน ก็ต้องออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์โดยสิ้นเชิง ..พร้อมกันนั้นก็ต้องปฏิบัติอิบาดะฮฺทุกอย่างให้อยู่ในแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วย นั่นก็คือ ต้องไม่ทำบิดอะฮฺนั่นเอง

 

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า อุมมะตัน วาหิดะฮฺ أُمَّةً وَاحِدَةً ซึ่งมีความหมายว่า ประชาชาติเดียวกัน ...คำ ๆนี้เราไม่ได้คิดขึ้นมาเอง แต่เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน เช่นในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 213 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสว่า

 

كَانَ النَّاسُ أُمَّةً وَاحِدَةً فَبَعَثَ اللَّهُ النَّبِيِّينَ مُبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ وَأَنزَلَ مَعَهُمُ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ لِيَحْكُمَ بَيْنَ النَّاسِ فِيمَا اخْتَلَفُوا فِيهِ

 

แต่ดั้งเดิมนั้น มนุษยชาติทุกคนล้วนเป็นอุมมะตัน วาหิดะฮฺ 

     (ก็คือเป็นประชาชาติเดียวกัน โดยอยู่ในการนำหรือคำสอนของท่านนบีอาดัมซึ่งมาจากทางนำของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วหลังจากนั้น พวกเขาก็ขัดแย้งกัน) 

แล้วอัลลอฮฺ จึงได้ส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน 

อีกทั้งได้ประทานคัมภีร์อันกอปรด้วยความจริงมายังพวกเขา 

เพื่อว่าคัมภีร์นั้นจะได้ตัดสินระหว่างมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน.”

 

          อายะฮฺนี้ ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้อธิบายไว้ตามรายงานด้วยหลักฐานที่เศาะหิหฺว่า ช่วงระยะเวลาระหว่างยุคสมัยของท่านนบีอาดัม กับท่านนบีนูหฺ อะลัยฮิมัสสลามนั้น ประมาณสิบศตวรรษ ซึ่งผู้คนทั้งหมดในยุคนั้นล้วนเป็นประชาชาติเดียวกัน นั่นก็คือทุกคนต่างดำรงอยู่บนทางนำของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วหลังจากยุคนั้น ก็คือ

 

          หลังจากยุคสิบศตวรรษแรกของมนุษยชาตินั้น พวกเขาก็เกิดการขัดแย้งกัน อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามทางนำที่ถูกต้อง มีการทำชิริก มีการทำความชั่ว มีการทำความผิด มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องของบทบัญญัติศาสนา จึงนำไปสู่การแตกออกเป็นกลุ่ม เป็นพวก ..ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจึงทรงส่งบรรดานบีมายังแต่ละกลุ่มชนหรือแต่ละประชาชาติเพื่อแจ้งข่าวดีและตักเตือนพวกเขา โดยให้ยึดถือคัมภีร์ของพระองค์เป็นเครื่องมือสำหรับตัดสินในปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ นั่นก็คือ ให้พวกเขากลับมาสู่ทางนำที่ถูกต้องของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นประชาชาติเดียวกันเช่นในยุคดั้งเดิม

 

          ดังนั้น อุมมะตัน วาหิดะฮฺ หรือประชาชาติเดียวกันจึงหมายถึง ประชาชาติที่ดำเนินชีวิตอยู่ในขอบเขตของบทบัญญัติของอัลอิสลาม ปฏิบัติตนตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และดำรงตนตามคำสอนของนบีของพวกเขา ...ซึ่งเราทุกคน ณ ที่นี้ถือเป็นอุมมะฮฺหรือเป็นประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..ถ้าเราดำรงตนอยู่ในขอบเขตของบทบัญญัติที่ถูกต้องของอัลอิสลาม ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ยึดมั่นในแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราก็จะเป็นสมาชิกคนหนึ่งหรือเป็นส่วนหนึ่งของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ 

 

          แต่ถ้าเราไม่ได้ดำรงตนอยู่บนทางนำที่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติตนตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ยึดมั่นปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราก็จะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่หลงทางออกจากทางนำที่ถูกต้อง

 

          ดังนั้น กลุ่มที่ไม่ใช่อุมมะตัน วาหิดะฮฺ ก็คือ กลุ่มที่ไม่ได้ดำรงอยู่บนบทบัญญัติที่ถูกต้องของอัลอิสลามอาจจะเป็นกลุ่มหรือประชาชาติที่ไม่ได้อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียว เป็นกลุ่มที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ดังเช่นพวกมุชริกีนมักกะฮฺ .. อาจจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยสิ้นเชิง เช่น กลุ่มพุทธ กลุ่มฮินดู ..หรืออาจจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เช่นกลุ่มยิว กลุ่มคริสต์ ..อาจจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธเคาะลีฟะฮฺอัรรอชิดีนบางท่าน เช่นกลุ่มชีอะฮฺบางกลุ่ม กลุ่มเคาะวาริจญ์บางกลุ่ม ..หรืออาจจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธรุก่นอีมานบางประการ เช่นกลุ่มก็อดยานีย์ ..ซึ่งตัวอย่างของกลุ่มต่าง ๆเหล่านี้ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ

 

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อีกคำหนึ่งที่ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยิน ก็คือคำว่า อุมมะตัน วะสะฏอ أمة وسطا ซึ่งมีความหมายว่า ประชาชาติสายกลาง แต่สายกลางตรงนี้ไม่ได้หมายถึง สายกลางระหว่างคนที่ปฏิบัติตามคำสอนของอัลอิสลามบางเรื่อง กับคนที่ละเลยคำสอนของอัลอิสลามอีกบางเรื่อง ..หรือบางคนก็เข้าใจผิดว่า อัลอิสลามนั้นคือความสุดโต่ง ดังนั้น มุสลิมที่ไม่สุดโต่ง หรือเลือกปฏิบัติบทบัญญัติบางประการ ละเลยบางประการก็เลยกลายเป็นประชาชาติสายกลาง ..และยังไม่ได้หมายถึง การที่เอากลุ่มต่าง ๆมารวมกัน เอากลุ่มชีอะฮฺ เอากลุ่มอิควาน เอากลุ่มก็อดยานีย์มาสมานฉันท์กัน จะได้ไม่ทะเลาะกัน เพื่อจะได้เป็นประชาชาติเดียวกัน ตามที่มีบางคนเข้าใจผิด

 

 

          แต่คำว่า อุมมะตัน วะสะฏอ นั้น อุละมาอ์ให้ความหมายว่าหมายถึง ประชาชาติสายกลางที่อยู่ตรงกลางระหว่างความชั่วหรือความไม่ถูกต้องสองข้าง 

          หรืออยู่ตรงกลางระหว่างความสุดโต่งสองข้าง ได้แก่ ความเคร่งสุดโต่งที่เรียกว่า อิฟรอฏ إِفْرَاط คือมีความเข้มงวดสุดโต่ง จนเกินขอบเขตของบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาและแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กับการหย่อนยานจนสุดโต่ง คือการละเลยหรือหย่อนยานจนเกินไปในการนับถือศาสนา หรือการเลือกปฏิบัติบทบัญญัติศาสนาตามความพอใจของตนเอง ที่เรียกกันว่า ตัฟรีฏ تَفْرِيْط 

          นี่คือความหมายของคำว่า อุมมะตัน วะสะฏอ คืออยู่ตรงกลางระหว่างความสุดโต่งสองข้าง

 

          คำว่า อุมมะตัน วะสะฏอนี้..เราก็ไม่ได้คิดขึ้นมาเองเช่นกัน แต่เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 143 ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสว่า

 

 وَسَطًا لِتَكُونُوا شُهَدَاءَ عَلَى النَّاسِ وَيَكُونَ الرَّسُولُ عَلَيْكُمْ شَهِيدًاوَكَذَلِكَ جَعَلْنَاكُمْ أُمَّةً

 

     “และดังกล่าวนั่นแหละ เราได้ให้พวกเจ้า (ก็คือประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัดนั้น)เป็นอุมมะตัน วะสะฏอ (ก็คือเป็นประชาชาติสายกลางที่มีคุณสมบัติที่ถูกคัดเลือก ที่มีความเที่ยงธรรม และมีความประเสริฐที่สุด) 

     เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยาน(ต่อการกระทำของ)บรรดามนุษยชาติ ...และเราะซูล ก็จะเป็นสักขีพยาน(ในการเป็นพยานของ)พวกเจ้าเช่นกัน....”

 

     ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้อธิบายอายะฮฺนี้ไว้ ซึ่งปรากฏหลักฐานในอัลหะดีษ ในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ รายงานจากท่านอบูสะอี๊ด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ความว่า..

 

     ในวันกิยามะฮฺ ท่านนบีนูหฺจะถูกเรียกตัวมา และถูกถามว่า..ท่านได้ประกาศคำสอนของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแก่ประชาชาติของท่านหรือไม่ ? ...

      ท่านนบีนูหฺตอบว่า ใช่ (ฉันได้ประกาศแล้ว) ...

     แล้วหลังจากนั้น ประชาชาติของท่านนบีนูหฺก็จะถูกเรียกตัวมาและถูกถามว่า 

     นบีนูหฺได้ประกาศคำสอนของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแก่พวกเจ้าหรือไม่ ?....

     พวกเขากลับตอบว่า ไม่มีผู้ตักเตือนคนใดมาประกาศคำสอนของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแก่พวกเราแม้แต่คนเดียว ...

     ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีนูหฺจึงถูกถามว่า..ใครสามารถเป็นสักขีพยานแก่ท่านได้บ้าง ?...

     ท่านนบีนูห์จึงตอบว่า...มุฮัมมัดและประชาชาติของเขา...ดังนั้น ประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัดจึงถูกเรียกตัวมา 

     แล้วพวกเขา(ประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด)ก็จะเป็นสักขีพยานต่อการประกาศคำสอนของท่านนบีนูหฺ แล้วต่อจากนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็จะเป็นสักขีพยานให้แก่ประชาชาติของท่านว่า พวกเขาพูดความจริง

     ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็จะเกิดกับนบีท่านอื่น ๆและประชาชาติของนบีแต่ละท่านในท่วงทำนองนี้เช่นกัน

 

          นั่นก็หมายความว่า การเป็นอุมมะตัน วะสะฏอ ของประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้น เป็นประชาชาติสายกลางที่ถูกคัดเลือกแล้วว่า เป็นประชาชาติที่มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่เป็นผู้ที่เที่ยงธรรม เพราะเป็นผู้ที่ยึดมั่นในบทบัญญัติศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ...พวกเขาจะเป็นประชาชาติสายกลางที่ดีที่สุด เพราะเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามอัลกุรอานที่เป็นคัมภีร์ที่ดีที่สุด พวกเขาจึงได้รับสถานะให้เป็นสักขีพยานแก่บรรดานบีในวันกิยามะฮฺ เพราะพวกเขาได้เรียนรู้เรื่องราวของการเผยแผ่อิสลามของบรรดานบีจากการการเรียน การศึกษาอัลกุรอาน อีกทั้งพวกเขายังเป็นประชาชาติสายกลางที่ประเสริฐที่สุด เพราะยึดมั่นในแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นนบีที่ประเสริฐที่สุด ..ท่านนบีจึงเป็นสักขีพยานในการเป็นประชาชาติสายกลางให้แก่ประชาชาติของท่านเองในวันกิยามะฮฺเช่นกัน

 

          ดังนั้น อุมมะตัน วะสะฏอ การเป็นประชาชาติสายกลางจึงเป็นรากฐานของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ เป็นรากฐานให้กับการเป็นประชาชาติเดียวกัน เป็นวะสะฏียะฮฺ ก็คือเป็นแนวทาง เป็นทางนำที่ดีที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ เป็นแนวทางที่นำไปสู่การมอบเตาฮีดต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นแนวทางที่ดำรงอยูในอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ก็คือยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..ต้องยึดมั่นทั้งกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบีด้วย ต้องควบคู่กัน จะยึดมั่นแต่กิตาบุลลอฮฺ อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องยึดมั่นต่อแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วย ..เป็นประชาชาติสายกลางที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับอัลกุรอานและซุนนะฮฺท่านนบี

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเรียกร้องให้เราได้เป็นสมาชิกของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ ทรงเรียกร้องให้เราเป็นสมาชิกของประชาชาติเดียวกัน การจะเป็นประชาชาติเดียวกันได้ เราต้องเป็นประชาชาติสายกลางที่ดำรงตนอยู่ในทางนำที่ถูกต้องของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นผู้ที่ไม่ทำชิริก และไม่ทำบิดอะฮฺด้วย ซึ่งในขณะที่เราอยู่ในสังคมที่เรียกกันว่า สังคมพหุวัฒนธรรม สังคมที่มีความแตกต่างกันทางด้านความเชื่อต่าง ๆมากมาย สังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนิก.. ดังนั้น การเป็นประชาชาติสายกลางจึงไม่ใช่การไปยอมโอนอ่อนผ่อนปรนโดยการไปเข้าร่วมพิธีกรรมของคนต่างศาสนิก เช่น เมื่อเพื่อนต่างศาสนิกมีงานศพ เราจะไม่ไปเข้าร่วมกับการสวดมนต์ของพวกเขา เราจะไม่ไปเข้าร่วมในพิธีกรรมด้านความเชื่อของพวกเขา เพราะแนวทางของวะสะฏียะฮฺจะต้องยึดมั่นในคำสั่งสอนของท่านนบีด้วย

 

          อัลหะดีษ (หะซัน) ในบันทึกของอิมามอะบูดาวูด และอิมามอะหฺมัด รายงานจากท่านอิบนุอุมัร เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา عن ابنِ عُمَرَ رضي الله عنهما เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 

«مَن تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ»

 

ผู้ใดเลียนแบบกลุ่มชนใด ดังนั้น เขาก็จะเป็นหนึ่งในกลุ่มชนนั้น

 

          นั่นก็หมายความว่า ใครก็ตามที่ไปอยู่ร่วมในพิธีกรรมด้านศาสนา หรือไปเลียนแบบพฤติกรรม ความเชื่อของกลุ่มชนที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา หรือผู้ที่อยู่นอกแนวทางของอัลอิสลาม เขาผู้นั้นก็เปรียบเสมือนหนึ่งในสมาชิกของคนกลุ่มนั้น

 

          ดังนั้น เราจึงไม่ไปเข้าร่วมในพิธีกรรมด้านความเชื่อของศาสนาอื่นๆ ซึ่งการที่เราไม่ไปเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาของพวกเขา ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีน้ำใจต่อพวกเขา เพราะเราสามารถที่จะแสดงความเสียใจต่อพวกเขาได้ด้วยวิธีการอื่น ๆ .. เช่น ไปพบที่บ้านก็ได้ หรือพบเป็นการส่วนตัว อีกทั้งเรายังสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยยังชีพต่าง ๆแก่พวกเขาได้ เช่น ช่วยเหลือด้านการเงิน หรืออื่น ๆ แต่เราจะไม่เข้าร่วมในพิธีกรรมทางด้านศาสนา ด้านความเชื่อที่แตกต่างกับเรา เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลกาฟิรูน อายะฮฺที่ 6 ว่า

 

لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ

 

สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน

 

          ดังนั้น เมื่อเราต้องอยู่ร่วมสังคมกับเพื่อนต่างศาสนิกมากมาย การปฏิบัติตัวของเราก็คือ การนำแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะซัลลัมมาปฏิบัติ ...ในสมัยท่านนบี ท่านนบีก็อยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเช่นกัน เมื่อท่านนบีต้องอยู่ร่วมสังคมกับผู้ปฏิเสธศรัทธา อยู่ร่วมกับผู้ที่ทำชิริกต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อยู่ร่วมกับพวกยิว พวกคริสต์ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ภายใต้การปกครองของท่านนบี แต่ท่านนบีไม่เคยอธรรมต่อพวกเขา ไม่ทำรุนแรงกับพวกเขา ท่านนบีจะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเขา ไม่ทำร้ายพวกเขา ถึงแม้ว่าท่านนบีจะโดนพวกเขาทำร้าย แต่ท่านนบีก็ไม่เคยโต้ตอบ แต่หากพวกเขามาล่วงเกินต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ท่านนบีจะไม่ยอม ท่านจะตอบโต้ในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านนบี ท่านนบีก็จะไม่ตอบโต้ นี่คือสิ่งที่ท่านนบียึดมั่นปฏิบัติ

 

          ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮุวะซัลลัมยังทำการติดต่อ ทำมาค้าขายกับพวกยิว กับคนต่างศาสนิก เมื่อเวลาที่ท่านนบีติดต่อกับพวกเขา ท่านนบีก็ทำด้วยจรรยามารยาทอันงดงามของท่าน ท่านนบีจะยุติธรรมกับพวกเขา ไม่เคยคดโกงพวกเขา จะซื่อตรงต่อพวกเขา ไม่ไปละเมิดทั้งต่อตัวของพวกเขา ต่อทรัพย์สมบัติของพวกเขา และต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกเขาด้วย และท่านนบีจะไม่เอาพวกเขามาเป็นมิตรชิดใกล้ ไม่เอามาเป็นเพื่อนสนิท ...บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีก็ปฏิบัติตามนั้นเช่นกัน ไม่มีใครมีเพื่อนสนิทเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา หรือผู้ที่ทำชิริกต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ..เมื่อเวลาที่ติดต่อทำธุระกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะแยกย้ายจากกันไป ไม่ได้ไปใกล้ชิดสนิทสนมด้วย

 

          ดังนั้น เมื่อเราอยู่ในประเทศไทย เราอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนิกมากมาย ลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับเพื่อนต่างศาสนิกจึงควรมีลักษณะที่ติดต่อกันแบบธรรมดา เป็นเพื่อนกันได้ ทำงานร่วมกันได้ ติดต่อธุระกันได้ เมื่อเสร็จเรื่องราว เสร็จธุระต่อกันก็จากกันไป ไม่ได้ไปกินไปนอนร่วมกับเขา ไม่ไปคลุกคลีตีโมง เฮไหนเฮนั้นร่วมกับพวกเขา เราก็จะต้องมีขอบเขตของเรา..อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ในเรื่องทั่ว ๆไปที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของพิธีกรรมศาสนา ... นี่ก็คือแนวทางที่อุละมาอ์แนะนำให้เรานำไปปฎิบัติกับเพื่อนต่างศาสนิกในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เรียกกันว่า สังคมพหุวัฒนธรรม

 

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดให้เราเป็นผู้ยึดมั่นและปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์อย่างสุดความสามารถ อีกทั้งยึดมั่นและปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...เป็นผู้ที่ไม่ทำชิริกต่อพระองค์ ไม่ทำบิดอะฮฺต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อให้เราได้เป็นอุมมะตัน วะสะฏอ เป็นประชาชาติสายกลางผู้เที่ยงธรรม ที่นำไปสู่การเป็นสมาชิกคนหนึ่งของอุมมะตัน วาหิดะฮฺ การเป็นประชาชาติเดียวกันอันเป็นประชาชาติที่ดีที่สุด

 

( คุฏบะฮฺวันศุกร์ มัสญิดดารุ้ลอิหฺซาน บางอ้อ )